Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
เคสกรณีศึกษา - Coggle Diagram
เคสกรณีศึกษา
ข้อมูลเคส
จากเคส ผู้ป่วยเพศหญิงอายุ 35 ปี อายุครรภ์ 37+6 Wks ปฏิเสธโรคประจำตัว ไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ ผลอัลตร้าซาวด์ทารกน้ำหนัก 3 กิโลกรัม พบศรีษะอยู่ด้านล่าง (Vertex presentation)ไม่พบความผิดปกติ
-
PI : หญิงตั้งครรภ์ G2P1A0 L1 by Ga 37+6 week ฝากครรภ์สม่ำเสมอ ไม่มีโรคประจำตัวและไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เข้ารับการรักษาเพื่อชักนำการคลอดตามแผนการรักษา แรกรับตรวจ CTG พบ FHR ปกติ มี uterine contraction 1 ครั้งต่อ 10 นาที ปากมดลูกยังปิด ได้รับ epidural anesthesia และได้รับยา Dinoprostone 3 mg ทางช่องคลอดเพื่อชักนำการคลอด 7 ชั่วโมง หลังชักนำการคลอด ปากมดลูกเปิด 4 เซนติเมตร FHR 135-155 ครั้ง/นาที มี uterine contraction 4 ครั้งต่อ 10 นาที แพทย์ทำ Artificial Rupture of Membrane (ARM) 35 นาทีหลัง ARM ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก และหายใจลำบาก ร่วมกับพบ FHR ลดลงอย่างเฉียบพลัน หลังจากนั้นไม่นานผู้ป่วยมีอาการใบหน้าเขียวคล้ำ หมดสติ ความดันโลหิตลดต่ำลงและเข้าสู่ภาวะช็อก แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นสงสัยภาวะ Amniotic Fluid Embolism (AFE) จึงทำการผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน คลอดทารกเพศชาย น้ำหนัก 2,958 กรัม APGAR scores นาทีที่ 1 = 3 คะแนน นาทีที่ 5 = 5 คะแนน นาทีที่ 10 = 7 นาที ระหว่างและหลังผ่าตัดพบภาวะ Disseminated Intravascular Coagulation (DIC) ร่วมกับมีเลือดออกจำนวนมาก ได้รับการให้เลือดและส่วนประกอบของเลือดปริมาณมาก พร้อมได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตอย่างใกล้ชิด
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต (PH) : ปฏิเสธประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ปฏิเสธโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอดส์ ซิฟิลีส หนองใน เป็นต้น ปฏิเสธการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง เช่น วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น และปฏิเสธการ แพ้ยาแพ้อาหาร
ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว (FH) : ปฏิเสธประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว ปฏิเสธโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอดส์ ซิฟิลิส หนองใน เป็นต้น ปฏิเสธการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง เช่น วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น บุคคลในครอบครัวไม่มีการตั้งครรภท์ ผิดปกติ เช่น แท้ง ตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก ครรภ์เป็นพิษ คลอดติดไหล่ เป็นต้น
ข้อวินิจฉัยการพยาบาล
.
-
-
เนื้อเยื่อได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ (Ineffective Tissue Perfusion) เนื่องจากภาวะหัวใจและหลอดเลือดล้มเหลวเฉียบพลันจากภาวะน้ำคร่ำอุดกั้นในกระแสเลือดมารดา
-
-
เกณฑ์การประเมิน
- ความดันโลหิตไม่น้อยกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท หรืออยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตามสภาพผู้ป่วย
- ชีพจร 60-100 ครั้ง/นาที และมีความแรงสม่ำเสมอ
- ปริมาณปัสสาวะไม่น้อยกว่า 0.5 มิลลิลิตร/กิโลกรัม/ชั่วโมง
- Capillary Refill Time น้อยกว่า 2 วินาที
- ผิวหนังอบอุ่น ไม่ซีด ไม่เขียวคล้ำ
- ระดับความรู้สึกตัวปกติ สามารถตอบสนองได้ดี
- ไม่มีอาการและอาการแสดงของภาวะช็อก
- ค่า Oxygen Saturation มากกว่าหรือเท่ากับ 95%
- ไม่พบภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือภาวะหัวใจล้มเหลวเพิ่มขึ้น
กิจกรรมการพยาบาล
- ประเมินและติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด ติดตามความดันโลหิต ชีพจร อัตราการหายใจ อุณหภูมิร่างกาย และค่า Oxygen Saturation ทุก 5-15 นาทีในระยะวิกฤต พร้อมเปรียบเทียบกับค่าครั้งก่อนเพื่อประเมินแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนโลหิต หากพบว่าความดันโลหิตลดลง ชีพจรเบาเร็ว หรือมีค่าออกซิเจนในเลือดลดลง ควรรายงานแพทย์ทันที เหตุผล: ภาวะ AFE ทำให้เกิดการล้มเหลวของระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้ Cardiac Output ลดลง การติดตามสัญญาณชีพอย่างต่อเนื่องช่วยให้สามารถประเมินประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือดและตรวจพบภาวะช็อกได้อย่างรวดเร็ว
- ประเมินการไหลเวียนเลือดส่วนปลายอย่างสม่ำเสมอ ประเมินสีผิว อุณหภูมิผิวหนัง ความชุ่มชื้นของผิวหนัง ลักษณะของเล็บ และ Capillary Refill Time ทุก 1-2 ชั่วโมง พร้อมสังเกตอาการปลายมือปลายเท้าเย็น ซีด หรือเขียวคล้ำ รวมถึงเปรียบเทียบความผิดปกติของแขนและขาทั้งสองข้าง เหตุผล: เมื่อปริมาณเลือดที่หัวใจสูบฉีดลดลง ร่างกายจะส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญก่อน ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนปลายลดลง การประเมินดังกล่าวช่วยสะท้อนประสิทธิภาพของการไหลเวียนเลือดในร่างกาย
