Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 สภาพงาน บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ และภาระงานของครู…
-
-
คือ งานบริหารหรืองานส่วนกลางของโรงเรียนที่ครูได้รับมอบหมายตามโครงสร้างการบริหาร (เพื่อให้โรงเรียนขับเคลื่อนไปได้) ได้แก่:
- งานฝ่ายวิชาการ (เช่น งานพัฒนาหลักสูตร, งานทะเบียน-วัดผล)
- งานฝ่ายบริหารงบประมาณและการเงิน (เช่น งานพัสดุ, งานบัญชี)
-
- งานฝ่ายบริหารทั่วไป (เช่น งานอาคารสถานที่, งานอนามัยโรงเรียน, งานสารบรรณ/ธุรการ)
นี่คือภาระงานหลักที่เป็นรูปธรรมที่สุด หมายถึง จำนวนชั่วโมงที่ครูต้องเข้าห้องเรียนเพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้จริงตามตารางสอนที่โรงเรียนออกให้ ซึ่งรวมถึง:
- วิชาพื้นฐาน/วิชาเพิ่มเติมตามหลักสูตร
- กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (เช่น ลูกเสือ-เนตรนารี, แนะแนว, ชุมนุม/ชมรม, กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์)
- หมายเหตุ: ก.ค.ศ. กำหนดขั้นต่ำของชั่วโมงสอนตามตารางสอนแตกต่างกันตามระดับชั้นและประเภทสถานศึกษา (เช่น ครูประถม/มัธยมศึกษาโดยทั่วไปมักจะกำหนดชั่วโมงสอนขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 12–18 ชั่วโมง/สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับผู้บริหารสถานศึกษาบริหารจัดการให้สอดคล้องกับบริบท แต่รวมภาระงานทั้งหมดแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมง/สัปดาห์)
คำว่า "ภาระงาน" (Workload) ของข้าราชการครูตามที่ ก.ค.ศ. (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา) กำหนดในปัจจุบัน จะอ้างอิงตามหลักเกณฑ์การประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะใหม่ (ระบบ PA หรือ Performance Appraisal)
ก.ค.ศ. ได้กำหนดโครงสร้างภาระงานเพื่อไม่ให้ครูทำแต่งานสอนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องครอบคลุมการพัฒนาโรงเรียนและดูแลเด็กอย่างรอบด้าน โดยกำหนดภาระงานขั้นต่ำไว้ที่ ไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมง/สัปดาห์ (สำหรับครูสายงานการสอน) ซึ่งแบ่งสาระสำคัญออกเป็น 4 ส่วนหลัก ดังนี้ครับ
-
-
-
-
คือ งานหรือกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นตามทิศทางขับเคลื่อนของกระทรวงศึกษาธิการ, ส่วนราชการต้นสังกัด (เช่น สพฐ.), หรือโครงการพิเศษของโรงเรียนเอง เพื่อตอบสนองความเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือนโยบายเร่งด่วนในขณะนั้น เช่น โครงการโรงเรียนสีขาว, กิจกรรมส่งเสริม Soft Power, หรือโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นต้น
📊 สรุปให้เห็นภาพในทางปฏิบัติ:
ใน 1 สัปดาห์ (เวลาราชการประมาณ 40 ชั่วโมง) ครูคนหนึ่งจะต้องจัดสรรเวลาให้ได้ชั่วโมงงานรวมกันไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมง โดยต้องมีทั้งการเดินเข้าห้องไปสอน (ข้อ 1), การนั่งตรวจงานและทำแผน (ข้อ 2), การทำงานฝ่ายหรือครูเวร (ข้อ 3), และการเข้าร่วมกิจกรรมตามนโยบาย (ข้อ 4) จึงจะถือว่ามีภาระงานครบถ้วนตามเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. กำหนดเพื่อใช้ในการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนและเลื่อนวิทยฐานะครับ
-
-
คือ ข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับคนที่จะดำรงตำแหน่ง "ครู" (นับตั้งแต่แรกเข้าจนถึงตลอดอาชีพ) โดยไม่เกี่ยวกับความเก่าแก่หรือความเชี่ยวชาญ เป็นการบอกว่าเมื่อคุณสวมตำแหน่งนี้ คุณต้องทำอะไรได้บ้าง สาระสำคัญประกอบด้วย:
- ชื่อตำแหน่ง: เริ่มต้นจาก ครูผู้ช่วย (ตำแหน่งเริ่มต้นในช่วงเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม 2 ปี) จากนั้นจึงเลื่อนเป็นตำแหน่ง ครู
