Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การสำรวจทางทะเล - Coggle Diagram
การสำรวจทางทะเล
เรือและอุปกรณ์สำคัญ
เรือคาราเวล
เรือใบขนาดเล็กถึงปานกลางที่มีความคล่องตัวสูงมาก ถูกพัฒนาขึ้นโดยชาวโปรตุเกสในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 เพื่อใช้ในการเดินเรือสืบเสาะและสำรวจชายฝั่งมหาสมุทร ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่ขับเคลื่อน "ยุคแห่งการสำรวจ" (Age of Discovery)
เรือคาแร็ค
ชาวโปรตุเกสเรียกว่า เนา (Nau) คือ เรือใบขนาดใหญ่ที่มี 3-4 เสากระโดง ถูกพัฒนาขึ้นในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 เพื่อใช้ในการเดินเรือค้าขายและทำสงครามในมหาสมุทรระยะไกล
เรือเกลเลี่ยน
เรือใบขนาดใหญ่ที่มีหลายดาดฟ้า ซึ่งถูกใช้งานอย่างแพร่หลายโดยประเทศในแถบยุโรป (โดยเฉพาะสเปน) ตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึง 18
ปืนใหญ่ฟอลคอนเนต
บางครั้งเรียกว่า ปืนฟอลคอน (Falcon) คือ ปืนใหญ่โบราณขนาดเล็กที่มีน้ำหนักเบา ถูกพัฒนาและใช้งานอย่างแพร่หลายในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึง 17
กระดานสำรวจการเดินเรือ
ในทางประวัติศาสตร์การเดินเรือสากลเรียกว่า "Traverse Board" คือ เครื่องมือไม้โบราณที่ใช้บันทึกทิศทางและความเร็วของเรือในแต่ละช่วงเวลา เพื่อนำข้อมูลมาคำนวณหาตำแหน่งปัจจุบันของเรือด้วยวิธี "การคำนวณตำแหน่งโดยประมาณ" (Dead Reckoning) นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในทวีปยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึง 19 (ยุคแห่งการสำรวจโลก)
เครื่องมีนำทางบนท้องฟ้า
คือ เครื่องมือคำนวณทางดาราศาสตร์โบราณ ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็น "สมาร์ตโฟนเครื่องแรกของโลก" เครื่องมือนี้จำลองทรงกลมท้องฟ้าให้อยู่ในรูปแบบแผ่นระนาบสองมิติ (Stereographic Projection) เพื่อใช้บอกพิกัด คำนวณตำแหน่ง และบอกเวลาได้อย่างแม่นยำจากดวงดาวและดวงอาทิตย์
นักสำรวจทางทะเลชื่อดัง
บาร์โธโลมิว ไดแอส
เป็นนักเดินเรือและขุนนางชาวโปรตุเกส (ค.ศ. 1450 – 1500) ผู้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นชาวยุโรปคนแรกที่แล่นเรืออ้อม แหลมกู๊ดโฮป ทางตอนใต้ของแอฟริกาได้สำเร็จในภารกิจตามหาเส้นทางทะเลสู่อินเดียช่วงปี ค.ศ. 1487–1488 ซึ่งในระหว่างเดินทางเรือของเขาถูกพายุพัดหลงทิศนานถึง 13 วัน แต่เมื่อคุมเรือกลับมาได้ก็พบว่าได้อ้อมผ่านปลายสุดของทวีปมาแล้ว เขาจึงตั้งชื่อจุดนี้ว่า "แหลมแห่งพายุ" ก่อนที่กษัตริย์โปรตุเกสจะเปลี่ยนชื่อเป็น "แหลมกู๊ดโฮป" เพื่อเป็นลางดีว่าความหวังในการไปถึงอินเดียอยู่ไม่ไกล ซึ่งการค้นพบนี้ได้พิสูจน์ว่ามหาสมุทรแอตแลนติกและอินเดียเชื่อมต่อกัน และเป็นการเปิดทางให้นักสำรวจรุ่นหลังอย่าง วาสโก ดากามา แล่นเรือไปถึงอินเดียได้สำเร็จ จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ดิอาสได้เสียชีวิตลงในวัยประมาณ 50 ปีจากเหตุการณ์เรืออับปางท่ามกลางพายุรุนแรงใกล้กับแหลมกู๊ดโฮปที่เขาเป็นผู้ค้นพบนั่นเอง
วาสโก ดา กา มา
เกิดเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1460 ที่เมืองซินิช ประเทศโปรตุเกส ในตระกูลขุนนางระดับสูง ทำให้เขาได้รับการศึกษาด้านการเดินเรือและดาราศาสตร์อย่างดี จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1497 เขาได้รับบัญชาจากพระเจ้ามานูแวลที่ 1 ให้เป็นผู้บังคับการกองเรือ 4 ลำ ออกเดินทางจากกรุงลิสบอนมุ่งหน้าสู่ทางใต้เพื่อค้นหาเส้นทางค้าเครื่องเทศสายใหม่ โดยเขาได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเดินเรืออ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ข้ามมหาสมุทรอินเดีย และเข้าเทียบท่าที่เมืองคาลิคัต ประเทศอินเดีย ได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1498 ซึ่งถือเป็นชาวยุโรปคนแรกที่เดินทางไปถึงเอเชียด้วยเส้นทางทางทะเลทั้งหมด การค้นพบนี้ทำให้โปรตุเกสกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการค้าของโลกในยุคนั้น ต่อมาเขาได้เดินทางไปอินเดียอีกสองครั้ง และได้รับแต่งตั้งเป็นอุปราชแห่งอินเดีย ก่อนจะล้มป่วยและเสียชีวิตที่เมืองโคชิในวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1524 ปิดฉากชีวิตนักสำรวจผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกไปอย่างสิ้นเชิง
