Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Hyperemesis Gravidarum (HG) - Coggle Diagram
Hyperemesis Gravidarum (HG)
ความหมาย
Hyperemesis gravidarum (HG) คือ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรงในระหว่างตั้งครรภ์ (Severe nausea and vomiting of pregnancy) ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมารดาและอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
เป็นภาวะที่มีความรุนแรงมากกว่าการแพ้ท้องทั่วไป (Normal Nausea and Vomiting of Pregnancy; NVP)
ลักษณะสำคัญของโรค ได้แก่
คลื่นไส้และอาเจียนต่อเนื่อง
รับประทานอาหารและดื่มน้ำไม่ได้
น้ำหนักลดมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 5 ของน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์
เกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration)
มีความผิดปกติของสมดุลสารน้ำและอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte imbalance)
อาจพบภาวะคีโตนในปัสสาวะ (Ketonuria) จากการอดอาหาร แม้ปัจจุบันแนวทาง RCOG ไม่แนะนำให้ใช้คีโตนในปัสสาวะเป็นตัวชี้วัดความรุนแรงของโรคเพียงอย่างเดียว
โรคมักเริ่มในช่วงอายุครรภ์
4–7 สัปดาห์
อาการรุนแรงที่สุดประมาณ 9–13 สัปดาห์
ส่วนใหญ่ดีขึ้นภายใน 16–20 สัปดาห์
แต่บางรายอาจมีอาการต่อเนื่องจนถึงคลอด
ความแตกต่างระหว่าง Morning sickness กับ Hyperemesis gravidarum
Morning sickness
คลื่นไส้หรืออาเจียนเล็กน้อยถึงปานกลาง
ยังสามารถรับประทานอาหารได้
น้ำหนักไม่ลด
ไม่เกิดภาวะขาดน้ำ
ไม่รบกวนการดำเนินชีวิตมาก
มักหายได้เองเมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น
Hyperemesis gravidarum
อาเจียนรุนแรงและต่อเนื่อง
รับประทานอาหารไม่ได้
ดื่มน้ำไม่ได้
น้ำหนักลดมาก
เกิดภาวะขาดน้ำ
เสียสมดุลอิเล็กโทรไลต์
ต้องได้รับการรักษา
บางรายจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล
ความสำคัญทางคลินิก
เป็นสาเหตุสำคัญของการนอนโรงพยาบาลในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
ส่งผลต่อ
สุขภาพกายของมารดา
สุขภาพจิตของมารดา
คุณภาพชีวิต
ภาวะโภชนาการ
การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
หากรักษาล่าช้า อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น
Wernicke encephalopathy
Acute kidney injury
Electrolyte imbalance
Mallory-Weiss syndrome
Fetal growth restriction
Preterm birth ในบางรายที่มีอาการรุนแรงหรือโภชนาการบกพร่องเป็นเวลานาน
ความรู้ใหม่จากงานวิจัย
เดิมเชื่อว่าสาเหตุหลักเกิดจากฮอร์โมน hCG
ปัจจุบันมีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่า Growth Differentiation Factor-15 (GDF-15) ซึ่งสร้างจากรก มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยผู้ที่มีความไวต่อ GDF-15 จะมีโอกาสเกิด Hyperemesis gravidarum มากขึ้น อย่างไรก็ตาม hCG และปัจจัยทางพันธุกรรมยังมีบทบาทร่วมในการเกิดโรค
อุบัติการณ์ (Incidence & Epidemiology)
ความชุกของอาการคลื่นไส้อาเจียนในระหว่างตั้งครรภ์ (Nausea and Vomiting of Pregnancy; NVP)
พบได้ประมาณร้อยละ 70–90 ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด
เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน ไม่ได้เกิดเฉพาะในช่วงเช้า ดังนั้นคำว่า "Morning sickness" จึงไม่ครอบคลุมลักษณะของโรคทั้งหมด
ความชุกของ Hyperemesis Gravidarum (HG)
พบประมาณร้อยละ 0.3–3 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด
เป็นรูปแบบที่รุนแรงที่สุดของ NVP
เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการนอนโรงพยาบาลในหญิงตั้งครรภ์ช่วงไตรมาสแรก เนื่องจากอาการอาเจียนรุนแรง ภาวะขาดน้ำ และรับประทานอาหารไม่ได้
ช่วงเวลาที่เกิดโรค
เริ่มมีอาการ
อายุครรภ์ประมาณ 4–7 สัปดาห์
อาการรุนแรงที่สุด
อายุครรภ์ประมาณ 9–13 สัปดาห์
อาการมักดีขึ้น
อายุครรภ์ 16–20 สัปดาห์
บางราย
อาการอาจเป็นต่อเนื่องตลอดการตั้งครรภ์
ต้องได้รับการติดตามรักษาอย่างใกล้ชิด
แนวโน้มการกลับเป็นซ้ำ (Recurrence)
หากเคยมี Hyperemesis gravidarum ในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน
มีโอกาสเกิดซ้ำในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปสูงกว่าหญิงตั้งครรภ์ทั่วไป
ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคเดิม พันธุกรรม และปัจจัยร่วมอื่น ๆ
ผลกระทบทางระบาดวิทยา
ต่อมารดา
เป็นสาเหตุสำคัญของ
การนอนโรงพยาบาล
การลางาน
คุณภาพชีวิตลดลง
ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล
ภาวะโภชนาการบกพร่อง
ต่อทารก
หากมารดาได้รับการรักษาเร็ว
โดยทั่วไปทารกมีผลลัพธ์ที่ดี
หากอาการรุนแรงและได้รับสารอาหารไม่เพียงพอเป็นเวลานาน
อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ
ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ (Fetal Growth Restriction; FGR)
น้ำหนักแรกเกิดต่ำ (Low Birth Weight; LBW)
การคลอดก่อนกำหนด (Preterm Birth)
ทารกตัวเล็กกว่าอายุครรภ์ (Small for Gestational Age; SGA)
ความสำคัญทางสาธารณสุข
Hyperemesis gravidarum ไม่ใช่เพียงอาการแพ้ท้องธรรมดา