- หน้าที่และความรับผิดชอบหลัก: ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ การส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาผู้เรียน ปฏิบัติงานทางวิชาการของสถานศึกษา และพัฒนาตนเองและวิชาชีพ
- คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง: ต้องมีวุฒิปริญญาทางการศึกษา (หรือวุฒิอื่นที่ ก.ค.ศ. รับรอง) และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
- ลักษณะงานที่ปฏิบัติตามมาตรฐานตำแหน่ง: ถูกกำหนดไว้เป็น 3 ด้านหลัก (เหมือนกับมาตรฐานการปฏิบัติงานของคุรุสภา) คือ
-
- ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้
- ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ
มาตรฐานตำแหน่ง และ มาตรฐานวิทยฐานะ ของข้าราชการครู (ตามเกณฑ์ปัจจุบันของ ก.ค.ศ.) เปรียบเสมือน "พิมพ์เขียว" ที่กำหนดว่าครูในแต่ละขั้นต้องมีคุณสมบัติอย่างไร มีหน้าที่อะไร และต้องสร้างผลงานที่มีคุณภาพในระดับใด โดยทั้งสองสิ่งนี้มีความแตกต่างและเชื่อมโยงกันดังนี้ครับ
-
-
คือ ข้อกำหนดที่เพิ่มขึ้นตาม "ระดับความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และคุณภาพของผลงาน" ยิ่งครูมีวิทยฐานะสูงขึ้น เงินประจำตำแหน่ง (เงินวิทยฐานะ) ก็จะสูงขึ้น และความคาดหวังในผลงานก็สลับซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย
ปัจจุบันวิทยฐานะของสายงานการสอนมี 4 ระดับ โดย ก.ค.ศ. ได้กำหนด "ระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง" (Expected Behavior) ของแต่ละวิทยฐานะไว้ชัดเจน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ดังนี้ครับ:
-
| 1. ครูชำนาญการ | ปรับประยุกต์ (Applying and Adapting) | สามารถนำหลักสูตร/แผนการสอนมาปรับปรุงและประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของห้องเรียนและผู้เรียน เพื่อแก้ปัญหาการเรียนรู้ได้ |
| 2. ครูชำนาญการพิเศษ | แก้ไขปัญหา (Problem Solving) | เป็นผู้นำในการคิดค้น สังเคราะห์ หรือริเริ่มนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อมา "แก้ปัญหา" คุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เกิดขึ้นในวงกว้างหรือในรายวิชาได้ |
| 3. ครูเชี่ยวชาญ | คิดค้น พัฒนา (Inventing and Developing) | สามารถคิดค้นสูตร เทคนิค แหล่งเรียนรู้ หรือนวัตกรรมการสอนใหม่ๆ เป็นของตัวเอง และนำไปพัฒนาปรับปรุงงานจนเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม และเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นได้ |
- มาตรฐานตำแหน่ง บอกว่าคุณคือ "ครู" มีหน้าที่สอนและทำงานในโรงเรียนพื้นฐานเหมือนกันทุกคน
- มาตรฐานวิทยฐานะ บอกว่าคุณเป็นครูที่ "เก่งและเชี่ยวชาญระดับไหน" (ชำนาญการ \rightarrow ชำนาญการพิเศษ \rightarrow เชี่ยวชาญ \rightarrow เชี่ยวชาญพิเศษ) ยิ่งระดับสูงขึ้น สิ่งที่ต้องทำส่งประเมินก็ต้องเปลี่ยนจากการ "ปรับประยุกต์" ไปสู่การ "แก้ปัญหา" และ "คิดค้นสิ่งใหม่" เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับการศึกษาครับ
-
-
-
-
คำว่า "มาตรฐานการปฏิบัติงาน" (Performance Standards) ของครูตามข้อบังคับคุรุสภานั้น ถือเป็น "ไม้บรรทัด" สำคัญที่ใช้เป็นเกณฑ์วัดว่า คนที่เป็นครูจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างไรเพื่อให้เกิดคุณภาพสูงสุดต่อผู้เรียนและวงการศึกษาครับ
ปัจจุบันมาตรฐานนี้ถูกกำหนดไว้ใน ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 ซึ่งได้ปรับปรุงให้กระชับและทันสมัยขึ้น โดยแบ่งสาระสำคัญของมาตรฐานการปฏิบัติงานออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้ครับ
-
-
-