3.ประเมินระดับความรู้สึกตัว การรับรู้บุคคล เวลา และสถานที่ การตอบสนองต่อคำสั่ง การเคลื่อนไหวของแขนขา รวมถึงอาการสับสน กระสับกระส่าย หรือซึมลง พร้อมบันทึกการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เหตุผล: สมองเป็นอวัยวะที่ต้องการออกซิเจนและเลือดอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัวอาจเป็นสัญญาณแรกของการที่สมองได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ
- บันทึกสารน้ำเข้าและออกจากร่างกายอย่างเคร่งครัด บันทึกปริมาณสารน้ำที่ได้รับทางหลอดเลือดดำ ปริมาณเลือดที่สูญเสีย ปริมาณปัสสาวะ และสารคัดหลั่งต่าง ๆ อย่างละเอียด พร้อมประเมินปริมาณปัสสาวะทุกชั่วโมง โดยอาจใส่สายสวนปัสสาวะตามแผนการรักษาเพื่อความแม่นยำในการติดตาม เหตุผล: ปริมาณปัสสาวะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงไต หากปัสสาวะลดลงอาจบ่งบอกว่าร่างกายกำลังอยู่ในภาวะพร่องเลือดไปเลี้ยงอวัยวะ
- ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจและประเมินการทำงานของหัวใจอย่างต่อเนื่อง ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่อง สังเกตอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจ รวมถึงประเมินอาการแน่นหน้าอก ใจสั่น หรืออาการที่บ่งบอกถึงภาวะหัวใจทำงานผิดปกติ พร้อมรายงานแพทย์เมื่อพบความผิดปกติ เหตุผล: AFE อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจห้องล่างขวาล้มเหลวเฉียบพลันและภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ส่งผลให้การสูบฉีดเลือดของหัวใจลดลงและเกิดภาวะพร่องเลือดไปเลี้ยงอวัยวะ
- ดูแลให้ได้รับสารน้ำ เลือด และส่วนประกอบของเลือดตามแผนการรักษา ดูแลการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เลือด และส่วนประกอบของเลือดตามแผนการรักษา พร้อมเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากการให้สารน้ำและการให้เลือด เช่น ภาวะน้ำเกิน อาการแพ้เลือด หรือภาวะหายใจลำบาก เหตุผล: การได้รับสารน้ำและเลือดอย่างเพียงพอช่วยเพิ่มปริมาตรเลือดในระบบไหลเวียน เพิ่มการนำออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อ และช่วยรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
- ดูแลให้ได้รับยากระตุ้นความดันโลหิตและยาช่วยการบีบตัวของหัวใจตามแผนการรักษา ดูแลการให้ยาตามแผนการรักษา เช่น Vasopressors หรือ Inotropic drugs พร้อมติดตามผลการรักษาและผลข้างเคียงของยาอย่างใกล้ชิด รวมถึงประเมินความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจอย่างต่อเนื่อง เหตุผล: ยากลุ่มดังกล่าวช่วยเพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ เพิ่มความดันโลหิต และส่งเสริมให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญได้อย่างเพียงพอ
- เฝ้าระวังภาวะช็อกและภาวะล้มเหลวของอวัยวะสำคัญ สังเกตอาการความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเบาเร็ว หายใจเร็ว ผิวหนังเย็นชื้น ปัสสาวะออกน้อย ซึมลง หรือหมดสติ รวมทั้งติดตามผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง เช่น Lactate, ABG และการทำงานของไตเหตุผล: AFE เป็นภาวะที่สามารถทำให้เกิด Cardiovascular Collapse และ Multiple Organ Failure ได้อย่างรวดเร็ว การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดช่วยให้สามารถให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที
9.ดูแลให้ผู้ป่วยพักผ่อนบนเตียงอย่างเคร่งครัด ( Absolute Bed Rest ) ลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น และจัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ พร้อมรวบรวมกิจกรรมการพยาบาลให้ทำในคราวเดียวเพื่อลดการใช้ออกซิเจนของร่างกาย เหตุผล: การพักผ่อนช่วยลดการใช้ออกซิเจนของร่างกาย ลดภาระการทำงานของหัวใจ และช่วยให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ช่วยฟื้นคืนชีพและประสานงานกับทีมสหสาขาวิชาชีพตรวจสอบความพร้อมของเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า รถฉุกเฉิน ยากู้ชีพ เครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์เปิดเส้นเลือดขนาดใหญ่ พร้อมประสานงานกับสูติแพทย์ วิสัญญีแพทย์ พยาบาลวิกฤต และธนาคารเลือดอย่างต่อเนื่อง เหตุผล: ผู้ป่วย AFE มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะหัวใจหยุดเต้นและระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวเฉียบพลัน การเตรียมความพร้อมของบุคลากรและอุปกรณ์ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มีภาวะช็อค เนื่องจากการอุดกั้นการไหลเวียนโลหิตในปอดและหัวใจขวาล้มเหลวเฉียบพลัน จากภาวะน้ำคร่ำอุดกั้นในกระแสเลือดร่วมกับภาวะ DIC
ข้อมูลสนับสนุน
-
-
-
-
-
-
O: Hb ลดลงจาก 11.8 g/dL (Admission) เหลือ 7.9 g/dL (Day 1 เวลา 20:55 น.) และ 7.8 g/dL (Day 2)
Platelet ลดลงจาก 332 ×10³/uL (Admission) เหลือ 96 ×10³/uL (Day 1 เวลา 20:55 น.)
