Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
หน่วยที่ 1 การบริหารจัดการข้อมูลและสารสนเทศ - Coggle Diagram
หน่วยที่ 1 การบริหารจัดการข้อมูลและสารสนเทศ
การรวบรวมข้อมูล
แหล่งที่มาของข้อมูล
ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) คือ ข้อมูลที่ผู้วิจัยหรือผู้ศึกษาลงมือจัดเก็บและรวบรวมขึ้นมาใหม่ด้วยตนเองโดยตรงจากแหล่งต้นตอ ซึ่งเป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยมีการรวบรวมจากที่ใดมาก่อน ข้อดีคือมีความน่าเชื่อถือสูงมาก เนื่องจากถูกจัดเก็บให้ตรงกับวัตถุประสงค์เฉพาะของงานศึกษานั้น ๆ โดยตรง ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมินี้สามารถทำได้โดย การสังเกต
การทดลอง การสัมภาษณ์
ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) หมายถึง ข้อมูลที่ผู้อื่นหรือหน่วยงานอื่นได้ทำการเก็บรวบรวมไว้แล้ว ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของสถิติ รายงาน บทความทางวิชาการ งานวิจัย หรือเอกสารต่าง ๆ ข้อมูลประเภทนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที โดยไม่ต้องเก็บรวบรวมใหม่ ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แต่อาจมีข้อจำกัดในด้านความทันสมัยของข้อมูลและความตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษา
คุณลักษณะของข้อมูล
ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) หมายถึง ข้อมูลที่สามารถวัดค่าได้เป็น ตัวเลขและนำมาคำนวณทางสถิติได้ ข้อมูลประเภทนี้แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
ข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuous Data)
ข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuous Data) ที่สามารถวัดค่าได้ละเอียดขึ้นอยู่กับ ความแม่นยำของเครื่องมือ เช่น
• อุณหภูมิ (32.7 องศา)
• น้ำหนัก (65.5 กิโลกรัม)
• ส่วนสูง (170.2 เซนติเมตร)
ข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data)
ข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) ที่มีค่าเป็นจำนวนนับ เช่น
• นักเรียนในห้องเรียน 35 คน
• สินค้าในคลัง (150 ชิ้น)
ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) หมายถึง ข้อมูลที่อธิบายลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้โดยตรง แต่สามารถอธิบายได้ด้วยการ บรรยายหรือการจัดหมวดหมู่ ข้อมูลประเภทนี้มักเกี่ยวข้องกับความรู้สึก ความคิดเห็น ประสบการณ์ หรือคุณลักษณะต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น
ระดับการศึกษา (ประถม/มัธยม/ปริญญาตรี)
ความพึงพอใจ (พอใจมาก/พอใจน้อย)
สถานภาพ (โสด/สมรส/หย่าร้าง)
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
1) การสัมภาษณ์ (Interview) เป็นการเก็บข้อมูลจากการพูดคุยกับบุคคลเป้าหมาย โดยตรง อาจเป็นการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก เช่น ทัศนคติ ประสบการณ์ และความคิดเห็นของบุคคล หรือผู้ถูกสัมภาษณ์
2) การสังเกต (Observation) เป็นการศึกษาพฤติกรรมของบุคคล สัตว์ หรือเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้โดยไม่เข้าไปรบกวน อาจบันทึกวิดีโอหรือจดบันทึกเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรม เหมาะสำหรับการศึกษาในสภาพแวดล้อมจริง
3) การสำรวจ (Survey/Questionnaire) เป็นการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม อาจเป็นแบบกระดาษหรือเป็นแบบออนไลน์ ช่วยให้ได้รับข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง และสามารถรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ได้
