Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
โรค Tetralogy of Fallot : TOF นางสาว ถนอมนวล แก้วประดิษฐ์ 6711056990047…
โรค Tetralogy of Fallot : TOF
นางสาว ถนอมนวล แก้วประดิษฐ์
6711056990047 sec A
การรักษา
กรณีมี Test soell
1.จัดเด็กในท่า Knee-chest position เพื่อเพิ่มแรงต้านหลอดเลือดส่วนปลายและลด right-to-left shunt
2.ให้ออกซิเจน
3.ให้สารน้ำตามแผนการรักษา
4.แพทย์อาจให้ Morphine เพื่อลดการกระตุ้นและลดการหายใจมากเกินไป
5.อาจให้ β-blocker เช่น propranolol ตามข้อบ่งชี้
การรักษาระยะยาว
1.ผ่าตัดแก้ไขหัวใจ (Complete repair) เป็นการรักษาหลัก โดยปิด VSD และแก้ไขทางออกของเลือดจากหัวใจไปปอด
2.ในเด็กที่ยังไม่เหมาะสมต่อการผ่าตัดใหญ่ อาจทำ palliative shunt เพื่อเพิ่มเลือดไปปอดก่อน
การวินิจฉัย
1.ซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อดูอาการเขียว เหนื่อยง่าย หายใจเร็ว และการเจริญเติบโต
2.Pulse oximetry เพื่อประเมินระดับออกซิเจนในเลือด
3.Echocardiography (Echo) เป็นการตรวจสำคัญที่สุด ใช้ดู VSD, pulmonary stenosis และโครงสร้างหัวใจ
4.Chest X-ray อาจพบหัวใจมีลักษณะคล้าย boot-shaped heart
5.ECG อาจพบภาวะหัวใจห้องล่างขวาหนาตัว
6.Cardiac catheterization เพื่อใช้ประเมินโครงสร้างและความรุนแรงก่อนการรักษาในบางราย
ความหมาย
Tetralogy of Fallot (TOF) หรือ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเตตราโลจีออฟฟัลโลต์ คือ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีความผิดปกติของหัวใจ 4 ประการร่วมกัน ทำให้เลือดที่มีออกซิเจนต่ำไหลเข้าสู่ระบบไหลเวียนมากขึ้น ส่งผลให้เด็กมีอาการเขียว (Cyanosis)
ความผิดปกติ 4 ประการของ TOF
แบ่งเป็น
Ventricular Septal Defect (VSD) – ผนังกั้นระหว่างหัวใจห้องล่างมีรูรั่ว
Pulmonary stenosis – ทางออกจากหัวใจห้องล่างขวาไปปอดตีบ
Overriding aorta – หลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) คร่อมอยู่เหนือรู VSD
Right ventricular hypertrophy (RVH) – กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างขวาหนาตัวขึ้นจากการต้องสูบฉีดเลือดผ่านทางออกที่ตีบ
กลไกการเกิดโรค
ความผิดปกติหลักคือ ทางออกของหัวใจห้องล่างขวาตีบ + มี VSD ทำให้หัวใจห้องล่างขวาต้องสูบฉีดเลือดด้วยแรงดันสูง เลือดจึงไหลผ่านรู VSD จากขวาไปซ้าย (Right-to-left shunt) และเข้าสู่ Aorta โดยตรง ทำให้เลือดที่มีออกซิเจนต่ำไปเลี้ยงร่างกาย
เกิดภาวะเขียว (Cyanosis)
หากมีการตีบมาก เลือดจะไปปอดน้อยลง → ออกซิเจนในเลือดลดลง → เด็กอาจเกิด Tet spell เช่น เขียวมาก หายใจเร็ว กระสับกระส่าย หรือหมดสติได้