เป็นโรคที่ส่งผลกระทบทั้ง
ด้านร่างกาย
ด้านจิตใจ
ด้านเศรษฐกิจ
ด้านครอบครัว
ด้านคุณภาพชีวิต
แนวทางปัจจุบันจึงเน้น
การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
การประเมินความรุนแรงอย่างเป็นระบบ
การรักษาอย่างรวดเร็ว
การดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ
การติดตามต่อเนื่องจนหลังคลอดในรายที่มีอาการรุนแรง
สาเหตุ (Etiology)
ภาพรวม
Hyperemesis gravidarum เป็นโรคที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน (Multifactorial Disease)
ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุเพียงสาเหตุเดียวที่อธิบายการเกิดโรคได้ทั้งหมด
ปัจจัยสำคัญประกอบด้วย
ฮอร์โมนจากรกและการตั้งครรภ์
ปัจจัยทางพันธุกรรม
ความไวของศูนย์ควบคุมการอาเจียนในสมอง
การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหาร
ระบบต่อมไร้ท่อ
ระบบภูมิคุ้มกัน
ปัจจัยด้านจิตสังคมและสิ่งแวดล้อม
ฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ (Pregnancy Hormones)
Human Chorionic Gonadotropin (hCG)
สร้างจากเซลล์ Syncytiotrophoblast ของรก
ระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสแรก
มีระดับสูงสุดประมาณอายุครรภ์ 9–12 สัปดาห์
ช่วงเวลาที่ระดับ hCG สูง สอดคล้องกับช่วงที่อาการ Hyperemesis gravidarum รุนแรงที่สุด
hCG สามารถกระตุ้นศูนย์อาเจียนทางอ้อม และกระตุ้นต่อมไทรอยด์ ทำให้บางรายเกิดภาวะ Hyperthyroidism ชั่วคราว
พบอาการรุนแรงมากขึ้นในภาวะที่มีระดับ hCG สูง เช่น
ครรภ์แฝด
ครรภ์ไข่ปลาอุก
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดพบว่า hCG อาจไม่ใช่สาเหตุหลักของโรค แต่เป็นปัจจัยร่วมที่ส่งเสริมให้เกิดอาการ
Estrogen
ระดับ Estrogen สูงขึ้นตลอดการตั้งครรภ์
เพิ่มความไวของศูนย์อาเจียนในสมอง
ทำให้การรับรู้กลิ่นไวมากขึ้น (Hyperosmia)
ส่งผลให้หญิงตั้งครรภ์ไวต่อกลิ่นอาหาร น้ำหอม ควันบุหรี่ หรือกลิ่นต่าง ๆ จนเกิดอาการคลื่นไส้ได้ง่าย
Progesterone
ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว
ส่งผลให้
การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารช้าลง
การลำเลียงอาหารผ่านลำไส้ช้าลง
กระเพาะอาหารว่างช้ากว่าปกติ (Delayed Gastric Emptying)
ส่งผลให้เกิด
แน่นท้อง
ท้องอืด
คลื่นไส้
อาเจียนง่ายขึ้น
ฮอร์โมน GDF-15 (Growth Differentiation Factor-15)
เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยจำนวนมาก
สร้างจากรก โดยเฉพาะเซลล์ Trophoblast
ออกฤทธิ์ต่อศูนย์ควบคุมการอาเจียนบริเวณ Area Postrema และ Nucleus Tractus Solitarius ในก้านสมอง
มีผลทำให้
เบื่ออาหาร
สูญเสียความอยากอาหาร
คลื่นไส้
อาเจียน
น้ำหนักลด
ผู้ที่มีความไวต่อ GDF-15 หรือมีความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้อง จะมีโอกาสเกิด Hyperemesis gravidarum สูงกว่าคนทั่วไป
ปัจจุบัน GDF-15 ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญที่สุดของโรค และสามารถอธิบายได้ทั้ง
การเกิดโรคครั้งแรก
การเกิดซ้ำในครรภ์ถัดไป
ความแตกต่างของความรุนแรงในแต่ละบุคคล
ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Factors)
มีประวัติครอบครัวเป็น Hyperemesis gravidarum
มารดา
พี่น้อง
ญาติสายตรง
เพิ่มโอกาสเกิดโรค
ยีนที่มีการศึกษามาก ได้แก่
GDF15
GFRAL
เป็นตัวรับของ GDF-15
RET
ทำงานร่วมกับ GFRAL ในการส่งสัญญาณเข้าสู่สมอง
การตั้งครรภ์ครั้งก่อนที่เคยเป็น Hyperemesis gravidarum
เพิ่มโอกาสเกิดซ้ำในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป
ระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Factors)
การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารลดลง
การบีบตัวของกระเพาะอาหารช้าลง
การย่อยอาหารช้าลง
ความดันหูรูดหลอดอาหารลดลง
อาจเกิดกรดไหลย้อนร่วมด้วย
การติดเชื้อ Helicobacter pylori
มีบางการศึกษาพบความสัมพันธ์กับ Hyperemesis gravidarum
แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นสาเหตุโดยตรง
ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine Factors)
ภาวะ Hyperthyroidism ชั่วคราวจากการตั้งครรภ์
ความผิดปกติของฮอร์โมนจากรก
การเปลี่ยนแปลงของระบบเผาผลาญในระหว่างตั้งครรภ์
ระบบภูมิคุ้มกัน (Immunologic Factors)
มีการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกันระหว่างมารดาและรก
มีการศึกษาว่าสารก่อการอักเสบบางชนิดอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดอาการ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม
ปัจจัยด้านจิตสังคม (Psychosocial Factors)
ความเครียด
ความวิตกกังวล
ภาวะซึมเศร้า
การพักผ่อนไม่เพียงพอ
ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของโรค แต่สามารถทำให้อาการรุนแรงขึ้น และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของหญิงตั้งครรภ์
สรุปสาเหตุสำคัญ
อดีต
เชื่อว่า hCG เป็นสาเหตุหลัก
ปัจจุบัน
หลักฐานสนับสนุนว่า Hyperemesis gravidarum เกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายปัจจัย โดยเฉพาะความไวต่อฮอร์โมน GDF-15 ร่วมกับพันธุกรรม ฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ และการตอบสนองของระบบประสาทและทางเดินอาหาร
พยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology)
ภาพรวม
Hyperemesis gravidarum เกิดจากการทำงานร่วมกันของ
รก (Placenta)
ฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์
ระบบประสาทส่วนกลาง
ระบบทางเดินอาหาร
พันธุกรรม
ปัจจัยด้านเมแทบอลิซึม
ส่งผลให้เกิด
คลื่นไส้รุนแรง
อาเจียนต่อเนื่อง
รับประทานอาหารไม่ได้
ขาดน้ำ
ขาดสารอาหาร
เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายระบบ
ระยะที่ 1 การเปลี่ยนแปลงของการตั้งครรภ์
หลังการฝังตัวของตัวอ่อน
รกเริ่มสร้างฮอร์โมนจำนวนมาก ได้แก่
Human Chorionic Gonadotropin (hCG)
Estrogen
Progesterone
Growth Differentiation Factor-15 (GDF-15)
ฮอร์โมนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการดำรงการตั้งครรภ์
แต่ในหญิงตั้งครรภ์บางราย
ร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนมากกว่าปกติ
ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง
ระยะที่ 2 การกระตุ้นศูนย์อาเจียนในสมอง
GDF-15
จับกับตัวรับ GFRAL
ส่งสัญญาณผ่าน RET receptor
กระตุ้นบริเวณ
Area Postrema
Nucleus Tractus Solitarius
ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมการคลื่นไส้และอาเจียนในก้านสมอง
hCG
เพิ่มการกระตุ้นศูนย์อาเจียนทางอ้อม
กระตุ้นต่อมไทรอยด์
ทำให้บางรายเกิด Gestational Transient Thyrotoxicosis
ส่งผลให้อาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรงมากขึ้น
Estrogen
เพิ่มความไวของระบบรับกลิ่น
ทำให้หญิงตั้งครรภ์ไวต่อกลิ่นอาหาร
กลิ่นเพียงเล็กน้อยก็สามารถกระตุ้นการอาเจียนได้
ระยะที่ 3 การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหาร
Progesterone
ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว
ส่งผลให้
กระเพาะอาหารบีบตัวช้าลง
การเคลื่อนของอาหารผ่านลำไส้ลดลง
การล้างกระเพาะอาหารช้าลง
ผลที่เกิดขึ้น
อาหารค้างในกระเพาะนาน
แน่นท้อง
ท้องอืด
เรอ
กรดไหลย้อน
คลื่นไส้อาเจียนเพิ่มขึ้น
ระยะที่ 4 การอาเจียนอย่างต่อเนื่อง
อาเจียนหลายครั้งต่อวัน
รับประทานอาหารไม่ได้
ดื่มน้ำไม่ได้
สูญเสีย
น้ำ
Sodium
Potassium
Chloride
Hydrogen ion
ส่งผลให้
ร่างกายขาดน้ำ
ปริมาตรเลือดลดลง
การไหลเวียนเลือดลดลง
ระยะที่ 5 ภาวะขาดสารอาหารและเมแทบอลิซึมผิดปกติ
เมื่อรับประทานอาหารไม่ได้
Glycogen ที่สะสมในตับถูกใช้จนหมด
ร่างกายจึงเริ่ม
สลายไขมัน
สลายโปรตีน
ทำให้เกิด
Ketone bodies เพิ่มขึ้น
Ketonemia
Ketonuria
ผลที่ตามมา
น้ำหนักลด
อ่อนเพลีย
กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ภาวะทุพโภชนาการ
ระยะที่ 6 ความผิดปกติของสารน้ำและอิเล็กโทรไลต์
สูญเสีย Sodium
เกิด Hyponatremia
เวียนศีรษะ
ซึม
ชักในรายรุนแรง
สูญเสีย Potassium
Hypokalemia
กล้ามเนื้ออ่อนแรง
หัวใจเต้นผิดจังหวะ
สูญเสีย Chloride
Hypochloremia
สูญเสีย Hydrogen ion
เกิด Metabolic Alkalosis
หากขาดน้ำรุนแรง
เนื้อเยื่อพร่องออกซิเจน
สะสมกรดแลกติก
อาจเปลี่ยนเป็น Metabolic Acidosis ได้
ระยะที่ 7 ผลต่ออวัยวะต่าง ๆ
ไต
เลือดไปเลี้ยงไตลดลง
ปัสสาวะน้อย
Urine specific gravity สูง
BUN สูง
Creatinine สูง
เสี่ยง Acute Kidney Injury
ตับ
AST สูง
ALT สูง
Bilirubin สูงเล็กน้อย
พบ Fatty change ของตับในบางราย
ระบบหัวใจและหลอดเลือด
Tachycardia
Orthostatic hypotension
Hypovolemia
ระบบประสาท
ขาดวิตามินบี 1
เสี่ยง Wernicke Encephalopathy
สับสน
เดินเซ
กลอกตาผิดปกติ
หากไม่ได้รักษาอาจเกิดความพิการถาวร
ระยะที่ 8 ผลต่อทารกในครรภ์
หากได้รับการรักษาเร็ว
ส่วนใหญ่ทารกเจริญเติบโตตามปกติ
หากอาการรุนแรงเป็นเวลานาน
มารดาขาดสารอาหาร
น้ำหนักตัวเพิ่มไม่เพียงพอ
เลือดไปเลี้ยงรกลดลง
อาจส่งผลให้
Fetal Growth Restriction
Small for Gestational Age
Low Birth Weight
Preterm Birth
สรุปการเกิดโรค
การตั้งครรภ์
↓
รกสร้าง hCG, Estrogen, Progesterone และ GDF-15
↓
กระตุ้นศูนย์อาเจียนในสมอง
การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารลดลง
↓
คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง
↓
รับประทานอาหารและดื่มน้ำไม่ได้
↓
ขาดน้ำและขาดสารอาหาร
↓
สูญเสียอิเล็กโทรไลต์
↓
Ketosis
↓
ความผิดปกติของไต ตับ ระบบประสาท และระบบหัวใจ
↓
หากไม่ได้รับการรักษา
เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อมารดาและทารก
ปัจจัยเสี่ยง (Risk Factors)
ภาพรวม
Hyperemesis gravidarum เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะเกิดโรคทุกราย
แต่มีโอกาสเกิดโรคสูงกว่าหญิงตั้งครรภ์ทั่วไป และอาจมีอาการรุนแรงกว่า
ปัจจัยด้านการตั้งครรภ์ (Pregnancy-related Factors)
ครรภ์แรก (Primigravida)
พบโรคได้บ่อยกว่าหญิงที่เคยตั้งครรภ์
อาจเกิดจากร่างกายยังไม่เคยปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
ครรภ์แฝด (Multiple Pregnancy)
รกมีขนาดใหญ่ขึ้น
ผลิตฮอร์โมน hCG และ GDF-15 มากขึ้น
เพิ่มการกระตุ้นศูนย์อาเจียน
ครรภ์ไข่ปลาอุก (Hydatidiform Mole)
มีการสร้าง hCG สูงผิดปกติ