4) การทดลอง (Experiment) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการควบคุมตัวแปรหนึ่ง (ตัวแปรอิสระ) และสังเกตผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตัวแปรอื่น (ตัวแปรตาม) วิธีนี้ช่วยให้สามารถระบุ ความสัมพันธ์เชิงเหตุผลได้อย่างชัดเจน
5) การค้นคว้าจากเอกสาร (Document Research) เป็นการรวบรวมข้อมูลจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น หนังสืองานวิจัย ฐานข้อมูลสถิติ เว็บไซต์หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชน เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้
การประมวลผลข้อมูล
ความหมายการประมวลผลข้อมูล
การประมวลผลข้อมูล (Data Processing) คือ กระบวนการจัดการและ แปลงข้อมูลดิบให้เป็นสารสนเทศที่มีความหมายและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยในปัจจุบันมักใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการประมวลผล เนื่องจากสามารถทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำ ตัวอย่างเช่น
การใช้ระบบ POS (Point of Sale) เข้ามาช่วยจัดการระบบหน้าร้านที่ช่วยจัดกากระบวนการขาย
รับชำระเงิน ออกใบเสร็จ และบริหารสต๊อกสินค้าอย่างครบวงจร ช่วยลดข้อผิดพลาด ในการคิดเงิน ตรวจสอบยอดขายและสต๊อกแบบ Real-time
รูปแบบการประมวลผลข้อมูล
1) การประมวลผลแบบกลุ่ม (Batch Processing) ที่รวบรวมข้อมูลไว้แล้วประมวลผลพร้อมกันทีละชุด เหมาะสำหรับงานที่ไม่เร่งด่วน เช่น
การคำนวณเงินเดือนพนักงาน ที่จะทำเดือนละครั้ง ไม่จำเป็นต้องคำนวณทุกวัน
การออกใบแจ้งหนี้ค่าน้ำ/ค่าไฟ รวบรวมข้อมูลการใช้ทั้งเดือนแล้วค่อยประมวลผลออกใบแจ้งหนี้
2) การประมวลผลแบบทันที (Real-time Processing) ที่จะประมวลผลทันทีที่ได้รับข้อมูล เหมาะสำหรับงานที่ต้องการผลลัพธ์รวดเร็ว เช่น
ระบบจองตั๋วเครื่องบิน/ที่พัก ถ้าไม่เรียลไทม์อาจเกิดการจองซ้ำซ้อนในที่นั่งเดียวกัน
การโอนเงินโมบายแบงก์กิ้ง ยอดเงินต้องหักและแสดงผลทันที เพื่อความปลอดภัยและแม่นยำ
องค์ประกอบของการประมวลผลข้อมูล
การประมวลผลขั้นสูง คือ การนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อค้นหารูปแบบหรือความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ในข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจและวางแผนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น
ร้านสะดวกซื้อรู้ว่า คนที่ซื้อน้ำอัดลม มักจะซื้อน้ำแข็งคู่กันเสมอ จึงเอาตู้น้ำมาวางใกล้กัน
องค์ประกอบของการประมวลผลข้อมูลมีดังนี้
การนำเข้าข้อมูล
(Input)
การประมวลผลข้อมูล (Processing)
การส่งออกข้อมูล (Output)
การนำเสนอข้อมูล
ความหมายการนำเสนอข้อมูล
การนำเสนอข้อมูล (Presentation) คือ การสื่อสารข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมและประมวลผลให้ผู้อื่นเข้าใจ ได้ง่ายและชัดเจน โดยอาจนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตาราง กราฟ แผนภูมิ แผนภาพ หรือการบรรยาย ทั้งนี้ การเลือกรูปแบบการนำเสนอขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูล วัตถุประสงค์ และ กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสื่อสาร
รูปแบบการนำเสนอข้อมูล
1) การนำเสนอในรูปแบบตาราง (Tables) เหมาะสำหรับข้อมูลที่มีรายละเอียดมาก และต้องการความแม่นยำ เช่น ตารางสีประจำวัน
2) การนำเสนอด้วยแผนภูมิหรือกราฟ (Charts/Graphs) เหมาะสำหรับการเปรียบเทียบ หรือแสดงแนวโน้ม เช่นสถิติข้อมูลผู้เสียชีวิตสะสมประเทศไทย
ปี 2569
3) การนำเสนอด้วยแผนภาพ (Infographics) ที่ผสมผสานระหว่างข้อมูลและภาพ กราฟิกเพื่อให้เข้าใจง่ายและน่าสนใจ เช่น
อินโฟกราฟิก 7 วิธีป้องกันมะเร็ง
หลักการนำเสนอข้อมูลที่ดี
