Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
โรคติดเชื้อ HIV ในหญิงตั้งครรภ์ - Coggle Diagram
โรคติดเชื้อ HIV ในหญิงตั้งครรภ์
พยาธิสรีรวิทยา
เมื่อเชื้อ HIV เข้าสู่กระแสเลือด เชื้อจะเข้าสู่เซลล์ภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะ CD4 T lymphocyte ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
เชื้อ HIV จะเกาะกับ CD4 และเข้าสู่เซลล์ จากนั้นเพิ่มจำนวนและปล่อยเชื้อออกมา ทำให้เซลล์ CD4 ถูกทำลายและมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ
เมื่อ CD4 ลดลง ระบบภูมิคุ้มกันจะทำงานได้ลดลง ทำให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้น้อยลง ส่งผลให้มีโอกาสเกิด การติดเชื้อฉวยโอกาส มากขึ้น
หากเชื้อ HIV เพิ่มจำนวนมากขึ้นและไม่ได้รับการรักษา จะทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงและสามารถเข้าสู่ระยะ AIDS หรือโรคเอดส์
อาการและอาการแสดงของโรค
ไม่แสดงอาการ
ระยะที่ 1 Acute HIV infection — ระยะติดเชื้อเฉียบพลัน
ระยะนี้เป็นช่วงแรกหลังได้รับเชื้อ HIV เชื้อจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ป่วยอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เหงื่อออกตอนกลางคืน และอ่อนเพลีย บางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองโต
ระยะที่ 2 Asymptomatic infection — ระยะไม่มีอาการ
“หลังจากระยะเฉียบพลัน อาการต่าง ๆ จะลดลง ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อาจ ยังไม่มีอาการชัดเจน แต่เชื้อ HIV ยังคงอยู่ในร่างกายและเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง อาจตรวจพบ ต่อมน้ำเหลืองโต ได้ ระยะนี้สามารถดำเนินไปเป็นเวลาหลายปีหากไม่ได้รับการรักษาการณ์
แสดงอาการ
ระยะที่ 3 Symptomatic HIV infection — ระยะมีอาการ
“ระยะนี้ผู้ติดเชื้อเริ่มมีอาการจากภูมิคุ้มกันที่ลดลง เช่น มีไข้เรื้อรัง อุณหภูมิมากกว่า 37.6 องศาเซลเซียส ถ่ายเหลวเรื้อรัง น้ำหนักลดมากกว่า 10% และอาจพบเชื้อราในช่องปาก ซึ่งแสดงว่าร่างกายเริ่มมีภูมิคุ้มกันลดลงและต่อสู้กับเชื้อโรคได้ไม่ดี
ระยะที่ 4 Full AIDS — ระยะเอดส์
“ระยะนี้ภูมิคุ้มกันจะบกพร่องอย่างรุนแรง ทำให้เกิด การติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infections) ได้ง่าย เช่น เชื้อราในช่องปากและทางเดินอาหาร วัณโรค และปอดอักเสบ โดยมักพบ CD4 ต่ำกว่า 200 cells/mm³ และอาจพบ Kaposi’s sarcoma ซึ่งเป็นมะเร็งที่สัมพันธ์กับภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ
1. การตรวจ Anti-HIV antibody วิธีการตรวจคือ ตรวจหา IgG ต่อเชื้อเอดส์ในเซรั่มหรือพลาสม่า แบ่งออกเป็นการตรวจคัดกรองและการตรวจยืนยัน
2.Screening test ได้แก่ การตรวจ ELISA วิธีนี้จะแปลผลว่าได้ผลบวก
จะต้องทำ 2 ครั้ง และจะต้องได้ผลบวกทั้ง 2 ครั้ง จึงจะแปลผลว่าติดเชื้อเอดส์ ถ้าได้ผลบวก ต้องตรวจ Western blot test หรือ IFA หรือ RIPA เพื่อยืนยัน ถ้าได้ผล Negative แสดงว่าไม่พบ Antibody สรุปว่าไม่ติดเชื้อ
-ถ้า CD4 > 500 cell/m3 และ Viral load 10,000-20,000 copies/mi Low risk ในการเกิดโรคเอดส์และโรคแทรกซ้อน ใน 3 ปีให้ตรวจ CD4 ซ้ำทุก 6เดือน
-ถ้า CD4 350-500 cell/mm3 และ Viral load 10,000-20,000 copies/mi Moderate risk ให้ยาด้านไวรัส
•ถ้า CD4 < 200 cell/mm3 High risk ให้ยาด้านไวรัสและยาป้องกัน Pneumocystis carinii pneumonia
ผลของโรคต่อการตั้งครรภ์
ต่อมารดา
Preterm birth = การคลอดก่อนกำหนด
PROM (Premature Rupture of Membranes) = ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเริ่มเจ็บครรภ์คลอด
PPH (Postpartum Hemorrhage) = ภาวะตกเลือดหลังคลอด
Infection = การติดเชื้
ต่อทารก