เป็นภาวะที่สัมพันธ์กับ Hyperemesis gravidarum อย่างชัดเจน
ทารกเพศหญิง
มีบางการศึกษาพบว่า
หญิงตั้งครรภ์ที่ตั้งครรภ์ทารกเพศหญิงมีโอกาสเกิด Hyperemesis gravidarum สูงกว่า
อย่างไรก็ตาม กลไกยังไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน
ประวัติการตั้งครรภ์ (Obstetric History)
เคยเป็น Hyperemesis gravidarum ในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน
เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด
มีโอกาสเกิดซ้ำสูง
หากเคยมีอาการรุนแรง
การตั้งครรภ์ครั้งต่อไปมักมีแนวโน้มรุนแรงเช่นกัน
ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Factors)
มีประวัติคนในครอบครัว
มารดา
พี่น้อง
ญาติสายตรง
เคยเป็น Hyperemesis gravidarum
ความผิดปกติของยีน
GDF15
GFRAL
RET
ผู้ที่มียีนเหล่านี้บางชนิด
มีความไวต่อฮอร์โมนจากรกมากกว่าปกติ
ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรง
ปัจจัยด้านฮอร์โมน (Hormonal Factors)
ระดับ hCG สูง
พบใน
ครรภ์แฝด
ครรภ์ไข่ปลาอุก
ระดับ Estrogen สูง
เพิ่มความไวต่อกลิ่น
กระตุ้นศูนย์อาเจียน
Progesterone สูง
ลดการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหาร
ทำให้อาหารค้างในกระเพาะนาน
เพิ่มโอกาสเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน
ระดับ GDF-15 สูง
กระตุ้นศูนย์อาเจียนโดยตรง
เป็นกลไกสำคัญที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน
ปัจจัยทางอายุรกรรม (Medical Factors)
โรคของต่อมไทรอยด์
โดยเฉพาะภาวะ Hyperthyroidism
โรคทางเดินอาหาร
กรดไหลย้อน
กระเพาะอาหารอักเสบ
การติดเชื้อ Helicobacter pylori
มีรายงานว่าพบร่วมกับ Hyperemesis gravidarum ได้บ่อยขึ้น
แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นสาเหตุโดยตรง
ปัจจัยด้านจิตใจและสังคม (Psychosocial Factors)
ความเครียด
ความวิตกกังวล
การพักผ่อนไม่เพียงพอ
ภาวะซึมเศร้า
ความกดดันจากครอบครัวหรือการทำงาน
หมายเหตุ
ปัจจัยเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุของโรค
แต่สามารถทำให้อาการรุนแรงขึ้น
และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของหญิงตั้งครรภ์
ปัจจัยด้านโภชนาการและวิถีชีวิต (Nutritional and Lifestyle Factors)
ภาวะขาดวิตามินบางชนิด
โดยเฉพาะวิตามินบี
รับประทานอาหารไม่เพียงพอก่อนตั้งครรภ์
พักผ่อนไม่เพียงพอ
ได้รับกลิ่นหรือสิ่งกระตุ้นที่ทำให้คลื่นไส้เป็นประจำ
สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่
แม้ข้อมูลยังไม่สอดคล้องกันทุกการศึกษา
แต่ควันบุหรี่อาจกระตุ้นอาการคลื่นไส้ในบางราย
ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Factors)
กลิ่นอาหาร
กลิ่นน้ำหอม
กลิ่นน้ำมัน
ควันบุหรี่
อากาศร้อน
สถานที่อากาศไม่ถ่ายเท
การเดินทางที่ทำให้เมารถ
สิ่งกระตุ้นเหล่านี้
ไม่ใช่สาเหตุของโรค
แต่กระตุ้นให้เกิดอาการอาเจียนได้ง่ายขึ้น
สรุปปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด
เคยเป็น Hyperemesis gravidarum มาก่อน
มีประวัติครอบครัวเป็นโรค
ครรภ์แฝด
ครรภ์ไข่ปลาอุก
ระดับ hCG สูง
ระดับ GDF-15 สูง
ความไวต่อฮอร์โมนจากรก
ความผิดปกติทางพันธุกรรม
โรคต่อมไทรอยด์บางชนิด
ความเครียดและปัจจัยทางจิตสังคมเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้อาการรุนแรงขึ้น
อาการและอาการแสดง (Signs and Symptoms)
ภาพรวม
Hyperemesis gravidarum เป็นภาวะคลื่นไส้อาเจียนที่รุนแรงกว่าการแพ้ท้องทั่วไป
อาการมักเริ่มในช่วงอายุครรภ์
4–7 สัปดาห์
รุนแรงที่สุด
9–13 สัปดาห์
ส่วนใหญ่ดีขึ้นเมื่ออายุครรภ์
16–20 สัปดาห์
หากไม่ได้รับการรักษา
อาการจะรุนแรงขึ้นและเกิดภาวะแทรกซ้อนหลายระบบ
อาการทางระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Symptoms)
คลื่นไส้ (Nausea)
คลื่นไส้ตลอดวัน
ไม่จำกัดเฉพาะช่วงเช้า
มักรุนแรงเมื่อได้กลิ่นอาหาร
อาจเกิดแม้ไม่ได้รับประทานอาหาร
อาเจียน (Vomiting)
อาเจียนหลายครั้งต่อวัน
อาเจียนหลังรับประทานอาหาร
อาเจียนแม้ดื่มน้ำเพียงเล็กน้อย
บางรายอาเจียนทุกครั้งที่รับประทานอาหาร
ในรายรุนแรง
อาเจียนมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน
เบื่ออาหาร (Anorexia)
ไม่อยากรับประทานอาหาร
เห็นอาหารหรือได้กลิ่นอาหารแล้วคลื่นไส้
รับประทานอาหารไม่ได้
ไวต่อกลิ่น (Hyperosmia)
กลิ่นอาหาร
กลิ่นน้ำหอม
กลิ่นน้ำมัน
กลิ่นควันบุหรี่
กลิ่นสารเคมี
สามารถกระตุ้นให้เกิดการอาเจียนได้ทันที
อาการจากภาวะขาดน้ำ (Dehydration)
กระหายน้ำมาก
ปากแห้ง
ริมฝีปากแห้งแตก
ลิ้นแห้ง
เยื่อบุช่องปากแห้ง
ผิวหนังแห้ง
ความยืดหยุ่นของผิวหนังลดลง
ปัสสาวะน้อย
ปัสสาวะสีเข้ม
Urine specific gravity สูง
อาการจากภาวะขาดสารอาหาร (Malnutrition)
น้ำหนักลด
ลดมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 5
ของน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์
อ่อนเพลีย
ไม่มีแรง
เหนื่อยง่าย
กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ภาวะขาดวิตามิน
โดยเฉพาะวิตามินบี 1
อาการจากความผิดปกติของอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte Imbalance)
Hypokalemia
กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ตะคริว
