Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด (Premature Rupture of Membranes; PROM) -…
ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
(Premature Rupture of Membranes; PROM)
กอร์ดอน
แบบแผนการรับรู้และการดูแลสุขภาพ
ก่อนตั้งครรภ์
มารดาให้ข้อมูลว่า สุขภาพโดยทั่วไปแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่เคยเข้ารับการรักษาด้วยโรคเรื้อรัง ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ใช้สารเสพติด
ขณะตั้งครรภ์
มารดาให้ข้อมูลว่า ฝากครรภ์สม่ำเสมอตามนัด รับประทานวิตามินและยาตามแผนการรักษา เมื่อมีน้ำใส่ไหลออกทางช่องคลอดจึงรีบมารับการรักษาที่โรงพยาบาล และให้ความร่วมมือในการรักษาเป็นอย่างดี
2.แผนโภชนาการและการเผาผลาญ
ก่อนตั้งครรภ์
มารดาให้ข้อมูลว่า รับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ รับประทานอาหารได้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำประมาณ 1.5-2 ลิตรต่อวัน ไม่มีประวัติแพ้อาหาร
ขณะตั้งครรภ์
มารดาให้ข้อมูลว่า รับประทานอาหารได้ตามปกติ รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำเพียงพอ และรับประทานวิตามินสำหรับหญิงตั้งครรภ์ตามแผนการรักษา ไม่มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน
แบบแผนการขับถ่าย
ก่อนตั้งครรภ์ มารดาให้ข้อมูลว่า ขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระได้ตามปกติ ไม่มีอาการปัสสาวะแสบขัดหรือท้องผูก
ขณะตั้งครรภ์ มารดาให้ข้อมูลว่า ยังคงขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระได้ตามปกติ แต่มีของเหลวใส่ไหลออกทางช่องคลอดเป็นระยะ
4.แบบแผนกิจกรรมและการออกกำลังกาย
ก่อนตั้งครรภ์ มารดาให้ข้อมูลว่า สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเองทั้งหมด และออกกำลังกายเป็นครั้งคราว
ขณะตั้งครรภ์ มารดาให้ข้อมูลว่า ก่อนเข้ารับการรักษาสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ หลังเข้ารับการรักษาได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ในการจำกัดกิจกรรมและพักผ่อน
5.แบบแผนการพักผ่อนและการนอนหลับ
ก่อนตั้งครรภ์ มารดาให้ข้อมูลว่า นอนหลับวันละประมาณ 7-8 ชั่วโมง หลับสนิท ไม่มีปัญหาการนอนหลับ
ขณะตั้งครรภ์ มารดาให้ข้อมูลว่า พักผ่อนได้ลดลง เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นและการรักษาในโรงพยาบาล
แบบแผนสติปัญญาและการรับรู้
ก่อนตั้งครรภ์มารดาให้ข้อมูลว่า ไม่มีปัญหาด้านการมองเห็น การได้ยิน หรือการรับความรู้สึก สามารถช่วยเหลือตนเองและสื่อสารได้ตามปกติ
ขณะตั้งครรภ์มารดาให้ข้อมูลว่า สามารถรับรู้การดิ้นของทารกได้ และสามารถอธิบายอาการผิดปกติของตนเองได้อย่างชัด
แบบแผนการรับรู้ตนเองและอัตมโนทัศน์
ก่อนตั้งครรภ์ มารดาให้ข้อมูลว่า ตนเองมีสุขภาพแข็งแรง สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี
ขณะตั้งครรภ์มารดาให้ข้อมูลว่า มีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของทารกในครรภ์ แต่เชื่อมั่นว่าหากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ทารกจะปลอดภัย