มาตรฐานการปฏิบัติงานของคุรุสภานั้น จะทำงานควบคู่ไปกับ มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ (สิ่งที่คุณต้องรู้) และ จรรยาบรรณวิชาชีพ (กรอบศีลธรรมที่คุณต้องมี) เพื่อรวมกันเป็นคุณสมบัติของ "ครูมืออาชีพ" ที่เพียบพร้อมครับ
-
- ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
- พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูฯ บอกว่า ครูต้องปฏิบัติตัวอย่างไร มีงานอะไรที่ต้องส่ง และมีกรอบวินัยอะไรที่ห้ามฝ่าฝืน (เน้นความรับผิดชอบในฐานะคนทำงานและข้าราชการ)
- พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฯ บอกว่า ครูต้องสอนอย่างไรให้เด็กเก่ง ดี และมีความสุข (เน้นกระบวนการในห้องเรียน)
กฎหมายฉบับนี้จะเน้นไปที่ "หน้าที่ ความรับผิดชอบ และกรอบความประพฤติ (วินัย)" ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐและวิชาชีพชั้นสูงครับ
- การปฏิบัติตามคำสั่ง: มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา (ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย)
- การรักษาวินัยและจรรยาบรรณวิชาชีพ: มีหน้าที่ปฏิบัติตามวินัยข้าราชการและจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด เช่น
- ห้ามละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ
- ต้องสุจริต เที่ยงธรรม และอุทิศเวลาของตนให้แก่ทางราชการและผู้เรียน
- ต้องรักและศรัทธาในวิชาชีพ
- การพัฒนาตนเองและวิชาชีพ: มีหน้าที่ต้องพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อเก็บบทเรียน ทักษะ และสร้าง "สมรรถนะ" ให้สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งและวิทยฐานะ
- หน้าที่หลักในการปฏิบัติงาน: กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าครูต้องปฏิบัติหน้าที่หลัก 2 ด้าน คือ
- งานพัฒนาผู้เรียน: การแนะแนว การดูแลระบบดูแลช่วยเหลือแก้นักเรียน และส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม
- งานสายการสอน: การจัดการเรียนการสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน
พ.ร.บ. ฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายแม่บททางการศึกษา ซึ่งเน้นไปที่ "บทบาทและหน้าที่ในการจัดการเรียนรู้" เพื่อพัฒนาผู้เรียนเป็นหลักครับ
- การประสานความร่วมมือ: มีหน้าที่ร่วมมือกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อร่วมกันพัฒนาและแก้ปัญหาของผู้เรียน
- การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้: มีบทบาทเป็น "นักวิจัยในชั้นเรียน" เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เหมาะสมกับบุคคล
- การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง: มีหน้าที่ประเมินความพร้อมและพัฒนาการของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง โดยดูจากพฤติกรรม ผลงาน และการร่วมกิจกรรม ไม่ใช่ตัดสินด้วยการสอบข้อเขียนเพียงอย่างเดียว
- พัฒนาการเรียนรู้และสื่อ: มีหน้าที่จัดการเรียนการสอนที่ผสมผสานทั้งความรู้ คุณธรรม และค่านิยมที่ถูกต้อง รวมถึงพัฒนาหรือเลือกใช้สื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการสอน
- เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Child-Centered): ครูมีหน้าที่เปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้บรรยาย" มาเป็น "ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้" เอื้ออำนวยความสะดวก และจัดบรรยากาศให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด ลงมือทำ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง
-
เมื่อเจาะลึกไปที่กฎหมายหลัก 2 ฉบับของวงการวิชาชีพครู คำว่า "บทบาท" และ "หน้าที่" จะถูกเปลี่ยนให้เป็นข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติทางกฎหมายที่ชัดเจนครับ โดยผมสรุปสาระสำคัญของแต่ละฉบับมาให้พอสังเขปดังนี้ครับ