การพยาบาล
ก่อนผ่าตัด
1.ประเมินสีผิว อาการเขียว การหายใจ และ SpO₂
2.ประเมินชีพจรและสัญญาณชีพอย่างสม่ำเสมอ
3.ลดการร้องไห้และการกระตุ้นที่ไม่จำเป็น เพราะอาจกระตุ้นให้เกิด Tet spell
5.จัดให้เด็กพักผ่อนอย่างเพียงพอ
7.ให้ออกซิเจนตามแผนการรักษา
4.หากเกิด Tet spell → จัดท่า Knee-chest ทันที, ให้ออกซิเจน และรีบแจ้งแพทย์
8.ดูแลให้ได้รับสารน้ำและยาอย่างถูกต้อง
6.ติดตามภาวะขาดออกซิเจนและการเจริญเติบโต
หลังผ่าตัด
เฝ้าระวัง SpO₂, HR, RR, BP และ ECG
ประเมินการหายใจและภาวะพร่องออกซิเจน
สังเกตภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ เลือดออก การติดเชื้อ และภาวะหัวใจล้มเหลว
ดูแลแผลผ่าตัดและป้องกันการติดเชื้อ
ติดตามปริมาณน้ำเข้า–ออกและภาวะสมดุลของสารน้ำ
ให้ยาและออกซิเจนตามแผนการรักษา
ให้คำแนะนำผู้ปกครองเรื่องการดูแลเด็ก การรับประทานยา และการมาตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง
อาการและอาการแสดง
1.ตัวเขียว ปากเขียว ปลายมือปลายเท้าเขียว (Cyanosis) โดยเฉพาะเวลาออกแรง ร้องไห้ หรือดูดนม
2.หายใจเร็วและหอบเหนื่อย
3.เหนื่อยง่าย ดูดนมได้น้อยหรือหยุดพักบ่อย
4.น้ำหนักขึ้นช้า/เจริญเติบโตช้า
5.หัวใจเต้นเร็ว และอาจพบเสียงฟู่ของหัวใจ (Heart murmur)
6.ปลายนิ้วปุ้ม (Clubbing) ในเด็กที่มีภาวะเขียวเรื้อรัง
7.อาจเกิด Tet spell (Hypercyanotic spell) คือ เขียวมากขึ้น หายใจเร็ว กระสับกระส่าย อ่อนแรง หรือหมดสติ ซึ่งมักเกิดหลังร้องไห้ ดูดนม หรือออกแรง
8.เด็กโตอาจ นั่งยอง ๆ (Squatting) หลังออกแรง เพราะช่วยเพิ่มแรงต้านหลอดเลือดและทำให้เลือดไปปอดดีขึ้น
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยเด็กชายไทยอายุ 5 เดือน น้ำหนัก 6 กิโลกรัม เป็นโรค Tetralogy of Fallot (TOF) ตั้งแต่แรกเกิดและยังไม่ได้รับการผ่าตัดแก้ไข มีอาการเหนื่อยขณะดูดนม น้ำหนักขึ้นช้า และมีภาวะเขียว ต่อมาเกิด Anoxic spell หลังร้องไห้อย่างรุนแรง ทำให้เขียวมากขึ้นทั้งตัว หายใจหอบเร็ว กระสับกระส่าย ตัวอ่อนแรง และดูดนมไม่ได้ ตรวจพบ SpO₂ 88% และ ABG มี PaO₂ 48 mmHg, O₂ saturation 84% ผล Echocardiogram พบความผิดปกติของ TOF ครบ 4 ประการ การรักษาเบื้องต้นคือจัดท่า Knee-Chest ให้ออกซิเจนและติดตามสัญญาณชีพและ O₂ saturation อย่างใกล้ชิด พร้อมได้รับ Propranolol และมีแผนติดตามเพื่อประเมินความพร้อมสำหรับการผ่าตัดแก้ไข TOF
กลไกการเกิดโรค ( กรณีศึกษา )