แบบแผนบทบาทและสัมพันธภาพ
ก่อนตั้งครรภ์ มารดาให้ข้อมูลว่า มีบทบาทเป็นภรรยาและมารดา มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสมาชิกในครอบครัว และได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว
ขณะตั้งครรภ์ มารดาให้ข้อมูลว่า ครอบครัวยังคงให้กำลังใจและช่วยเหลือเป็นอย่างดี ทำให้สามารถเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้
แบบแผนเพศและการเจริญพันธุ์
ก่อนตั้งครรภ์ มารดาให้ข้อมูลว่า มีประจำเดือนสม่ำเสมอ เคยตั้งครรภ์และคลอดบุรครบกำหนด 1 ครั้ง ไม่เคยแท้ง และไม่มีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ขณะตั้งครรภ์ มารดาให้ข้อมูลว่า ฝากครรภ์สม่ำเสมอ รับรู้การติ้นของทารกได้ดี และไม่มีเพศสัมพันธ์ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการรักษา
แบบแผนการเผชิญความเครียดและการปรับตัว
ก่อนตั้งครรภ์มารดาให้ข้อมูลว่า เมื่อมีปัญหาจะปรึกษาสามีหรือสมาชิกในครอบครัว และสามารถจัดการกับความเครียดได้
ขณะตั้งครรภ์ มารดาให้ข้อมูลว่า รู้สึกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของทารกในครรภ์ แต่ได้รับกำลังใจจากครอบครัวและให้ความร่วมมือในการรักษา
แบบแผนค่านิยมและความเชื่อ
ก่อนตั้งครรภ์ มารดาให้ข้อมูลว่า ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว และปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลามอย่างสม่ำเสมอ
ขณะตั้งครรภ์ มารดาให้ข้อมูลว่า ให้ความสำคัญกับสุขภาพของตนเองและทารกในครรภ์ เชื่อมั่นในการรักษาของทีมสุขภาพ และให้ความร่วมมือในการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลเคส
หญิงไทย อายุ 28 ปี สัญชาติ ไทย เชื้อชาติ ไทย ศาสนา อิสลาม สถานภาพสมรส สมรสระดับการศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 6 อาชีพ แม่บ้าน
CC: 2 ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล มีน้ำเดินออกทางช่องคลอด ไม่เจ็บครรภ์
PI: มารดา G2P1A0 อายุครรภ์ 32 สัปดาห์ by LMP (LMP วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568) EDC วันที่ 2 กันยายน 2569 ฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์ ผลการตรวจเลือดปกติ ได้แก่ HBSAg = Negative, VDRL = Non Reactive, HIV = Negative, Blood group A Rh Positive, Hematocrit ครั้งที่ 1 = 34% และครั้งที่ 2 = 35%ระหว่างตั้งครรภ์ไม่มีอาการผิดปกติ มาโรงพยาบาลด้วยมีน้ำเดินออกทางช่องคลอด ไม่เจ็บครรภ์ เมื่อวันที่ 8กรกฎาคม 2569 เวลา 07.00 น. ขณะผู้ป่วยนอนพักผ่อน มีน้ำใส่ไหลออกจากช่องคลอดปริมาณมากอย่างกะทันหัน ลักษณะใส ไม่ปนเลือด มีกลิ่นปกติ ไม่มีอาการปวดท้องคลอดมาก่อน หลังจากนั้นยังคงมีน้ำใส่ไหล ซึมออกเป็นระยะ และเริ่มมีอาการปวดท้องตึงเล็กน้อยเป็นครั้งคราว จึงเดินทางมาโรงพยาบาล