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส
นักเดินเรือชาวอิตาลีผู้ทะเยอทะยานที่เชื่อว่าสามารถเดินทางไปเอเชียได้ด้วยการล่องเรือไปทางทิศตะวันตก จนกระทั่งได้รับการสนับสนุนจากราชสำนักสเปนและค้นพบทวีปอเมริกาในวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1492 โดยตัวเขาเข้าใจผิดไปจนวาระสุดท้ายของชีวิตในปี ค.ศ. 1506 ว่าดินแดนแห่งนั้นคืออินเดีย การค้นพบของเขาได้พลิกประวัติศาสตร์โลกด้วยการเปิดเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างยุโรปและ "โลกใหม่" นำไปสู่การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและทรัพยากรครั้งใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดเริ่มต้นของยุคล่าอาณานิคมและการกดขี่ชนพื้นเมืองที่กลายเป็นข้อถกเถียงมาจนถึงปัจจุบัน
เฟอร์ดินาน มาเจลลัน
เป็นนักเดินเรือชาวโปรตุเกส (เกิดปี ค.ศ. 1480) ผู้เปลี่ยนมารับใช้กษัตริย์สเปนจนได้รับทุนสนับสนุนให้นำกองเรือสำรวจออกเดินทางในปี ค.ศ. 1519 เพื่อค้นหาเส้นทางค้าเครื่องเทศทางทิศตะวันตก ซึ่งนำไปสู่การค้นพบช่องแคบมาเจลลันที่ปลายใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ และเป็นผู้ตั้งชื่อมหาสมุทรแปซิฟิกตามความเงียบสงบของผืนน้ำ แม้ตัวเขาจะถูกสังหารระหว่างการรบกับชนพื้นเมืองที่ฟิลิปปินส์ในปี ค.ศ. 1521 แต่กองเรือสำรวจของเขาก็สามารถเดินทางกลับสเปนได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1522 กลายเป็นการสร้างประวัติศาสตร์เดินเรือรอบโลกได้เป็นครั้งแรกของมนุษยชาติ
เจมส์คุก
คือ นักสำรวจ นักเดินเรือ และนักทำแผนที่ชาวอังกฤษ แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 18 ผู้มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโฉมหน้าแผนที่โลก ผ่านการนำเรือหลวงออกสำรวจมหาสมุทรแปซิฟิกครั้งยิ่งใหญ่ถึง 3 ครั้ง โดยในการเดินทางครั้งแรก (ค.ศ. 1768–1771) เขาประสบความสำเร็จในการค้นพบและทำแผนที่รอบชายฝั่งของนิวซีแลนด์ได้อย่างแม่นยำเป็นครั้งแรก ก่อนจะล่องเรือต่อไปยังทิศตะวันตกเพื่อค้นพบและอ้างสิทธิ์เหนือแนวชายฝั่งตะวันออกของทวีปออสเตรเลีย ณ อ่าวโบทานี (Botany Bay) ในปี ค.ศ. 1770 ให้เป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งการปักหมุดดินแดนใหม่ในซีกโลกใต้ครั้งนี้ ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการตั้งถิ่นฐานและพลิกประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศไปตลอดกาล
ผลการสำรวจ
-
-
เกิดการปฏิวัติทางการค้า
เศรษฐกิจยุโรปเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการค้นพบดินแดนใหม่ โดยศูนย์กลางการค้าย้ายไปสู่ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก มีการใช้ระบบพาณิชยนิยมเน้นสะสมทองคำและทรัพยากรจากอาณานิคม พร้อมทั้งเกิดบริษัทร่วมทุน (เช่น บริษัทอินเดียตะวันออก) และระบบธนาคารเพื่อระดมทุนเดินเรือ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบทุนนิยมโลกในปัจจุบัน
-
สาเหตุ
-
แรงผลักดัน
ทางการค้า
ในปี ค.ศ.1453 ที่มุสลิมสามารถยึดครองกรุงแสตนติโนเปิล และจักรวรรดิไบเซนไทล์ได้ทั้งหมด การค้าระหว่างตะวันออกและตะวันตก หยุดชะงัก เลยทำให้ต้องเริ่มออกเดินเรือ
ทางศาสนา
ผู้นำของแต่ละเมืองในตอนนั้นต้องการเผยแพร่ศาสนา ผู้นำเหล่านั้นจึงมีการสนับสนุนการเดินเรือ เพื่อเดินเรือและเผยแพร่ศาสนาไปพร้อมๆกัน
แนวความคิด
ในยุคสมัยนั้นชาวยุโรปมุ่งที่จะได้รับเกียติยศจึงที่เสี่ยงชีวิตของตัวเองเพื่อไปสำรวจและผจญภัยทางทะเลกันเยอะมากๆ
-