ผู้ป่วยมีทางออกจากหัวใจห้องล่างขวาตีบ ทำให้เลือดไหลไปปอดได้น้อยและหัวใจห้องล่างขวาต้องทำงานหนักจนเกิดผนังหัวใจหนาตัว เมื่อมี VSD ร่วมกับ Overriding Aorta เลือดที่มีออกซิเจนต่ำสามารถไหลจากหัวใจห้องล่างขวาผ่าน VSD เข้าสู่ Aorta และไปเลี้ยงร่างกาย ทำให้เกิดภาวะเขียวและพร่องออกซิเจน โดยเฉพาะเมื่อเด็กร้องไห้หรือกระสับกระส่าย ซึ่งจะทำให้อาการเขียวรุนแรงขึ้นและเกิด Anoxic spell ได้ กรณีศึกษานี้เด็กมีอาการเขียวมากขึ้นหลังร้องไห้อย่างรุนแรง หายใจหอบเร็ว กระสับกระส่าย ตัวอ่อนแรง และดูดนมไม่ได้
อาการและอาการแสดง
( กรณีศึกษา )
อาการและอาการแสดง ( กรณีศึกษา )
ผู้ป่วยมีอาการและอาการแสดงที่สอดคล้องกับ TOF ได้แก่ ตัวเขียวทั่วร่างกาย ริมฝีปาก ลิ้น เยื่อบุช่องปาก และปลายมือปลายเท้าเขียว หายใจเร็ว เหนื่อยง่ายขณะดูดนม ดูดนมได้น้อย น้ำหนักเพิ่มขึ้นช้ากว่าเกณฑ์ กระสับกระส่าย และพบ systolic ejection murmur grade 3/6 ที่บริเวณ Left Upper Sternal Border นอกจากนี้ยังพบปลายมือปลายเท้าเย็นและ Capillary refill time 4 วินาที
Anoxic Spell
Anoxic spell หรือ Hypercyanotic spell เป็นภาวะที่เด็ก TOF เกิดภาวะเขียวและพร่องออกซิเจนอย่างเฉียบพลัน กรณีศึกษานี้เกิดหลังเด็กร้องไห้อย่างรุนแรงประมาณ 30 นาที ก่อนมาโรงพยาบาล โดยเด็กมีอาการเขียวมากขึ้นทั้งตัว หายใจหอบเร็ว กระสับกระส่าย ตัวอ่อนแรง และไม่สามารถดูดนมได้ จึงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Tetralogy of Fallot with Anoxic Spell
การวินิจฉัย
( กรณีศึกษา )
การวินิจฉัยอาศัยประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจพิเศษ โดยผู้ป่วยมีประวัติได้รับการวินิจฉัย TOF ตั้งแต่แรกเกิดจาก Echocardiogram และมีอาการเขียว หายใจเร็ว และเหนื่อยขณะดูดนม การตรวจพบชีพจร 128 ครั้ง/นาที อัตราการหายใจ 50 ครั้ง/นาที และ SpO₂ 88% ขณะหายใจ Room air
ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ผล CBC พบ Hemoglobin 19.5 g/dL และ Hematocrit 58.6% ซึ่งสูงกว่าค่าปกติ ส่วน WBC และ Platelet อยู่ในช่วงค่าปกติของกรณีศึกษา ผล ABG พบ pH 7.32, PaO₂ 48 mmHg, PaCO₂ 34 mmHg, HCO₃⁻ 20 mEq/L และ O₂ saturation 84% โดยค่า PaO₂ และ O₂ saturation ต่ำ สอดคล้องกับภาวะพร่องออกซิเจน กรณีศึกษา TOF c Anoxic spell.pdf
การตรวจพิเศษ
Chest X-ray พบหัวใจมีลักษณะ Boot-shaped heart และมี Pulmonary vascular markings ลดลง ส่วน Echocardiogram พบ VSD, Pulmonary Stenosis, Overriding Aorta และ Right Ventricular Hypertrophy ครบทั้ง 4 ประการ จึงยืนยันความผิดปกติที่สอดคล้องกับ TOF
การรักษา
( กรณีศึกษา )