ใจสั่น
หัวใจเต้นผิดจังหวะ
Hyponatremia
เวียนศีรษะ
ซึม
สับสน
ชักในรายรุนแรง
Hypochloremia
อ่อนเพลีย
กล้ามเนื้ออ่อนแรง
อาการจากภาวะ Ketosis
เกิดจากการอดอาหารเป็นเวลานาน
ร่างกายสลายไขมันเพื่อสร้างพลังงาน
ตรวจพบ Ketone ในปัสสาวะ
อาจมีกลิ่นลมหายใจคล้ายผลไม้
อ่อนเพลียมาก
อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด
Tachycardia
Orthostatic hypotension
ความดันโลหิตต่ำ
หน้ามืด
เวียนศีรษะ
เป็นลม
อาการทางระบบประสาท
ปวดศีรษะ
เวียนศีรษะ
สมาธิลดลง
ซึม
สับสน
หากขาดวิตามินบี 1 อย่างรุนแรง
Wernicke encephalopathy
สับสน (Confusion)
เดินเซ (Ataxia)
กลอกตาผิดปกติ (Ophthalmoplegia)
อาจหมดสติ
หากไม่ได้รักษา
อาจเกิดความพิการถาวรหรือเสียชีวิต
อาการทางจิตใจและอารมณ์
วิตกกังวล
เครียด
หงุดหงิดง่าย
ซึมเศร้า
นอนไม่หลับ
รู้สึกหมดกำลังใจ
คุณภาพชีวิตลดลง
บางรายเกิดความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถดูแลตนเองหรือครอบครัวได้
อาการที่บ่งชี้ว่าควรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
อาเจียนตลอดเวลา
รับประทานอาหารไม่ได้
ดื่มน้ำไม่ได้
น้ำหนักลดมาก
ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะ
ตรวจพบ Ketone ในปัสสาวะ
มีภาวะขาดน้ำ
ความดันโลหิตต่ำ
ชีพจรเร็ว
ผลตรวจ Electrolytes ผิดปกติ
ซึม
สับสน
อาเจียนเป็นเลือด
สรุปอาการสำคัญของ Hyperemesis Gravidarum
คลื่นไส้รุนแรง
อาเจียนหลายครั้งต่อวัน
รับประทานอาหารไม่ได้
ดื่มน้ำไม่ได้
น้ำหนักลด ≥5%
ขาดน้ำ
ปัสสาวะน้อย
Ketonuria
Electrolyte imbalance
อ่อนเพลียมาก
คุณภาพชีวิตลดลง
หากไม่ได้รับการรักษา
อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อมารดาและทารก
การวินิจฉัย (Diagnosis)
ภาพรวม
Hyperemesis gravidarum ไม่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพียงชนิดเดียวที่สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้
การวินิจฉัยอาศัย
การซักประวัติ
การตรวจร่างกาย
การประเมินความรุนแรงของอาการ
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การวินิจฉัยแยกโรคอื่นที่อาจเป็นสาเหตุของอาการคลื่นไส้อาเจียน
การซักประวัติ (History Taking)
ประวัติการตั้งครรภ์
อายุครรภ์ปัจจุบัน
จำนวนครั้งของการตั้งครรภ์
เคยมีประวัติ Hyperemesis gravidarum หรือไม่
การตั้งครรภ์แฝด
ประวัติครรภ์ไข่ปลาอุก
ประวัติอาการ
วันที่เริ่มมีอาการ
จำนวนครั้งที่อาเจียนต่อวัน
อาเจียนหลังรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ
ระยะเวลาที่มีอาการ
รับประทานอาหารได้หรือไม่
ดื่มน้ำได้หรือไม่
น้ำหนักลดลงเท่าใด
มีอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ หรือเป็นลมหรือไม่
มีอาเจียนเป็นเลือดหรือไม่
ประวัติโรคประจำตัว
โรคไทรอยด์
โรคเบาหวาน
โรคทางเดินอาหาร
โรคตับ
โรคไต
โรคทางระบบประสาท
ประวัติการใช้ยา
ยาที่รับประทานประจำ
วิตามิน
สมุนไพร
ประวัติครอบครัว
ญาติสายตรงเคยเป็น Hyperemesis gravidarum
การตรวจร่างกาย (Physical Examination)
ประเมินสัญญาณชีพ
ความดันโลหิต
ชีพจร
อัตราการหายใจ
อุณหภูมิ
ประเมินภาวะขาดน้ำ
ปากแห้ง
ลิ้นแห้ง
เยื่อบุช่องปากแห้ง
Skin turgor ลดลง
ตาลึก
ปัสสาวะน้อย
ปัสสาวะสีเข้ม
ประเมินภาวะโภชนาการ
น้ำหนักตัว
BMI
เปรียบเทียบน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์
ตรวจระบบประสาท
ระดับความรู้สึกตัว
การทรงตัว
การเคลื่อนไหวของลูกตา
สัญญาณของ Wernicke encephalopathy
ตรวจหน้าท้อง
ขนาดมดลูก
กดเจ็บหรือไม่
ประเมินโรคทางศัลยกรรมที่อาจเป็นสาเหตุของอาการ
เกณฑ์ที่ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัย
คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง
รับประทานอาหารไม่ได้
ดื่มน้ำไม่ได้
น้ำหนักลด ≥5% ของน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์
ภาวะขาดน้ำ
Electrolyte imbalance
ภาวะขาดสารอาหาร
ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
การประเมินความรุนแรงของอาการ
Modified PUQE Score
(Pregnancy-Unique Quantification of Emesis)
ประเมินจาก
ระยะเวลาที่คลื่นไส้ภายใน 24 ชั่วโมง
จำนวนครั้งที่อาเจียน
จำนวนครั้งที่มีอาการขย้อน (Retching)
แบ่งระดับ
Mild
Moderate
Severe
ใช้เพื่อติดตามอาการ
ใช้ประเมินผลการรักษา
ช่วยวางแผนการรักษา
การวินิจฉัยแยกโรค
(Differential Diagnosis)
ต้องแยกจาก
Gastroenteritis
Appendicitis
Cholecystitis
Pancreatitis
Hepatitis
Pyelonephritis
Urinary tract infection
Hyperthyroidism
Diabetic ketoacidosis
Migraine
Increased intracranial pressure
Hydatidiform mole
Multiple pregnancy
หลักการวินิจฉัยตามแนวทางปัจจุบัน
ประเมินผู้ป่วยแบบองค์รวม
ประเมินทั้ง
ความรุนแรงของอาการ
ภาวะขาดน้ำ
ภาวะโภชนาการ
ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
ผลต่อทารกในครรภ์
ไม่ควรอาศัยผลตรวจเพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัย
ต้องวินิจฉัยแยกโรคอื่นที่ทำให้เกิดอาการอาเจียนก่อนสรุปว่าเป็น Hyperemesis gravidarum
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ
(Laboratory and Diagnostic Investigations)