มีโอกาสติดเชื้อจากแม่สู่ลูกถ้ามารดาไม่ได้รับการรักษา แต่การติดเชื้อจะลดลงถ้ามารดาและทารกได้รับการรักษาอย่างดี
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบ ได้แก่
Preterm baby = ทารกคลอดก่อนกำหนด
LBW (Low Birth Weight) = ทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม
IUGR (Intrauterine Growth Restriction) = ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์
DFIU (Dead Fetus In Utero) = ทารกเสียชีวิตในครรภ์
หลังคลอด
เชื้อ HIV สามารถถ่ายทอดผ่านน้ำนมแม่ได้ ดังนั้นในบริบทที่มีทางเลือกในการเลี้ยงทารกที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ แนวทางอาจแนะนำให้ หลีกเลี่ยงการให้นมแม่และใช้นมทดแทนตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
แนวทางการดูแลรักษา
การรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ HIV จะพิจารณาจากค่า CD4 และ Viral load โดยให้ยาต้านไวรัสตั้งแต่ระยะฝากครรภ์ เพื่อควบคุมปริมาณเชื้อและลดการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก เมื่อเข้าสู่ระยะคลอดจะให้ยาต่อเนื่องร่วมกับ AZT ตามแนวทาง และหลังคลอดทารกจะได้รับยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยชนิดของยาจะขึ้นอยู่กับระดับ Viral load และการได้รับยาของมารด
ปัจจัยที่มีผลต่อการถ่ายทอดเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูก
1. ปัจจัยด้านมารดา 🤰ปัจจัยสำคัญคือ Viral load ของมารดา หากมีปริมาณเชื้อในเลือดสูง จะมีโอกาสถ่ายทอดเชื้อสู่ทารกมากขึ้น นอกจากนี้ยังขึ้นกับ CD4 ซึ่งสะท้อนระดับภูมิคุ้มกันของมารดา รวมถึงการได้รับเชื้อหรือการติดเชื้อในระยะต่าง ๆ ภาวะทุพโภชนาการ และอาการหรือความเจ็บป่วยของมารดา ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพและความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อ
2. ปัจจัยด้านการคลอด 👩🍼ได้แก่ วิธีการคลอด และระยะเวลาที่ทารกสัมผัสสารคัดหลั่งหรือเลือดของมารดา รวมถึง การอักเสบหรือติดเชื้อของถุงน้ำคร่ำ การฉีกขาดของช่องทางคลอด และการใช้เครื่องมือช่วยคลอด ซึ่งอาจเพิ่มการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่ง จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการถ่ายทอดเชื้อ
3. ปัจจัยด้านทารก 👶ได้แก่ การคลอดก่อนกำหนด ทารกแฝดโดยเฉพาะทารกแฝดคนแรก และ การได้รับนมแม่จากมารดาที่ติดเชื้อ HIV เนื่องจากเชื้อ HIV สามารถถ่ายทอดผ่านน้ำนมได้
การพยาบาล PP
LR
ดูแลตามหลัก Universal Precaution ป้องกันการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของมารดา
ให้มารดารับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง ตามแผนการรักษา และเน้นความสำคัญของการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ
ติดตามอาการและภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด เช่น ไข้ แผลผ่าตัดหรือแผลฝีเย็บอักเสบ น้ำคาวปลาผิดปกติ และอาการติดเชื้อ
ประเมินแผลและการหายของแผล โดยเฉพาะกรณีผ่าตัดคลอดหรือมีแผลฝีเย็บ พร้อมสังเกตอาการบวม แดง ร้อน หรือมีหนอง
แนะนำการดูแลทารกและการป้องกันการติดเชื้อ โดยทารกควรได้รับยาต้านไวรัสตามระดับความเสี่ยง และมาตรวจติดตามตามนัด
แนะนำเรื่องการให้อาหารทารก เนื่องจาก HIV สามารถถ่ายทอดผ่านน้ำนมได้ จึงปฏิบัติตามแนวทางของโรงพยาบาล/ประเทศไทยเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการถ่ายทอดเชื้อผ่านน้ำนม
ให้คำแนะนำเรื่องการป้องกันการแพร่เชื้อ เช่น การใช้ถุงยางอนามัย และไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวที่อาจปนเปื้อนเลือดร่วมกับผู้อื่น
ให้การสนับสนุนด้านจิตใจ เปิดโอกาสให้มารดาซักถามข้อสงสัย ลดความวิตกกังวล และส่งเสริมการยอมรับและการดูแลตนเอง