แรกรับที่ห้องคลอด วันที่ 9 มิถุนายน 2568 เวลา 08.15 น. ประเมินระดับยอดมดลูก 3/4 > 0 ซึ่งสัมพันธ์กับอายุครรภ์ ปากมดลูกปิด มีน้ำเดินออกทางช่องคลอด ลักษณะ Mild meconium ทดสอบน้ำเดิน ด้วย Nitrazine Paper Test ได้ผล Positive ทารกมีส่วนนำเป็นท่าศีรษะ ทารกท่าซ้าย (OL) อัตราการเต้น หัวใจทารก 140 ครั้ง/นาที สม่ำเสมอ และพบ มดลูกหดรัดตัวระดับปานกลาง (moderate uterine contraction) ความถี่ 1 ครั้งทุก 20 นาทีประวัติการเจ็บป่วยในอดีต มารดาปฏิเสธโรคประจำตัว ไม่มีประวัติถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนดในการตั้งครรภ์ที่ผ่านมา ไม่มีประวัติการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือการติดเชื้อในช่องคลอดระหว่างการตั้งครรภ์ครั้งนี้ และไม่มีเพศสัมพันธ์ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนมาโรงพยาบาล
การวินิจฉัยโรคแรกรับ G2P1A0 Preterm Premature Rupture of Membranes (PPROM) at 32 weeks' gestation (ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนดก่อนเริ่มเจ็บครรภ์(PPROM) อายุครรภ์ 32 สัปดาห์)
การวินิจฉัยครั้งสุดท้าย G2P1A0 Preterm Premature Rupture of Membranes (PPROM) at 32 weeks' gestation without dinical chorioamnionitis (ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนดก่อนเริ่มเจ็บครรภ์อายุครรภ์ 32 สัปดาห์ โดยไม่พบภาวะติดเชื้อในถุงน้ำคร่ำ (Chorioamnionitis)
วันที่รับไว้ในห้องคลอดโรงพยาบาลยะลา: 8 กรกฎาคม 2569
ประวัติการใช้สิ่งเสพติด :
มารดาปฏิเสธประวัติการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้สารเสพติด
การตรวจร่างกาย
สภาพทั่วไป มารดาอายุ 28 ปี รู้สึกตัวดี (Good consciousness) พูดคุยโต้ตอบได้ดี ให้ความร่วมมือในการซักประวัติและตรวจร่างกาย สีหน้าวิตกกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น เดินเข้าหอผู้ป่วยได้เอง ส่วนสูง 160เซนติเมตร น้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ 54 กิโลกรัม น้ำหนักปัจจุบัน 64 กิโลกรัม BMI ก่อนตั้งครรภ์ 21.1 กิโลกรัม/เมตระ อยู่ในเกณฑ์ปกติ สัญญาณชีพแรกรับอยู่ในเกณฑ์ปกติ อุณหภูมิร่างกาย 36.8 องศาเซลเซียส ไม่ซีด ไม่เหลือง ไม่หอบเหนื่อย ผิวหนังสะอาด ชุ่มชื้น ตรวจพบของเหลวใส่ไหลออกทางช่องคลอดเป็นระยะ ไม่มีเลือดออกทางช่องคลอด มารดารับรู้การดิ้นของทารกได้ดี อัตราการเต้นของหัวใจทารก 140 ครั้งต่อนาทีสม่ำเสมอ และพบมดลูกหดรัดตัวระดับปานกลาง ความถี่ประมาณ 1 ครั้งทุก 20 นาที
สัญญาณชีพแรกรับ: BP: 118/76 mmHg PR: 88 bpm RR: 20 ครั้ง/นาที BT: 36.8°C SpOz: 99% RA
ศีรษะ ใบหน้า และลำคอ: ศีรษะมีรูปทรงปกติ ผมยาวสีดำ ใบหน้าสมมาตรกันทั้งสองข้าง ลำคอไม่มีก้อน ต่อมไทรอยด์ไม่โต และต่อมน้ำเหลืองไม่โต
ตา: อยู่ในแนวปกติ หนังตาไม่ตก ไม่บวม เยื่อบุตาซีดเล็กน้อย รูม่านตามีปฏิกิริยาต่อแสงปกติทั้งสองข้าง
หู: ลักษณะใบหูปกติ การได้ยินชัดเจนทั้งสองข้าง ไม่มีสิ่งคัดหลั่งไหลออกจากรูหู
จมูก: ลักษณะจมูกปกติ การรับกลิ่นปกติ
ช่องปาก: ริมฝีปากแห้งเล็กน้อย เยื่อบุช่องปากไม่มีแผล เหงือกและลิ้นปกติ ฟันไม่ผุ
ปอด: ปกติ ไม่พบเสียง Crepitation