วัตถุประสงค์ของการตรวจ
ยืนยันความรุนแรงของโรค
ประเมินภาวะขาดน้ำ
ประเมินภาวะเสียสมดุลของอิเล็กโทรไลต์
ประเมินภาวะทุพโภชนาการ
ประเมินการทำงานของอวัยวะสำคัญ
ไต
ตับ
ต่อมไทรอยด์
ค้นหาภาวะแทรกซ้อน
วินิจฉัยแยกโรคอื่นที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน
Complete Blood Count (CBC)
วัตถุประสงค์
ประเมินภาวะขาดน้ำ
ประเมินการติดเชื้อ
ประเมินภาวะซีด
ผลที่อาจพบ
Hematocrit สูง
เกิดจากเลือดมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น
(Hemoconcentration)
Hemoglobin อาจสูงขึ้น
WBC อาจสูงเล็กน้อย
เกิดจากความเครียดของร่างกาย
ไม่ได้หมายความว่ามีการติดเชื้อเสมอไป
ความสำคัญ
ใช้ประเมินระดับความรุนแรงของภาวะขาดน้ำ
Serum Electrolytes
วัตถุประสงค์
ประเมินสมดุลเกลือแร่
Sodium (Na⁺)
อาจลดลง
เกิดภาวะ Hyponatremia
ส่งผลให้
เวียนศีรษะ
ซึม
สับสน
ชักในรายรุนแรง
Potassium (K⁺)
มักลดลง
เกิด Hypokalemia
ส่งผลให้
กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ตะคริว
หัวใจเต้นผิดจังหวะ
Chloride (Cl⁻)
ลดลง
เกิด Hypochloremia
มีผลต่อสมดุลกรด-ด่างของร่างกาย
Bicarbonate (HCO₃⁻)
ใช้ประเมินภาวะกรด-ด่าง
Renal Function Test
Blood Urea Nitrogen (BUN)
มักสูงขึ้น
สะท้อนภาวะขาดน้ำ
Creatinine
อาจสูงขึ้นในรายที่ขาดน้ำรุนแรง
หากสูงมาก
ต้องสงสัย Acute Kidney Injury
ความสำคัญ
ใช้ประเมินการทำงานของไต
ติดตามผลหลังให้สารน้ำ
Liver Function Test (LFT)
AST
อาจสูงเล็กน้อย
ALT
อาจสูงเล็กน้อยถึงปานกลาง
Bilirubin
อาจสูงขึ้นเล็กน้อย
ความสำคัญ
ช่วยแยกโรคตับ
ประเมินผลกระทบของโรคต่อการทำงานของตับ
หากค่าเพิ่มสูงมาก
ควรค้นหาสาเหตุอื่นร่วมด้วย
Thyroid Function Test (TFT)
TSH
อาจต่ำ
Free T4
อาจสูงเล็กน้อย
สาเหตุ
hCG กระตุ้นตัวรับของ TSH
ทำให้เกิด
Gestational Transient Thyrotoxicosis
ความสำคัญ
ใช้วินิจฉัยแยกโรคจาก Hyperthyroidism
Urinalysis
Urine Ketone
อาจพบ Positive
บ่งบอกว่า
ร่างกายขาดพลังงาน
มีการสลายไขมัน
Urine Specific Gravity
สูงขึ้น
สะท้อนภาวะขาดน้ำ
Protein
ตรวจเพื่อแยกโรคอื่น
Glucose
ช่วยคัดกรองโรคเบาหวาน
หมายเหตุ
แนวทาง RCOG 2024
ไม่แนะนำให้ใช้ Ketonuria
เป็นเกณฑ์วินิจฉัย Hyperemesis gravidarum เพียงอย่างเดียว
Blood Glucose
ประเมินภาวะน้ำตาลต่ำ
วินิจฉัยแยกโรค
Diabetic Ketoacidosis
ใช้ติดตามผู้ป่วยที่ได้รับสารน้ำที่มี Dextrose
Arterial Blood Gas (ABG)
พิจารณาตรวจในรายรุนแรง
ประเมิน
Metabolic Alkalosis
Metabolic Acidosis
ภาวะพร่องออกซิเจน
Ultrasound
วัตถุประสงค์
ยืนยันการตั้งครรภ์
ประเมินอายุครรภ์
ประเมินการมีชีวิตของทารก
ตรวจหาครรภ์แฝด
ตรวจหาครรภ์ไข่ปลาอุก
ความสำคัญ
ช่วยค้นหาสาเหตุของระดับ hCG ที่สูงผิดปกติ
การตรวจเพิ่มเติมในรายที่มีข้อบ่งชี้
Amylase
Lipase
เมื่อต้องแยกโรค Pancreatitis
C-reactive Protein (CRP)
เมื่อต้องสงสัยการติดเชื้อ
Urine Culture
เมื่อต้องสงสัย Urinary Tract Infection
ECG
ในรายที่มี Hypokalemia
หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
สรุปผลตรวจที่พบบ่อย
CBC
Hemoconcentration
Electrolytes
Na↓
K↓
Cl↓
BUN
↑
Creatinine
↑ ในรายรุนแรง
AST / ALT
↑ เล็กน้อย
TSH
↓
Free T4
↑ เล็กน้อย
Urine Ketone
Positive
Urine Specific Gravity
↑
Ultrasound
ใช้ค้นหาครรภ์แฝด
และครรภ์ไข่ปลาอุก
ภาวะแทรกซ้อน (Complications)
ภาพรวม
Hyperemesis gravidarum หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
อาจส่งผลกระทบต่อหลายระบบของร่างกาย ทั้งมารดาและทารก
ความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนขึ้นอยู่กับ
ระยะเวลาที่มีอาการ
ความรุนแรงของการอาเจียน
ระดับการขาดน้ำ
ระดับการขาดสารอาหาร
การได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ภาวะแทรกซ้อนด้านสารน้ำและอิเล็กโทรไลต์
ภาวะขาดน้ำ (Dehydration)
สูญเสียน้ำจากการอาเจียนต่อเนื่อง
ปริมาตรเลือดลดลง
ความดันโลหิตต่ำ
ชีพจรเร็ว
ปัสสาวะน้อย
หากรุนแรง
Hypovolemic shock
ภาวะเสียสมดุลของอิเล็กโทรไลต์
Hyponatremia
ซึม
สับสน
ชัก
Hypokalemia
กล้ามเนื้ออ่อนแรง
กล้ามเนื้อเป็นตะคริว
หัวใจเต้นผิดจังหวะ
Hypochloremia
ส่งผลต่อสมดุลกรด-ด่าง
ความผิดปกติของกรด-ด่าง
Metabolic alkalosis
จากการสูญเสียกรดในกระเพาะอาหาร
Metabolic acidosis
อาจเกิดในรายที่ขาดน้ำรุนแรงหรือมีภาวะ Ketosis
ภาวะแทรกซ้อนด้านโภชนาการ
ภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition)
ได้รับพลังงานไม่เพียงพอ
น้ำหนักลดมาก
สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
การขาดวิตามิน
Vitamin B1 (Thiamine)
มีความสำคัญที่สุด
หากไม่ได้รับการเสริมก่อนให้สารน้ำที่มี Dextrose
จะเพิ่มความเสี่ยงต่อ Wernicke encephalopathy
Vitamin B6
อาจทำให้การทำงานของระบบประสาทผิดปกติ
Folic acid
หากขาดเป็นเวลานาน
อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของทารก
ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท
Wernicke Encephalopathy
เกิดจากการขาด Vitamin B1
อาการสำคัญ
สับสน (Confusion)
เดินเซ (Ataxia)
กลอกตาผิดปกติ (Ophthalmoplegia)