การรักษาในระยะที่เกิด Anoxic spell ได้แก่ การจัดท่า Knee-Chest Position เพื่อช่วยให้การไหลเวียนเลือดไปปอดดีขึ้น การให้ออกซิเจนทาง Nasal cannula 3 LPM และการติดตาม Vital signs และ O₂ saturation อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ผู้ป่วยได้รับยา Propranolol 10 mg ครึ่งเม็ด รับประทานวันละ 2 ครั้งหลังอาหาร ตามแผนการรักษา กรณีศึกษา TOF c Anoxic spell.pdf
การรักษาระยะยาว
ผู้ป่วยต้องได้รับการติดตามอาการอย่างต่อเนื่องกับกุมารแพทย์โรคหัวใจ และมีแผนประเมินความพร้อมสำหรับการผ่าตัดแก้ไข TOF โดยในกรณีศึกษายังไม่ได้รับการผ่าตัดแก้ไขโรคหัวใจมาก่อน
การพยาบาล
( กรณีศึกษา )
การพยาบาลผู้ป่วยรายนี้ควรเน้นการดูแลภาวะพร่องออกซิเจนและป้องกันการเกิด Anoxic spell ซ้ำ โดยประเมินสีผิว ระดับความรู้สึกตัว อัตราการหายใจ ชีพจร และ SpO₂ อย่างใกล้ชิด จัดท่า Knee-Chest เมื่อเกิด Anoxic spell ให้ออกซิเจนตามแผนการรักษา ลดสิ่งกระตุ้นและการร้องไห้ ดูแลให้เด็กพักผ่อนอย่างเพียงพอ และให้ยาตามแผนการรักษา รวมทั้งติดตามอาการผิดปกติอย่างต่อเนื่อง โดยกรณีศึกษามีแผนให้ Monitor Vital Signs และ O₂ saturation อย่างใกล้ชิด
( กรณีศึกษา TOF c Anoxic spell.pdf )
การพยาบาลด้านโภชนาการ
ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยขณะดูดนม ต้องหยุดพักเป็นระยะ และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นช้ากว่าเกณฑ์ จึงควรดูแลให้เด็กได้รับนมอย่างเพียงพอ สังเกตอาการเหนื่อยหรือเขียวขณะดูดนม จัดให้เด็กได้พักระหว่างการดูดนม และติดตามน้ำหนักและการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่สำคัญ
สำหรับกรณีศึกษานี้ ข้อวินิจฉัยที่สำคัญ ได้แก่
มีภาวะพร่องออกซิเจน เนื่องจากการไหลเวียนเลือดไปปอดลดลงและเกิด Right-to-left shunt
เสี่ยงต่อการเกิด Anoxic spell ซ้ำ
โภชนาการน้อยกว่าความต้องการของร่างกายเนื่องจากเหนื่อยขณะดูดนม
4.ทนต่อกิจกรรมลดลงเนื่องจากการนำออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อลดลง
5.ผู้ปกครองวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเจ็บป่วยของเด็ก
อ้างอิง จาก website มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
วรรณิดา สอนกองแดง ณัฐพร ออนตะไคร้ นันทรัตน์ มาตยาบุญ สุวิมล ดรุณรัศมี ศิรินทิพย์ ภูวยานนท์ ( สรุปสาระสำคัญการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น )
2.การพยาบาลเด็กป่วยโรคเรื้อรัง :แนวคิดสู่การปฏิบัติ (Nursing Care for Children with Chronic Illness: from Concept to Practice)ผู้แต่ง : ผศ.ดร.เกศมณี มูลปานันท์
3.การช่วยกู้ชีพในเด็กและทารกแรกเกิด (PEDIATRIC AND NEONATAL RESUSCITATION) (ฉบับปรับปรุง)ผู้แต่ง : วรวรรณ จิตต์ธรรม