การนำเสนอที่ดีเป็นทักษะที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทำงาน เพื่อนำเสนอให้ผู้ฟัง เข้าใจเนื้อหาที่ต้องการสื่อสารออกไป ดังนั้นการนำหลักการ KISS principle (Keep It Simple and Straightforward) ที่เป็นแนวคิดที่เน้นความเรียบง่ายและกระชับในการสื่อสารและการออกแบบ ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายและชัดเจน มาปรับใช้กับการนำเสนอที่ดี ดังนี้
1.ใช้เนื้อหาสั้น กระชับ และตรงประเด็น
ตัดเนื้อหาที่ไม่จำเป็นออก
ใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อน
ใช้สไลด์เป็นตัวช่วย ไม่ใช่เป็นเอกสารให้ผู้ฟังอ่าน
ออกแบบสไลด์ให้เรียบง่าย
ใช้ฟอนต์ที่อ่านง่าย ขนาดเหมาะสม เช่น 24 pt ขึ้นไป
ใช้สีสันไม่เกิน 3-4 สี เพื่อความเป็นมืออาชีพ
ใช้ภาพหรือไอคอนแทนข้อความยาวๆ
ใช้ภาพหรือไอคอนแทนข้อความยาวๆ
ใช้โครงสร้างที่ชัดเจน
เริ่มต้นด้วยการเกริ่นนำที่ดึงดูดความสนใจ
ใช้หัวข้อหลักที่ชัดเจน และแบ่งเนื้อหาเป็นส่วนๆ
จบด้วยข้อสรุปที่กระชับและน่าจดจำ
พูดให้เข้าใจง่าย
ใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติ ไม่เป็นทางการจนเกินไป
เล่าเรื่องราว เพื่อให้การนำเสนอไม่น่าเบื่อ
ใช้ตัวอย่างจริงช่วยอธิบายแนวคิด
เน้นการโต้ตอบและมีปฏิสัมพันธ์
ตั้งคำถามหรือให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม
ใช้สื่อที่ดึงดูด เช่น วิดีโอหรือแอนิเมชัน
(แต่ไม่ควรเยอะเกินไป)
การเตรียมตัวและการซักซ้อมนำเสนอ
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนนำเสนอ
ศึกษากลุ่มเป้าหมายหรือผู้ฟัง เพื่อให้นำเสนอได้อย่างตรงประเด็น
เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมและวางแผนการจัดการเวลาให้เหมาะสม
การใช้ซอฟต์แวร์ในการจัดการข้อมูลและสารสนเทศ
Google Forms
เข้าเว็บไซต์
https://docs.google.com/forms
คลิกเลือกที่แบบฟอร์มเปล่า
กำหนดชื่อแบบฟอร์มว่า “แบบสำรวจการเลือกใช้โปรโมชันอินเทอร์เน็ตโทรศัพท์มือถือ”
สร้างคำถามแบบหลายตัวเลือกเพื่อเก็บข้อมูลเพศ โดยกำหนดตัวเลือกเป็น “ชาย” และ “หญิง”
เปิดใช้งาน ปุ่มจำเป็น เพื่อกำหนดให้ผู้ตอบต้องตอบคำถามข้อนี้
สร้างคำถามถัดไปโดยกดที่ปุ่ม เพิ่มคำถาม
สร้างคำถามแบบ คำตอบสั้น ๆ เพื่อเก็บข้อมูลอายุ
สร้างคำถามแบบเลื่อนลง เพื่อเก็บข้อมูลระบบเครือข่ายที่ใช้งาน
คลิกที่ปุ่ม เผยแพร่ เพื่อส่งออกฟอร์มแบบสอบถาม
สร้างคำถามแบบหลายตัวเลือก เพื่อเก็บข้อมูลโปรโมชันของอินเทอร์เน็ตที่ใช้งาน
คลิกที่ปุ่ม จัดการ เพื่อตั้งค่าการเข้าถึงฟอร์มแบบสอบถาม
ตั้งค่าการเข้าถึงแบบฟอร์มตามที่ต้องการ
Google Sheets
คลิกที่ การตอบกลับ แล้วกด ดูในชีต
เมื่อกดดูในชีต โปรแกรมจะแสดงข้อมูลการตอบกลับในรูปแบบตาราง
เลือกข้อมูล เพศ และอายุ
คลิกที่ แทรก จากนั้นคลิกที่เมนู แผนภูมิ
จากนั้นจะปรากฎข้อมูลในรูปแบบแผนภูมิ
คลิกขวาบนแผนภูมิ แล้วเลื่อนมาที่ ชื่อแผนภูมิและชื่อแกน จากนั้นคลิกที่ ชื่อเรื่องและแผนภูมิ
ปรับรูปแบบและชื่อให้เหมาะกับแผนภูมิ
โปรแกรมแสดงข้อมูลแก้ไขดังภาพแผนภูมิ
โปรแกรมประมวลผลข้อมูลทั้งหมดให้อยู่ในรูปแบบแผนภูมิ
Canva
เข้าเว็บไซต์ www.canva.com แล้วกดที่ พรีเซนเทชัน
เลือกเทมเพลตที่ต้องการ
จากนั้นกดที่เมนู อัปโหลด แล้วกดที่ อัปโหลดไฟล์
เลือกภาพแผนภูมิที่บันทึกจาก Google Sheets แล้วกด เปิด
นำภาพแผนภูมิต่าง ๆ ใส่ในสไลด์นำเสนอข้อมูล
ใส่แผนภูมิจนครบทั้ง 3 แบบ
กดที่เมนู องค์ประกอบ แล้วเลือกรูปภาพนำมาตกแต่งในงานนำเสนอ
จัดทำหน้าปกสไลด์เพื่อแสดงให้รู้ว่าต้องการนำเสนอเรื่องอะไร
กดปุ่ม แชร์ จากนั้น คัดลอกลิงก์ เพื่อแบ่งปันงานนำเสนอ
กดปุ่ม ดาวน์โหลด แล้วตั้งค่าการดาวน์โหลด
เลือกประเภทไฟล์ที่ต้องการดาวน์โหลด จากนั้นกดปุ่ม ดาวน์โหลด