หากรักษาล่าช้า
ความจำเสื่อม
พิการทางระบบประสาท
เสียชีวิต
Peripheral neuropathy
ชาปลายมือปลายเท้า
กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ภาวะแทรกซ้อนทางระบบทางเดินอาหาร
Mallory-Weiss Syndrome
เยื่อบุหลอดอาหารฉีกขาด
เกิดจากการอาเจียนรุนแรง
อาจอาเจียนเป็นเลือด
Esophageal rupture
(Boerhaave Syndrome)
พบได้น้อย
เป็นภาวะฉุกเฉิน
อาจเกิด Mediastinitis
Gastroesophageal Reflux
แสบร้อนกลางอก
ระคายเคืองหลอดอาหาร
ภาวะแทรกซ้อนทางระบบไต
Acute Kidney Injury (AKI)
เกิดจากภาวะขาดน้ำรุนแรง
เลือดไปเลี้ยงไตลดลง
BUN สูง
Creatinine สูง
ปัสสาวะน้อย
ภาวะแทรกซ้อนทางระบบตับ
Liver dysfunction
AST สูง
ALT สูง
Bilirubin สูงเล็กน้อย
Fatty liver
พบได้ในบางรายที่ขาดสารอาหารเป็นเวลานาน
ภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือด
Tachycardia
Orthostatic hypotension
Arrhythmia
มักสัมพันธ์กับ Hypokalemia
Hypovolemic shock
พบในรายที่ขาดน้ำอย่างรุนแรง
ภาวะแทรกซ้อนทางจิตใจ
ความวิตกกังวล
ภาวะซึมเศร้า
ความเครียดเรื้อรัง
นอนไม่หลับ
คุณภาพชีวิตลดลง
รู้สึกหมดหวัง
ความสัมพันธ์ในครอบครัวได้รับผลกระทบ
ผลกระทบต่อทารกในครรภ์
หากได้รับการรักษาเร็ว
ส่วนใหญ่ทารกเจริญเติบโตได้ตามปกติ
หากมารดามีอาการรุนแรงเป็นเวลานาน
น้ำหนักตัวเพิ่มไม่เพียงพอ
ภาวะทุพโภชนาการ
การไหลเวียนเลือดไปยังรกลดลง
อาจส่งผลให้
Fetal Growth Restriction (FGR)
Small for Gestational Age (SGA)
Low Birth Weight (LBW)
Preterm Birth
ในรายที่รุนแรงมาก
เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของทารกในครรภ์
แม้พบได้น้อยในปัจจุบัน เนื่องจากการวินิจฉัยและการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น
ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา
การให้สารน้ำเร็วเกินไป
น้ำเกิน
ภาวะบวมน้ำ
การให้ Dextrose ก่อน Vitamin B1
กระตุ้นให้เกิด Wernicke encephalopathy
ผลข้างเคียงจากยา
ง่วงซึม
ปากแห้ง
ท้องผูก
ความผิดปกติของการเคลื่อนไหว
(จากยา Metoclopramide ในบางราย)
สรุปภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ
ขาดน้ำ
Electrolyte imbalance
Ketosis
Malnutrition
Wernicke encephalopathy
Acute Kidney Injury
Mallory-Weiss Syndrome
Arrhythmia
Fetal Growth Restriction
Low Birth Weight
Preterm Birth
คุณภาพชีวิตของมารดาลดลง
การรักษา (Management)
เป้าหมายของการรักษา
ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน
แก้ไขภาวะขาดน้ำ
แก้ไขภาวะเสียสมดุลของอิเล็กโทรไลต์
ป้องกันภาวะขาดสารอาหาร
ป้องกันภาวะแทรกซ้อนของมารดาและทารก
ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของหญิงตั้งครรภ์
ทำให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปอย่างปลอดภัย
การประเมินความรุนแรงก่อนเริ่มรักษา
ประเมินอาการคลื่นไส้อาเจียน
ประเมิน Modified PUQE Score
ประเมินน้ำหนักตัว
ประเมินภาวะขาดน้ำ
ประเมินภาวะโภชนาการ
ตรวจสัญญาณชีพ
ตรวจผลทางห้องปฏิบัติการ
ประเมินผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
การรักษาแบบไม่ใช้ยา
(Non-pharmacological Management)
รับประทานอาหาร
ครั้งละน้อย
แต่บ่อยครั้ง
ทุก 2–3 ชั่วโมง
ไม่ปล่อยให้ท้องว่าง
รับประทานอาหารแห้ง
เช่น
ขนมปัง
แครกเกอร์
ก่อนลุกจากเตียงตอนเช้า
เลือกอาหาร
โปรตีนสูง
ย่อยง่าย
ไขมันต่ำ
หลีกเลี่ยง
อาหารทอด
อาหารมัน
อาหารรสจัด
อาหารที่มีกลิ่นแรง
ดื่มน้ำ
ครั้งละน้อย
แต่บ่อยครั้ง
แยกเวลาการดื่มน้ำออกจากมื้ออาหาร
พักผ่อนให้เพียงพอ
ลดความเครียด
หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
กลิ่นอาหาร
ควันบุหรี่
น้ำหอม
อากาศร้อน
การรักษาด้วยยา
(Pharmacological Treatment)
หลักการ
เลือกใช้ยาที่ปลอดภัยต่อหญิงตั้งครรภ์
เริ่มจากยาที่มีข้อมูลความปลอดภัยมากที่สุด
หากอาการไม่ดีขึ้น
จึงพิจารณาเพิ่มยาในลำดับถัดไป
วิตามินบี 6
(Pyridoxine)
เป็นยาทางเลือกอันดับแรก
ช่วยลดอาการคลื่นไส้
มีความปลอดภัยสูง
Doxylamine
มักใช้ร่วมกับ Vitamin B6
เป็น First-line therapy
ได้ผลดีในหญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่
Antihistamines
เช่น
Dimenhydrinate
Promethazine
Cyclizine
ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน
ผลข้างเคียง
ง่วงนอน
Dopamine Antagonists
Metoclopramide
เพิ่มการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหาร
ลดอาการคลื่นไส้
ใช้ในระยะเวลาสั้น
เฝ้าระวัง
Acute dystonia
Extrapyramidal symptoms
Serotonin Antagonists
Ondansetron
ใช้เมื่อยาอันดับแรกไม่ได้ผล
มีประสิทธิภาพดี
แนวทางปัจจุบันระบุว่า
สามารถใช้ได้เมื่อประเมินประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง
Corticosteroids
เช่น
Hydrocortisone
Prednisolone
ใช้เฉพาะ
ผู้ป่วยที่อาการรุนแรง
และไม่ตอบสนองต่อยาชนิดอื่น
ไม่ควรใช้เป็นยาชนิดแรก
การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
ข้อบ่งชี้
ดื่มน้ำไม่ได้
อาเจียนตลอดเวลา
ขาดน้ำ
Electrolyte imbalance
สารน้ำที่ใช้
Normal Saline
Hartmann's Solution
ปรับชนิดสารน้ำตาม