หัวใจ: จังหวะการเต้นสม่ำเสมอ 88 ครั้งต่อนาที ไม่พบเสียง Murmur
เต้านม: เต้านมทั้งสองข้างมีขนาดเท่ากัน ไม่มีหัวนมบุ่มหรือหัวนมบอด ไม่มีก้อนกดเจ็บ ไม่มีการอักเสบบริเวณเต้านม และต่อมน้ำเหลืองบริเวณ
รักแร้ทั้งสองข้างอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก: ลักษณะปกติ ไม่มีแผล มีน้ำเดินลักษณะใสออกจากช่องคลอดกล้ามเนื้อและกระดูก ไม่มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนขา การเคลื่อนไหวปกติ
ข้อวินิจฉัยการพยาบาล
จำกัดการเคลื่อนไหว เนื่องจากแผนการรักษาต้องพักผ่อนบนเตียง
ข้อมูลสนับสนุน
S: มารดาให้ข้อมูลว่า "หลังเข้ารับการรักษาได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ในการจำกัด กิจกรรมและพักผ่อน"
O: ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด (PPROM) ร่วมกับเริ่มมีมดลูกหดรัดตัวตึงเล็กน้อย ส่งผลให้มีความจำเป็นต้องนอนพักบนเตียง (Absolute Bed Rest/Bed Rest) เพื่อลดการไหลซึมของน้ำคร่ำและยับยั้งการหดรัดตัวของมดลูกตามแนวทางการรักษา
เกณฑ์การประเมินผล
1.ไม่เกิดแผลกดทับ ปวดเมื่อยน้อย หลอดเลือดขาไม่อุดตัน
ปฏิบัติกิจกรรมพื้นฐานได้ด้วยความช่วยเหลือตาม ความจำเป็น
3.ยอมรับและปรับตัวเข้ากับการพักผ่อนบนเตียงได้ดี
กิจกรรมการพยาบาล
จัดท่าพลิกตะแคงทุก 2 ชั่วโมง ประคบขา/บริหารขาเบาๆ เพื่อป้องกันลิ่มเลือด เพราะหญิงตั้งครรภ์มีภาวะเลือดแข็งตัวง่ายตามธรรมชาติอยู่แล้ว การนอนนิ่งๆ บนเตียงเป็นเวลานานจะทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง
จัดสิ่งของให้หยิบถึง ช่วยอาบน้ำ ขับถ่าย ทานอาหารเพื่ออำนวยความสะดวกและลดความจำเป็นในการลุกขยับตัวของมารดา
3.แนะนำทานโปรตีนสูง กากใยเพียงพอ ดื่มน้ำพอประมาณ เพื่อป้องกันท้องผูก เพราะการนอนนิ่งๆ บนเตียงทำให้ลำไส้บีบตัวลดลง ประกอบกับมดลูกที่กดทับลำไส้ใหญ่ ทำให้เสี่ยงต่ออาการท้องผูก
4.สอนบริหารมือ เท้า หายใจลึกๆ ขณะนอนพัก เพราะการหายใจเข้าลึกๆ (Deep breathing exercise) ช่วยเพิ่มการแลกเปลี่ยนก๊าซและเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือดมารดาเพื่อส่งต่อไปยังทารก
เสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อในมดลูกเเละน้ำคเนื่องจากการป้องกันตามธรรมชาติลดลงจากถุงน้ำคแตก
ข้อมูลสนับสนุน
S: มารดาบอกว่า "มีน้ำใสไหลออกจากช่องคลอดปริมาณมากอย่างกะทันหัน" ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2569เวลา 07.00 น.
S: มารดาบอกว่า "หลังจากนั้นยังคงมีน้ำใส่ไหลซึมออกเป็นระยะ"
O: แรกรับที่ห้องคลอดพบมีน้ำเดินออกทางช่องคลอด ลักษณะ Mild meconium
O: ผลทดสอบน้ำเดินด้วย Nitrazine Paper Test ได้ผล Positive เรียบร้อย
O: การตรวจภายในแรกรับพบปากมดลูกปิด (แต่มีช่องทางติดต่อโดยตรงระหว่างช่องคลอดและโพรงมดลูกจากภาวะน้ำคร่ำแตก
เกณฑ์การประเมิน
1.ไม่มีไข้ (อุณหภูมิ <37.5°0), ชีพจรปกติ 60-100 ครั้งนาที, หายใจ 16-20 ครั้ง/นาที
2.น้ำคร่ำใส ไม่ขุ่น ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีหนองปน
