Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ - Coggle Diagram
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ
ระดับการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ
ระดับประเทศ: มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน (เช่น ระบบยื่นภาษีออนไลน์, การนำเทคโนโลยีทางการแพทย์มาช่วยดูแลสุขภาพ)
ระดับองค์กรหรือหน่วยงาน: เพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมการทำงานภายในองค์กร (เช่น การสร้างระบบบริหารจัดการองค์กร, การประชุมงานทางไกล)
ระดับบุคคล: ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา เป็นเครื่องมือในการสืบค้นข้อมูลและเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต
แนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรมและซื้อสินค้าออนไลน์
หลีกเลี่ยงอุปกรณ์สาธารณะ: ไม่ทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านคอมพิวเตอร์สาธารณะหรืออุปกรณ์ของผู้อื่นเพื่อป้องกันการโจรกรรมข้อมูล
ไม่ใช้ Wi-Fi สาธารณะ: เนื่องจากส่วนใหญ่มีระบบรักษาความปลอดภัยต่ำ เสี่ยงต่อการถูกดักจับข้อมูล
ตั้งรหัสผ่านให้ปลอดภัย: คาดเดายาก ยาวประมาณ 12-16 ตัวอักษร ประกอบด้วยอักษรพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก ตัวเลข และอักษรพิเศษ
ออกจากระบบทุกครั้ง: เมื่อใช้งานเสร็จสิ้น เพื่อป้องกันข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล
เปิดบริการแจ้งเตือน: ใช้การแจ้งเตือนผ่าน SMS หรืออีเมลเมื่อมีความเคลื่อนไหวทางบัญชี เพื่อให้แก้ไขได้ทันท่วงที
จำกัดวงเงิน: ตั้งวงเงินสูงสุดในการทำธุรกรรมให้เหมาะสม เพื่อลดความเสียหายหากเกิดการโจรกรรม
เปิดใช้งานการยืนยันตัวตน 2 ชั้น (2FA): ใช้รหัสผ่านควบคู่กับระบบ OTP, การสแกนลายนิ้วมือ หรือการสแกนใบหน้าก่อนเข้าสู่ระบบ
ตรวจสอบความปลอดภัยของเว็บช้อปปิ้ง:
อ่านความคิดเห็นและรีวิวของผู้ใช้จริงก่อนสั่งซื้อ
ตรวจสอบคุณสมบัติสินค้า ราคาตลาดไม่ให้ถูกเกินจริง และตรวจประวัติร้านค้าหรือการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
เก็บหลักฐานการสั่งซื้อ การชำระเงิน และบัญชีธนาคารของผู้ขายไว้เสมอ
ความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ความรับผิดชอบต่อตนเอง: ยอมรับผลการกระทำของตนเอง ไตร่ตรองก่อนทำ รักษาข้อมูลส่วนตัว และไม่เผยแพร่ให้ผู้อื่นทราบ
ความรับผิดชอบต่อผู้อื่น: เคารพสิทธิและทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น ไม่คัดลอกผลงาน ไม่แอบอ้างบัญชีผู้อื่น และสื่อสารด้วยถ้อยคำสุภาพเหมาะสมกับกาลเทศะ
ความรับผิดชอบต่อสังคม: หลีกเลี่ยงการสื่อสารข้อความที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ตระหนักถึงผลกระทบก่อนแชร์ข้อมูล และสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ความรับผิดชอบทางจริยธรรม: กระทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรม ไม่ใช้อารมณ์ในการสื่อสาร ไม่
ปลอมแปลงชื่อผู้อื่น และตรวจสอบความถูกต้องก่อนเผยแพร่ข้อมูล
ความรับผิดชอบทางกฎหมาย: ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ ไม่สร้างความเสียหาย ไม่แชร์ข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลลามกอนาจารผ่านระบบคอมพิวเตอร์
กฎหมายคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์) และอัตราโทษ
ตราขึ้นตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในสังคมออนไลน์ โดยมีฐานความผิดและอัตราโทษที่สำคัญดังนี้:
ฐานความผิด
อัตราโทษสูงสุด
เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันโดยมิชอบ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ)
ล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบและนำไปเปิดเผยโดยมิชอบ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ)
เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันโดยมิชอบ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ)
ดักรับข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นอยู่ระหว่างการส่งในระบบโดยมิชอบ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ)
ทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์ผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ)
ระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนระบบคอมพิวเตอร์ผู้อื่นทำงานตามปกติไม่ได้ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ)
ส่งข้อมูลหรืออีเมลแก่บุคคลอื่น โดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาเป็นการรบกวนระบบปรับไม่เกิน 100,000 บาท
ส่งข้อมูลหรืออีเมลที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ (Spam) โดยไม่เปิดโอกาสให้บอกเลิกได้ง่าย ปรับไม่เกิน 200,000 บาท
นำเข้าข้อมูลเท็จ/ปลอมแปลง ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน (มิใช่การหมิ่นประมาท) จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ)
นำเข้าข้อมูลเท็จที่กระทบต่อความมั่นคง ความปลอดภัยสาธารณะ เศรษฐกิจ หรือก่อความตื่นตระหนก จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ)
นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะลามกและประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ)
นำเข้าภาพผู้อื่นที่เกิดจากการตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรืออับอาย จำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
การคุ้มครองลิขสิทธิ์และการใช้งานโดยชอบธรรม (Fair Use)
ความหมายและประเภทของงานที่มีลิขสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ คือ ผลงานที่เกิดจากการใช้สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ และความพยายามในการสร้างสรรค์ ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งกฎหมายให้ความคุ้มครองแก่เจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กฎหมายคุ้มครองงาน 9 ประเภท ดังนี้:
งานวรรณกรรม: งานนิพนธ์ทุกชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ เทศนา คำปราศรัย รวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์
งานนาฏกรรม: งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบเป็นเรื่องราว เช่น ท่ารำ ละครรำ ละครเพลง
งานศิลปกรรม: งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ สถาปัตยกรรม ภาพถ่าย งานภาพประกอบ หรืองานศิลปะประยุกต์
งานดนตรีกรรม: งานเกี่ยวกับเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อบรรเลงหรือขับร้อง มีทำนองและคำร้อง หรือมีทำนองอย่างเดียว รวมถึงโน้ตเพลง
งานสิ่งบันทึกเสียง: งานที่ประกอบด้วยเสียงดนตรี เสียงการแสดง หรือเสียงอื่นใด โดยบันทึกสำเนาลงในวัสดุ เช่น เทปเพลง แผ่นซีดี
งานโสตทัศนวัสดุ: งานที่ประกอบด้วยลำดับของภาพ โดยบันทึกสไลด์ แฟลชไดรฟ์ แผ่นซีดี ที่สามารถนำมาเล่นซ้ำได้
งานภาพยนตร์: งานภาพยนตร์ รวมถึงเสียงประกอบของภาพยนตร์นั้นด้วย (ถ้ามี)
งานแพร่เสียงแพร่ภาพ: งานที่ออกอากาศกระจายเสียงหรือแพร่ภาพทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือทางอื่นใด
งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
อายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์
กรณีทั่วไป: คุ้มครองตลอดอายุผู้สร้างสรรค์ และคุ้มครองต่อไปอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์เสียชีวิต (หากเป็นนิติบุคคล คุ้มครอง 50 ปี นับแต่สร้างสรรค์ผลงาน หรือนับจากโฆษณาครั้งแรก)
งานภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรือแพร่เสียงแพร่ภาพ: คุ้มครอง 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์ขึ้น หรือนับแต่โฆษณาครั้งแรก
งานศิลปะประยุกต์: คุ้มครอง 25 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์ขึ้น หรือนับจากโฆษณาครั้งแรก
การใช้ลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยชอบธรรม (Fair Use)
เป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32 ถึงมาตรา 43 เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถนำผลงานอันมีลิขสิทธิ์มาใช้ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ "ต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร"
ตัวอย่างการใช้งานที่เข้าข่าย Fair Use: คุณครูนำสื่อวิดีโอของบุคคลอื่นมาเปิดใช้ประกอบการสอนเพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจให้แก่นักเรียนในห้องเรียน