แนะนำการมาตรวจติดตาม ทั้งมารดาและทารกตามนัด รวมถึงติดตามผล Viral load, CD4 และผลตรวจ HIV ของทารกตามกำหนด
การพยาบาลANC
อธิบายให้ทราบความหมายของการตรวจเลือดที่ได้ผลบวก ผลของการติดเชื้อที่มีต่อมารดาและทารก พร้อมให้คำปรึกษาภายหลังการตรวจพบเชื้อ
ร่วมให้ข้อคิดเห็นในการตัดสินใจว่าจะทำแท้งหรือตั้งครรภ์ต่อไป โดยในเอกสารระบุว่า หากอายุครรภ์ไม่เกิน 22 สัปดาห์ แพทย์จะแนะนำให้ปรึกษาเรื่องการยุติการตั้งครรภ์
สอนวิธีการป้องกันไม่ให้รับเชื้อเพิ่ม และการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น
ส่งเสริมการดูแลสุขภาพ โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงความเครียดและการดื่มสุรา
แนะนำให้สังเกต Signs & Symptoms จดบันทึกอาการไว้ทุกระยะ หากมีอาการเปลี่ยนแปลงให้แจ้งแพทย์และพยาบาลโดยเร็ว
ส่งผู้ป่วยเข้าคลินิกกลุ่มเสี่ยงของหน่วยฝากครรภ์ และแนะนำให้สามีมาตรวจเลือด
ปรึกษาบุคลากรอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น นักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยา เพื่อร่วมกันวางแผนให้การดูแลอย่างเหมาะสม
รายงานให้หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทราบ ได้แก่ ห้องคลอด หน่วยทารกแรกเกิด และหน่วยหลังคลอด เพื่อเตรียมการดูแลต่อเนื่อง
กรณีหญิงตั้งครรภ์ได้รับยา AZT แนะนำให้สังเกตอาการข้างเคียง เช่น
คลื่นไส้ อาเจียน (N/V)
นอนไม่หลับ (Insomnia)
กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือผิดปกติ (Myopathy)
กดการทำงานของไขกระดูก
ภาวะโลหิตจาง (Anemia)
เม็ดเลือดขาวต่ำ (WBC ↓)และเมื่อได้รับยาตามแพทย์สั่ง ควรติดตามผลเลือดเพื่อประเมินภาวะโลหิตจาง
ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ อาหารเพื่อส่งเสริมสุขภาพ เช่น ข้าวและเมล็ดธัญพืชที่ไม่ขัดสี ข้าวซ้อมมือ เมล็ดถั่ว งา ผลไม้ที่มีเปลือก เช่น ฟักทอง ถั่วเหลือง เต้าหู้ เป็นต้น และควรรับประทานผักเป็นประจำ เช่น ขี้เหล็ก มะระขี้นก ผักหวานป่า เป็นต้น
การพยาบาล
LR
ใช้หลัก Universal Precautionป้องกันการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของมารดา โดยสวมถุงมือ หน้ากาก และอุปกรณ์ป้องกันตามความเหมาะสม
ติดตามและประเมิน Viral load และประวัติการได้รับยาต้านไวรัสเพื่อประเมินความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อจากมารดาสู่ทารก และวางแผนการดูแลระยะคลอด
ให้ยาต้านไวรัสตามแผนการรักษาโดยเฉพาะ AZT (Zidovudine) ตามข้อบ่งชี้และแนวทางของโรงพยาบาล เพื่อช่วยลดโอกาสการถ่ายทอดเชื้อระหว่างคลอด
ดูแลการคลอดอย่างเหมาะสมลดระยะเวลาที่ทารกสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของมารดา และหลีกเลี่ยงหัตถการที่ไม่จำเป็น
หลีกเลี่ยงการทำหัตถการที่เพิ่มการสัมผัสเลือดของทารก เช่น
Amniotomy (เจาะถุงน้ำคร่ำ)
V/E (Vacuum extraction)
F/E (Forceps extraction)
Intrauterine catheter
Fetal scalp electrode
Fetal blood sampling
ติดตามความก้าวหน้าของการคลอดและสภาวะทารกประเมินการหดรัดตัวของมดลูก FHR และสัญญาณชีพของมารดาและทารกอย่างต่อเนื่องตามความเหมาะสม
เตรียมทีมและอุปกรณ์สำหรับทารกแรกเกิดเพื่อให้สามารถดูแลทารกและเริ่มยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อได้โดยเร็วหลังคลอด
หลีกเลี่ยงการทำให้ทารกเกิดบาดแผลโดยไม่จำเป็นเพราะแผลหรือการสัมผัสเลือดของมารดาอาจเพิ่มโอกาสการรับเชื้อ
หลังทารกคลอด เช็ดตัวและดูแลทารกอย่างเหมาะสมเพื่อลดการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของมารดา
ประสานงานหน่วยทารกแรกเกิด/กุมารแพทย์เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงและให้ยาต้านไวรัสแก่ทารกตามแนวทาง