-
คือ คุณลักษณะและพฤติกรรมพื้นฐานที่ข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน "ต้องมี" เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย 5 สมรรถนะ:
- การมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Achievement Motivation): ความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานสอนให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- การบริการที่ดี (Service Mind): ความเต็มใจและพร้อมที่จะช่วยเหลือ ให้ความรู้ และให้บริการแก่ผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชนอย่างเท่าเทียมและสุภาพ
- การพัฒนาตนเอง (Self-Development): การขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ ดึงเทคโนโลยีมาใช้ และพัฒนาทักษะวิชาชีพของตนเองให้ทันโลกอยู่เสมอ
- การทำงานเป็นทีม (Teamwork): การร่วมมือร่วมใจกับเพื่อนครู ผู้บริหาร และชุมชน มีราบรื่นและให้เกียรติซึ่งกันและกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน
- จริยธรรมและคุณธรรมครู (Teacher Ethics): การประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต รักษาจรรยาบรรณวิชาชีพ และรักใคร่เมตตาศิษย์
คือ ความสามารถเฉพาะทางวิชาชีพที่คนเป็นครู "จำเป็นต้องใช้" ในการจัดการเรียนการสอนโดยตรง ประกอบด้วย 5 สมรรถนะหลัก:
- การบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้: ทักษะการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ เขียนแผนการสอน เลือกใช้สื่อ-นวัตกรรม และจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Child-Centered)
- การพัฒนาผู้เรียน: ความสามารถในการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม การแนะแนว การจัดระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนเป็นรายบุคคล และการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน
- การบริหารจัดการชั้นเรียน: การจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนให้ปลอดภัย กระตุ้นการเรียนรู้ และมีความสามารถในการควบคุมชั้นเรียนอย่างสร้างสรรค์ (ไม่ใช้ความรุนแรง)
- การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน: ทักษะการนำข้อมูลคะแนน หรือพฤติกรรมของเด็กมาวิเคราะห์ เพื่อทำวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research) มาแก้ปัญหาหรือส่งเสริมเด็กให้ตรงจุด
- ภาวะผู้นำทางวิชาการและวิชาชีพ: ความสามารถในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง นำองค์ความรู้ใหม่ๆ มาปรับใช้ และร่วมขับเคลื่อนชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ร่วมกับเพื่อนครู
สมรรถนะของครู (Teacher Competency) หมายถึง การหลอมรวมของความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) และคุณลักษณะ/เจตคติ (Attributes/Attitudes) ที่ส่งผลให้ครูสามารถปฏิบัติงานสอนและพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
กรอบสมรรถนะของครูในปัจจุบัน (อ้างอิงตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ก.ค.ศ. และกระทรวงศึกษาธิการ) จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อแยกให้เห็นชัดเจนระหว่าง "สมรรถนะหลักที่ทุกคนต้องมี" กับ "สมรรถนะเฉพาะที่จำเป็นสำหรับวิชาชีพครู" ดังนี้ครับ
-
-
-
-
-
| 4. ครูเชี่ยวชาญพิเศษ | สร้างการเปลี่ยนแปลง (Creating an Impact) | สร้างสรรค์งานวิจัยหรือนวัตกรรมระดับสูงที่สามารถ "เปลี่ยนโฉม" หรือสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างต่อวงการศึกษา มีการขยายผลและเป็นที่ยอมรับในระดับชาติหรือนานาชาติ |
-