Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Hypertension - Coggle Diagram
Hypertension
-
-
6.การรักษา
-
6.2การรักษาด้วยยา
-Phenoxybenzamine (10) oral 1*2 pc
-Nitroglycerin (NTG) (1:2) vein drip 5 ug/min (Keep SBP ไม่เกิน mmHig) titrate ลงที่ละ 3 ug ทุก 15 นาที
การพยาบาล
1.ให้ยาพร้อมกับนม หรืออาหาร เพื่อลดการระคายเคืองต่อกระเพราะอาหาร
2.วัดความดันโลหิต และจับชีพจรในท่ายืน เพื่อปรับขนาดยาให้แน่นอน เพราะเวลายืนความดันมักจะต่ำ
3.แนะนำให้เปลี่ยนท่าช้าๆ หากมีอาการหน้ามืดเป็นลม หรืออ่อนเพลีย ให้นอนราบทันที
4.ให้เก็บยาในขวดสีชา
อ้างอิง : ปราณี ทู้ไพเราะ คู่มือยาHANDBOOK OF DRUGS พิมพ์ครั้งที่ 15 ปรับปรุงครั้งที่10
ผลข้างเคียง
คัดจมูก ปากแห้ง เปลือกตาหลุบลง postural hypotension หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น วิงเวียน เป็นลม ซึมเศร้า คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย อาจมีอาการซ็อค
- ยาในกลุ่ม Alpha-blockers ออกฤทธิ์ลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อต่อมลูกหมากและกล้ามเนื้อหูรูดที่คอกระเพาะปัสสาวะ มีผลทำให้ถ่ายปัสสาวะได้คล่องขึ้น ความดันโลหิตต่ำ เมื่อเปลี่ยนท่าทันที ปวดศีรษะ ใจสั่น อ่อนแรง เช่น Doxazosin, Prazosin 2. ยาในกลุ่ม Beta Blocker เป็นยาปิดกั้นการทำงานของเบตารีเซปเตอร์ที่ทำให้หัวใจเต้นช้าและมีแรงต้านน้อยลง ส่งผลให้หัวใจบีบตัวในการส่งเลือดน้อยลง จึงช่วยในการลดความดันโลหิตลงได้ เย็นตามปลายมือปลายเท้า หัวใจเต้นช้าลง ซึมเศร้า อ่อนเพลีย หลอดลมหดเกร็ง เช่น Metoprolol, Atenolol 3.ยาในกลุ่ม Angiotensin-Converting Enzyme Inhibitors (ACE) Inhibitors ยาออกฤทธิ์ใช้ยับยั้งการเปลี่ยน angiotensin I เป็น angiotensin II ทำให้มีปริมาณ angiotensin II ลดน้อยลง ทำให้หลอดเลือดขยาย และทำให้ความต้านของหลอดเลือดลดลงโดยไม่เปลี่ยนแปลงปริมาตรเลือดที่ออกจากหัวใจต่อนาที อาการไอแห้ง ๆ ผื่นที่ผิวหนัง และโพแทสเซียมในเลือดอาจจะสูงขึ้นโดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไตทำงานไม่ดี เช่น Captopril, Enalapril 4. ยาในกลุ่ม Angiotensin II receptor blockers (ARBs) ยาออกฤทธิ์ต้าน angiotensin II ไม่ให้จับตัวรับซึ่งอยู่ที่กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดคลายตัวและต้านการจับกับตัวรับที่ต่อมหมวกไต ทำให้มีการกระตุ้นการหลั่งสาร aldosterone มีอาการไอ มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง เช่น Valsartan (Diovan), Losartan (Cozaar) 5. ยาในกลุ่ม Calcium Channel Blockers ออกฤทธิ์ปิดกั้นช่องทางเข้าแคลเซียมในกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดคลายตัว ลดความต้านทานของหลอดเลือด ลดการนำกระแสไฟฟ้าของหัวใจจึงทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง ปวดศีรษะ หน้าแดง ข้อเท้าบวม ท้องผูก อาจพบหัวใจเต้นเร็ว เช่น Verapamil, Amlodipine (Novasc) 6. ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) ยาออกฤทธิ์โดยการขับน้ำและโซเดียมส่วนเกินออกจากหลอดเลือดโดยตัวยาจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของไตให้ขับโซเดียมออก ทำให้ปริมาตรเลือดในหลอดเลือดลดลง ความดันโลหิตจึงลดลง ปัสสาวะบ่อย อาจทำให้โพแทสเซียมในเลือดต่ำ มีอาการอ่อนเพลีย เป็นตะคริว เช่น Hydrochlorothiazide (HCTZ), Furosemide (Lasix) 7. ยาขยายหลอดเลือด ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเนื้อเรียบของผนังหลอดเลือด Fenoldopam mesylate กระตุ้นเฉพาะ Dopaminergic receptors มีผลทำให้หลอดเลือดขยาย ทำให้ความดันโลหิตลดลง หัวใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะ คัดจมูก เช่น Hydralazine, Minoxidil 8. ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง (Centrally Acting Agents) ออกฤทธิ์คลายความกังวล ระงับประสาททำให้ง่วงหลับ คลายกล้ามเนื้อ ยับยั้งการชัก เซื่องซึม เดินโซเซ สับสน เดินเซ พูดไม่ชัด เช่น Phentermine, Diethylpropion