3. ค่าตรวจเลือด: เม็ดเลือดขาว <15,000 เซลล์/ ลบ.มม., CRP <10 มก./ลิตร
4. หัวใจทารก 120-160 ครั้ง/นาที ไม่เต้นเร็วผิดปกติ
5.ไม่มีอาการปวดท้องรุนแรงหรือเจ็บมดลูกกดแล้วเจ็บ
กิจกรรมการพยาบาล
1.วัดสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง แจ้งแพทย์ทันทีถ้า อุณหภูมิ 238°C หรือสัญญาณผิดปกติ เพื่อเฝ้าระวังอาการแสดงเริ่มแรกของการติดเชื้อในโพรงมดลูก (Chorioamnionitis)
2.งดตรวจช่องคลอดทางนิ้วมือ ใช้กระจกส่องเท่านั้นเมื่อจำเป็น สอนทำความสะอาดจากหน้าไปหลัง เปลี่ยน ผ้าอนามัยบ่อยๆ เพราะการตรวจภายใน (Digital Pv) จะเป็นการนำเชื้อแบคทีเรียจากช่องคลอดขึ้นสู่
3. สังเกตและบันทึกสี กลิ่น ปริมาณน้ำคร่ำทุกเวรเพื่อประเมินความรุนแรงของการติดเชื้อ
4.ดูแลให้ยาปฏิชีวนะตามเวลาพร้อมสังเกตอาการแพ้ เพราะยาปฏิชีวนะจะช่วยยับยั้งและทำลายเชื้อแบคทีเรียเพื่อป้องกันและรักษาภาวะติดเชื้อในมารดาและทารก (Intraamniotic infection)
5.ตรวจเพาะเชื้อทางช่องคลอดและปากมดลูกตามแผนเพื่อระบุชนิดของเชื้อแบคทีเรียได้อย่างถูกต้อง
เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ก่อนปอดทารกเจริญเต็มที่เนื่องจากปริมาณน้ำคร่ำลดลงจากถุงน้ำคร่ำแตก
ข้อมูลสนับสนุน
S: มารดาบอกว่า "เริ่มมีอาการปวดท้องตึงเล็กน้อยเป็นครั้งคราว"
O : มารดา G2P1A0 อายุครรภ์ 32 สัปดาห์ โดยคิดจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย (LMP 26พฤศจิกายน 2568) และวันกำหนดคลอด (EDC 2 กันยายน 2569)
O : พบมดลูกหดรัดตัวระดับปานกลาง (moderate uterine contraction) ความถี่ 1 ครั้งทุก 20 นาที
เกณฑ์การประเมินผล
ยืดเวลาตั้งครรภ์ได้อย่างน้อย 48-72 ชั่วโมง เพื่อให้ยาสเตียรอยด์ครบ
2.มดลูกหดร้ายน้อยกว่า 4 ครั้ง/ชั่วโมง ไม่มีความ รุนแรงเพิ่ม
3.ปากมดลูกยังไม่เปิดหรือเปิดน้อยกว่า 2 ซม.
4.ได้รับยาสเตียรอยด์ครบ 2 ครั้ง ห่างกัน 24 ชั่วโมง
กิจกรรมการพยาบาล
นอนพักผ่อนบนเตียง หนุนสะโพกสูงเล็กน้อย จำกัดกิจกรรมหนักเพื่อลดแรงกดของส่วนนำทารกต่อปากมดลูก
สังเกตความถี่ ความรุนแรง การหดรัดตัวทุก 1-2 ชั่วโมงเพื่อประเมินความก้าวหน้าของการเข้าสู่ระยะคลอด ก่อนกำหนด (Preterm labor)
ดูแลให้ยาคลายการหดรัดตัว เฝ้าดูผลข้างเคียง เช่น หัวใจเต้นเร็ว, คลื่นไส้, ความดันตก เพราะยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก (Tocolytic drugs)
อธิบายเหตุผลการพักผ่อนและยาที่ได้รับ เพื่อให้มารดาเข้าใจถึงความสำคัญของการนอนนิ่งๆ บนเตียง และความจำเป็นของยา
เตรียมยาแมกนีเซียมซัลเฟต ถ้าอายุครรภ์ < 32 สัปดาห์
เพื่อปกป้องประสาททารก เพราะยา Magnesium sulfate
มีฤทธิ์ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองพิการ (Cerebral palsy)
วิตกกังวลและขาดความรู้เกี่ยวกับภาวะและการปฏิบัติตัว
ข้อมูลสนับสนุน
S: มารดาให้ข้อมูลว่า “มีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของทารกในครรภ์”
S: มารดาให้ข้อมูลว่า "พักผ่อนได้ลดลง เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับอาการ
ที่เกิดขึ้นและการรักษาในโรงพยาบาล"
เกณฑ์การประเมินผล
1.ผู้ป่วยอธิบายสาเหตุ, ความเสี่ยง, แผนการรักษาได้ถูกต้อง
2.บอกสัญญาณอันตรายที่ต้องแจ้งพยาบาลได้ครบ ถ้วน
3.ร่วมมือในการรักษาและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ
4.สังเกตอาการวิตกกังวลลดลง พูดคุยได้, นอนหลับได้ดีขึ้น
กิจกรรมการพยาบาล
1.อธิบายด้วยภาษาเข้าใจง่าย ทบทวนซ้ำตามความเหมาะสม เพราะความเครียดและความวิตกกังวลจะลดความสามารถในการเปิดรับข้อมูล
2.สอนสัญญาณอันตราย ไข้, ปวดท้องมาก, น้ำคร่ำเหม็น/ขุ่น, เลือดออก, ลูกดิ้นน้อย เพื่อให้มารดามีความรู้และส่วนร่วมในการเฝ้าระวังตนเอง
3.เปิดโอกาสซักถาม ให้กำลังใจและอัปเดตความคืบหน้า เพราะการระบายความรู้สึกและการได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของตนเองและลูก จะช่วยลดความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้
4.แนะนำให้ญาติเข้าเยี่ยมตามระเบียบเพื่อลดความกังวล
เสี่ยงต่อภาวะ Fetal distress เนื่องจากปริมาณน้ำคร่ำลดลงจากถุง น้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
ข้อมูลสนันสนุน
S: มารดาให้ข้อมูลว่า "สามารถรับรู้การดิ้นของทารกได้"
O: มีภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด (PPROM) ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำคร่ำในโพรงมดลูกลดน้อยลง
O: ผลการประเมินระดับยอดมดลูกพบ 3/4 > 0 ซึ่งสัมพันธ์กับอายุครรภ์ ทารกมีส่วนนำเป็นท่าศีรษะ ทารกท่าซ้าย(OL)
O: อัตราการเต้นของหัวใจทารกแรกรับเท่ากับ 140 ครั้ง/นาที สม่ำเสมอ
เกณฑ์การประเมิน
1. หัวใจทารกสม่ำเสมอ 120-160 ครั้ง/นาที; มีการเร่ง ตัวตามการดิ้น ไม่มีชะลอตัวผิดปกติ
3. ไม่มีสัญญาณสายสะดือหลุด ปริมาณน้ำคร่ำยังเพียงพอ
4.ผล NST เป็นบวก (ปกติ)
2.ทารกดิ้นสม่ำเสมอ ผู้ป่วยนับลูกดิ้นได้ 210 ครั้ง/2 ชั่วโมง
กิจกรรมการพยาบาล
1. ฟังหัวใจทารกทุก 15-30 นาทีช่วงแรก ต่อมาทุก 1-2 ชั่วโมง, ทำ NST วันละ 1-2 ครั้ง เพราะภาวะ น้ำคร่ำน้อยทำให้สายสะดือมีโอกาสถูกกดทับได้ง่าย
2.สอนนับลูกดิ้นพร้อมแจ้งทันทีถ้าดิ้นน้อยหรือไม่ดิ้น เพราะการดิ้นของทารกสะท้อนถึงระดับออกซิเจนที่ได้รับหากทารกดิ้นน้อยลง (< 10 ครั้ง/2 ชั่วโมง) เป็นสัญญาณเตือนขั้นวิกฤตว่าทารกกำลังอยู่ในภาวะอันตราย
3.ถ้าสงสัยสายสะดือหลุด จัดท่าหนุนสะโพกสูงสุด, กดท้องข้างบนปากมดลูกเบาๆ, เตรียมเข้าห้องคลอดทันที
4.ตรวจปริมาณน้ำคร่ำด้วยอัลตราซาวด์ตามแผน เพื่อประเมินค่าดัชนีน้ำคร่ำ (AFI) เป็นระยะ หากน้ำคร่ำแห้งหรือลดลงวิกฤต
ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษา
Ampicillin. (Penicillin antibiotic (B-lactam antibiotic))
2 g IV ทุก 6 ชั่วโมง นาน 48 ชั่วโมง
Amoxicillin(Penicillin antibiotic (Aminopenicillin))
500 mg PO วันละ 3 ครั้ง จนครบ 5 วัน (ต่อเนื่องหลัง Ampicillin รวมการรักษา 7 วัน)
Betamethasone (Corticosteroid)
12 mg IM จำนวน 2 ครั้ง ห่างกัน 24 ชั่วโมง
Nifedipine (Calcium channel blocker (Tocolytic)