Electrolytes
ภาวะขาดน้ำ
ผลตรวจเลือด
การให้วิตามิน
Vitamin B1
(Thiamine)
สำคัญที่สุด
ต้องให้ก่อน
Dextrose
ในผู้ป่วยที่อาเจียนนาน
เพื่อป้องกัน
Wernicke Encephalopathy
Vitamin B6
ลดอาการคลื่นไส้
Folic Acid
ส่งเสริมการเจริญของทารก
การแก้ไขภาวะอิเล็กโทรไลต์ผิดปกติ
Sodium
แก้ไขตามระดับความรุนแรง
Potassium
ให้ Potassium replacement
หากพบ Hypokalemia
Chloride
แก้ไขร่วมกับการให้สารน้ำ
ติดตาม
Electrolytes
อย่างต่อเนื่อง
การให้สารอาหาร
เมื่อรับประทานอาหารไม่ได้
พิจารณา
Enteral Nutrition
ให้อาหารผ่านสายให้อาหาร
เป็นทางเลือกแรก
หากไม่สามารถให้อาหารทางเดินอาหารได้
พิจารณา
Total Parenteral Nutrition (TPN)
ในรายที่จำเป็น
เนื่องจากมีความเสี่ยง
การติดเชื้อ
ลิ่มเลือด
ภาวะแทรกซ้อนจากสายสวน
ข้อบ่งชี้ในการรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
อาเจียนต่อเนื่อง
รับประทานอาหารไม่ได้
ดื่มน้ำไม่ได้
ขาดน้ำ
Electrolyte imbalance
น้ำหนักลดมาก
ผลตรวจเลือดผิดปกติ
สงสัยภาวะแทรกซ้อน
รักษาแบบผู้ป่วยนอกแล้วไม่ดีขึ้น
การติดตามผลการรักษา
ประเมินอาการทุกวัน
ชั่งน้ำหนัก
บันทึกสารน้ำเข้า–ออก
ตรวจสัญญาณชีพ
ตรวจ Electrolytes
ตรวจการทำงานของไต
ประเมินความสามารถในการรับประทานอาหาร
ประเมินสุขภาพจิต
เกณฑ์การจำหน่ายกลับบ้าน
รับประทานอาหารได้
ดื่มน้ำได้
อาเจียนลดลง
ไม่มีภาวะขาดน้ำ
Electrolytes ปกติ
ไม่จำเป็นต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
สามารถรับประทานยาทางปากได้
มาพบแพทย์ตามนัดได้
การป้องกัน (Prevention)
เป้าหมาย
ลดความรุนแรงของอาการ
ป้องกันภาวะ Hyperemesis gravidarum
ลดภาวะแทรกซ้อนของมารดาและทารก
ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของหญิงตั้งครรภ์
การประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรก
ซักประวัติ
เคยเป็น Hyperemesis gravidarum
ตั้งครรภ์แฝด
ครรภ์ไข่ปลาอุก
ญาติสายตรงเคยเป็น
โรคประจำตัว
โรคไทรอยด์
โรคทางเดินอาหาร
ประเมินภาวะโภชนาการก่อนตั้งครรภ์
การให้ความรู้หญิงตั้งครรภ์
อธิบายสาเหตุของโรค
อธิบายอาการที่ควรเฝ้าระวัง
แนะนำวิธีลดอาการคลื่นไส้
เน้นความสำคัญของการมาตรวจครรภ์
สร้างความเข้าใจว่า
Hyperemesis gravidarum
ไม่ใช่การแพ้ท้องธรรมดา
การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
รับประทานอาหาร
ครั้งละน้อย
แต่บ่อยครั้ง
ไม่ปล่อยให้ท้องว่าง
รับประทานอาหารแห้ง
เช่น
ขนมปัง
แครกเกอร์
เลือกอาหาร
โปรตีนสูง
ไขมันต่ำ
ย่อยง่าย
หลีกเลี่ยง
อาหารทอด
อาหารมัน
อาหารรสจัด
อาหารที่มีกลิ่นแรง
ดื่มน้ำ
ครั้งละน้อย
แต่บ่อยครั้ง
แยกเวลาการดื่มน้ำออกจากมื้ออาหาร
การปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต
พักผ่อนให้เพียงพอ
นอนหลับอย่างเหมาะสม
ลดความเครียด
หลีกเลี่ยงสถานที่อากาศร้อน
หลีกเลี่ยงกลิ่นที่กระตุ้นการอาเจียน
สวมเสื้อผ้าที่สบาย
การใช้ยาเพื่อป้องกันในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
ผู้ที่เคยเป็น Hyperemesis gravidarum
ควรปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์
อาจพิจารณา
Vitamin B6
Doxylamine
เริ่มรักษาตั้งแต่มีอาการระยะแรก
ช่วยลดโอกาสเกิดอาการรุนแรง
การป้องกันภาวะแทรกซ้อน
รับประทานวิตามินก่อนคลอด
รับประทาน Folic Acid
ติดตามน้ำหนักตัว
สังเกตปริมาณปัสสาวะ
สังเกตอาการขาดน้ำ
พบแพทย์ทันทีเมื่อ
อาเจียนตลอดเวลา
ดื่มน้ำไม่ได้
รับประทานอาหารไม่ได้
ปัสสาวะน้อย
น้ำหนักลดลงมาก
บทบาทของครอบครัว
เข้าใจอาการของผู้ป่วย
ช่วยจัดอาหารที่รับประทานได้
ลดสิ่งกระตุ้นภายในบ้าน
ช่วยสังเกตอาการผิดปกติ
สนับสนุนด้านจิตใจ
พามาพบแพทย์เมื่ออาการรุนแรง
แนวทางปัจจุบัน
ยังไม่มีวิธีป้องกัน Hyperemesis gravidarum ได้ทั้งหมด
การค้นหาหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง
การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
และการติดตามอย่างต่อเนื่อง
เป็นวิธีที่ช่วยลดความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนได้ดีที่สุด
ยาที่ใช้รักษา
Vitamin
Pyridoxine (Vitamin B6)
ลดอาการคลื่นไส้
First-line
Antihistamines
Doxylamine
Dimenhydrinate
Promethazine
Cyclizine
ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน
Dopamine Antagonists
Metoclopramide
ลดอาการอาเจียน
กระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหาร
ระวัง Extrapyramidal symptoms
Serotonin Antagonists
Ondansetron
ใช้เมื่อยาอันดับแรกไม่ได้ผล
Corticosteroids
Hydrocortisone
Prednisolone
ใช้ในรายรุนแรง
ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น
บทบาทของพยาบาล
ผู้ประเมิน (Assessor)
ประเมินอาการ
ประเมินภาวะขาดน้ำ
ประเมินภาวะโภชนาการ
ผู้ให้การพยาบาล (Caregiver)
ดูแลสารน้ำ
ดูแลยา
เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน
ผู้ให้สุขศึกษา (Educator)
แนะนำการรับประทานอาหาร
แนะนำการรับประทานยา
แนะนำการสังเกตอาการผิดปกติ
ผู้ประสานงาน (Coordinator)
ประสานแพทย์
นักโภชนาการ
เภสัชกร
ทีมสหสาขาวิชาชีพ
ผู้สนับสนุนด้านจิตใจ (Counselor)
รับฟังปัญหา
ลดความวิตกกังวล
สนับสนุนครอบครัวให้มีส่วนร่วม