Coggle requires JavaScript to display documents.
ประเมินพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมในการเรียนรู้ของผู้ป่วย เพื่อเลือกวิธีสอนและสื่อที่เหมาะสม ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจและปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง
อธิบายโรค สาเหตุ วิธีการผ่าตัด และการระงับความรู้สึก เช่น การดมยาสลบ (General anesthesia) หรือการบล็อกหลัง (Spinal anesthesia) เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจและลดความวิตกกังวล
ดูแลความสะอาดร่างกาย อาบน้ำ สระผม ตัดเล็บ และล้างสีเล็บ
สอนประเมินความปวดด้วย Numeric Pain Scale (0–10) และแจ้งพยาบาลเมื่อมีอาการปวด
ฝึกหายใจเข้า-ออกลึก ๆ 5–10 ครั้ง/ชั่วโมง เพื่อให้ปอดขยายตัวและป้องกันปอดแฟบ
ใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องช่วยหายใจ เหมาะกับผู้ป่วยที่ผ่าตัดทรวงอกหรือมีอาการปวดแผล
ฝึกใช้เครื่องบริหารปอด สูดหายใจเข้าลึก ค้างไว้ ≥5 วินาที 5–10 ครั้ง/ชั่วโมง เพื่อเพิ่มการขยายตัวของปอด
สอนไออย่างถูกวิธี พร้อมใช้หมอนประคองแผล เพื่อลดเสมหะและป้องกันแผลแยก (ยกเว้นผ่าตัดสมอง ตา ไทรอยด์ และไส้เลื่อน)
บริหารแขนและขา เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและลดความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน
พลิกตะแคงทุก 2 ชั่วโมง และลุกนั่ง/เดินโดยเร็วเมื่ออาการดีขึ้น เพื่อลดแผลกดทับ ปอดแฟบ และช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว
ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะผ่าตัด เพื่อลดจำนวนเชื้อโรคและลดการติดเชื้อ
เตรียมลำไส้ตามแผนการรักษา โดยเฉพาะผู้ป่วยผ่าตัดช่องท้อง อุ้งเชิงกราน ทวารหนัก หรืออวัยวะสืบพันธุ์
ให้ยาตามแผนการรักษา (เช่น Diazepam) ก่อนนอน เพื่อลดความวิตกกังวลและช่วยให้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ
ประเมินโดยให้ผู้ป่วย สาธิตย้อนกลับ และตอบคำถาม หากยังไม่เข้าใจ ให้สอนและสาธิตซ้ำจนผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องและมั่นใจก่อนเข้ารับการผ่าตัด
ผู้ป่วยจะพักในห้องพักฟื้นประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังอาการหลังผ่าตัดและหลังได้รับยาระงับความรู้สึก ก่อนย้ายกลับหอผู้ป่วยเมื่ออาการคงที่
สังเกตลักษณะแผล สี บวม แดง หนอง และปริมาณสิ่งคัดหลั่ง หากพบความผิดปกติให้รายงานแพทย์ทันที
ทำแผลด้วย หลักปราศจากเชื้อ (Aseptic technique) และเปลี่ยนแผลตามแผนการรักษาหรือเมื่อมีสิ่งคัดหลั่งมาก เพื่อลดการติดเชื้อ
หลังผ่าตัด 24 ชั่วโมง ประเมินสัญญาณชีพและระดับความปวดทุก 4 ชั่วโมง หรือเมื่อมีอาการผิดปกติ เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนและควบคุมความปวด
กระตุ้นให้ผู้ป่วย ลุกเดินเร็ว (Early ambulation) ฝึกบริหารปอดทุก 2 ชั่วโมง และประเมินการเคลื่อนไหวของลำไส้ รวมทั้งเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น DVT, ลิ่มเลือดอุดตันในปอด, แผลแยก และลำไส้อุดตัน
D = Diagnosis : ให้ความรู้เกี่ยวกับโรค การผ่าตัด การจัดการความปวด และอาการผิดปกติที่ต้องรีบพบแพทย์
M = Medication : แนะนำการใช้ยา ขนาด วิธีรับประทาน การเก็บยา และผลข้างเคียง
E = Environment : แนะนำการจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับการพักฟื้น
T = Treatment : สอนการดูแลรักษาต่อเนื่อง เช่น การทำแผล การตัดไหม และข้อปฏิบัติเฉพาะของโรค
H = Health : แนะนำการดูแลสุขภาพ การพักผ่อน การออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงการแกะหรือเกาแผล
O = Outpatient : แนะนำการมาตรวจตามนัด แหล่งบริการใกล้บ้าน และอาการที่ควรมาพบแพทย์ก่อนวันนัด
D = Diet : แนะนำการรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับโรคและช่วยส่งเสริมการหายของแผล
1.เตรียมเตียง อุปกรณ์ และเครื่องมือให้พร้อมตามชนิดการผ่าตัดและแผนการรักษา
ล้างมือก่อนให้การพยาบาลทุกครั้ง เพื่อลดการติดเชื้อ
3.ย้ายผู้ป่วยขึ้นเตียงอย่างปลอดภัย พร้อมตรวจสารน้ำ สายสวน และท่อระบายให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
4.แจ้งสถานที่ เวลา และแนะนำทีมพยาบาล เพื่อสร้างความคุ้นเคยและประเมินการรับรู้
5.ประเมินการรู้สึกตัวและจัดท่านอนให้เหมาะสมเพื่อป้องกันการสำลัก (ผู้ป่วย Spinal block นอนราบ 8 ชม. งดลุก 12 ชม.)
วัดสัญญาณชีพตามเกณฑ์ (15 นาที → 30 นาที → 1 ชั่วโมง) จนกว่าจะคงที่
ดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง กระตุ้นให้หายใจลึกและไอทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันปอดแฟบ
8.สังเกตอาการคลื่นไส้ อาเจียน จัดท่านอนตะแคง และรายงานแพทย์หากอาการรุนแรง
ตรวจแผล เลือดออก บวม แดง และสังเกตท่อระบาย พร้อมบันทึกสิ่งคัดหลั่ง
ประเมินระดับความปวด ให้ยาแก้ปวดตามแผน และแนะนำการใช้ PCA หากมี
11.ตรวจอัตราการไหลของสารน้ำและสังเกตภาวะหลอดเลือดดำอักเสบ (Phlebitis)
12.ประเมินปริมาณปัสสาวะ บันทึก Intake & Output (I/O) และสังเกตการทำงานของไต
13.พลิกตะแคงทุก 2 ชั่วโมง และลุกเดินโดยเร็วเมื่ออาการดีขึ้น
14.ใช้เครื่องบีบรัดขาหรือกระตุ้นให้งอ-เหยียดขาเป็นระยะ เพื่อป้องกัน DVT
15.งดน้ำและอาหารจนกว่าจะกลืนได้ดีหรือลำไส้เริ่มทำงาน หากปากแห้งให้เช็ดริมฝีปากหรืออมก้อนน้ำแข็งเล็ก ๆ