อ้างอิง:มงคล การุณงามพรรณ. (2568)
-
2.ชนิดและสาเหตุ
- ความดันโลหิตสูงปฐมภูมิหรือความดันโลหิตสูงไม่ทราบสาเหตุ( Primary hypertension or essential hypertension or idiopsthic hypertension)อ้างอิง:มงคล การุณงามพรรณ. (2568)
กลุ่มที่ 1 ปัจจัยที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ได้แก่
1.1 ประวัติครอบครัว ความดันโลหิตสูงเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและปัจจัยหลายอย่าง
1.2 อายุ ความดันโลหิตสูงปฐมภูมิเกิดได้บ่อยในช่วงอายุ 30–50 ปี
1.3 เพศ ความเสี่ยงต่อการเป็นความดันโลหิตสูงของผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิงจนกระทั่งอายุ 55 ปี เมื่ออายุ 55–74 ปี ความเสี่ยงของผู้ชายและผู้หญิงจะเท่ากัน และเมื่ออายุมากกว่า 74 ปี ผู้หญิงจะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย
1.4 เชื้อชาติ อัตราการเสียชีวิตของผู้ที่มีความดันโลหิตสูงต่ำสุดในผู้หญิงผิวขาว รองลงมาคือผู้ชายผิวขาว ผู้ชายผิวดำ และสูงสุดในผู้หญิงผิวดำ สาเหตุที่ทำให้พบความชุกของโรคในคนผิวดำมากกว่านั้นยังไม่ทราบแน่ชัด อ้างอิง:มงคล การุณงามพรรณ. (2568)
กลุ่มที่ 2 ปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ได้แก่
2.1 ภาวะอ้วน คนที่มีน้ำหนักตัวมากเสี่ยงต่อการเป็นความดันโลหิตสูงได้มากกว่าคนปกติ 2–6 เท่า
2.2 การเป็นเบาหวาน เบาหวานเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) และนำไปสู่การทำลายหลอดเลือดใหญ่ ๆ พบความชุกของความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวานเป็น 2 เท่าของคนที่ไม่เป็นเบาหวาน
2.3 ความเครียด (stress) ทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติกถูกกระตุ้น ส่งผลให้ความต้านทานในหลอดเลือดเพิ่มสูงขึ้น
2.4 การดื่มสุรา แอลกอฮอล์จะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งคอร์ติซอล (cortisol) และเอพิเนฟริน (epinephrine) เพิ่มขึ้น ทำให้หัวใจต้องเพิ่มแรงในการบีบตัว ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น พบว่าอัตราการเกิดความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 3 ออนซ์ต่อวัน
2.5 การสูบบุหรี่ นิโคติน (nicotine) มีส่วนทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (arteriosclerosis) ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมของความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น
2.6 ภาวะไขมันในเลือดสูง การเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอล (cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) เป็นปัจจัยเสี่ยงของภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
2.7 สารอาหาร การรับประทานเกลือหรือโซเดียมในปริมาณมากมีส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง มีการศึกษาพบว่า การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียมต่ำ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดความดันโลหิตสูง
2.8 การไม่ออกกำลังกาย (physical inactivity) การออกกำลังกายทำให้มีการหลั่งไนตริกออกไซด์ (nitric oxide: NO) จากเซลล์บุผนังหลอดเลือด (endothelial cell) ส่งผลให้กล้ามเนื้อเรียบของผนังหลอดเลือดคลายตัว อ้างอิง:มงคล การุณงามพรรณ. (2568).
- ความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ (Secondary hypertension) เป็นความดันโลหิตสูงที่ทราบสาเหตุ โดยมีสาเหตุดังนี้ อ้างอิง:มงคล การุณงามพรรณ. (2568)
2.1 โรคไต ได้แก่ ความผิดปกติของเนื้อไต (renal parenchymal disease) หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตตีบตัน (renal artery stenosis) และไตผิดปกติจากเบาหวาน (diabetic nephropathy) เป็นต้น
2.2 โรคของต่อมไร้ท่อ ได้แก่ ภาวะปฐมภูมิอัลโดสเตอโรนิซึม (primary aldosteronism) หรือเกิดจากการมีเนื้องอกที่ต่อมหมวกไต (adrenal gland) ซึ่งเรียกว่า ฟีโอโครโมไซโตมา (pheochromocytoma) เนื้องอกชนิดนี้จะสร้างสารคาเทโคลามีน (catecholamine) ทำให้ความดันโลหิตสูง ส่วนกลุ่มอาการคุชชิง (Cushing's syndrome) จะทำให้ความดันโลหิตสูงจากการที่มีระดับคอร์ติซอล (cortisol) สูงขึ้นเป็นเวลานาน
2.3 จากการใช้ยาและปัจจัยอื่น ๆ เช่น ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน ซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมนหลัก 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน (estrogen) และโปรเจสเตอโรน (progesterone) การใช้ยาแอมเฟตามีน (amphetamine) โคเคน (cocaine) การดื่มคาเฟอีน (caffeine) และการตั้งครรภ์
2.4 การหยุดหายใจขณะนอนหลับ (sleep apnea) พบว่ามีอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น อ้างอิง:มงคล การุณงามพรรณ. (2568)
In-case: ผู้ป่วยชาย 34 ปี ได้รับการวินิจฉัยเป็น Secondary Hypertension from Pheochromocytoma (Urine VMA 24 hr = 18.5 mg/24 hr)
-
1.ความหมาย
ความดันโลหิตสูงตามเกณฑ์ของ JNC7 guidelines คือ การมีความดันชีสโตลี (systolic BP;SBP)และไดแอสโตลี(diastolic BP;DBP) มากกว่าหรือเท่ากับ 140,90 mmHg ตามลำดับในคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จากค่าเฉลี่ยที่ได้จากการวัดความดันโลหิตด้วยวิธีที่ถูกต้องอย่างน้อย 2 ครั้ง อ้างอิง:มงคล การุณงามพรรณ. (2568).
-
In-case
- ข้อมูลเคสแรกรับ: ผู้ป่วยชาย 34 ปี, BP 210/120 mmHg, HR 114 bpm, Pain score 8/10, Urine VMA 18.5 mg/24 hr
- ข้อวินิจฉัยการพยาบาลหลัก (Nursing Diagnosis): "ปวดศีรษะรุนแรงบริเวณท้ายทอย เนื่องจากความดันในหลอดเลือดเพิ่มขึ้นจากการหลั่ง Catecholamine ของเนื้องอกต่อมหมวกไต"
- วัตถุประสงค์ & เกณฑ์การประเมิน: บรรเทาอาการปวดศีรษะ (Pain score ≤ 2/10), ควบคุมความดันโลหิต (SBP ≤ 180 mmHg)
- กิจกรรมการพยาบาล (เรียงตามลำดับความสำคัญ):
-
-
-
-