PT เพิ่มขึ้นจาก 10.4 sec เป็น 16.5 sec (Day 1 เวลา 20:55 น.)
APTT เพิ่มขึ้นจาก 27.8 sec เป็น 48.6 sec (Day 1 เวลา 20:55 น.)
Fibrinogen ลดลงเหลือ 90.5 mg/dL (Day 1 เวลา 20:55 น.)
D-dimer >10,000 ng/mL (Day 1 เวลา 20:55 น.)
-
เกณฑ์การประเมิน
1.ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ที่เพียงพอต่อการไหลเวียนเลือด (SBP ≥ 90 mmHg หรือ MAP ≥ 65 mmHg) ค่า SpO₂ ≥ 95%
-
-
-
กิจกรรมการพยาบาล
- ประเมินและติดตามสัญญาณชีพ ได้แก่ ความดันโลหิต ชีพจร อัตราการหายใจ ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด และระดับความรู้สึกตัวอย่างใกล้ชิดทุก 5-15 นาที เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะช็อกและการตอบสนองต่อการรักษา
- ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะพร่องออกซิเจน เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หอบเหนื่อย เขียวคล้ำ กระสับกระส่าย หรือซึมลง พร้อมติดตามผล ABG และ SpO₂ อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนก๊าซและการได้รับออกซิเจนของร่างกาย
- ดูแลให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูงหรือดูแลการใช้เครื่องช่วยหายใจตามแผนการรักษา เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือดและป้องกันภาวะพร่องออกซิเจนของอวัยวะสำคัญ
- ดูแลให้ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ยากระตุ้นความดันโลหิต และส่วนประกอบของเลือดตามแผนการรักษา พร้อมติดตามการตอบสนองต่อการรักษา เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดหมุนเวียน รักษาความดันโลหิต และแก้ไขภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
- ประเมินและเฝ้าระวังภาวะเลือดออกจากภาวะ DIC ได้แก่ เลือดออกทางช่องคลอด เลือดซึมจากแผลผ่าตัด จุดเจาะเลือด และจ้ำเลือดตามร่างกาย พร้อมติดตามผลตรวจ Hb, Hct, Platelet count, PT, APTT, Fibrinogen และ D-dimer อย่างต่อเนื่อง
- บันทึกสารน้ำเข้า-ออกจากร่างกายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะปริมาณปัสสาวะทุกชั่วโมง เพื่อประเมินการทำงานของไตและประสิทธิภาพการกำซาบเลือดไปยังอวัยวะสำคัญ
- เตรียมอุปกรณ์กู้ชีพและยาฉุกเฉินให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา และรายงานแพทย์ทันทีเมื่อพบอาการแสดงของภาวะช็อกรุนแรงหรืออาการทรุดลง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
-
ผู้คลอดเสี่ยงต่อการได้รับอันตราย จากภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากพยาธิสภาพของภาวะน้ำคร่ำอุดกั้นหลอดเลือดในปอด ได้แก่ ปอดบวมน้ำ การตกเลือดอย่างรุนแรงและภาวะช็อค
-
กิจกรรมการพยาบาล
- ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะปอดบวมน้ำ ภาวะตกเลือด และภาวะช็อค ได้แก่ ความรู้สึกตัว อาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก ซีด จะออกตัวเย็น ใบหน้าปลายมือปลายเท้าเขียว เป็นต้น
- ประเมินสัญญาณชีพและความอิ่มตัวออกซิเจนของฮีโมโกลบินจากชีพจรของมารดาอย่างต่อเนื่อง ( กรณีมีเครื่องมือ) หรือประเมินสัญญาณชีพทุก 15 นาที (กรณีไม่มีเครื่องติดตามอย่างต่อเนื่อง) และวัด ความดันในหลอดเลือดดำ ส่วนกลาง (Central venous pressure: CVP)
- ประสานทีมงานห้องผ่าตัด และจองเตียง ICU เพื่อรับย้าย มารดา
- บันทึกปริมาณน้ำเข้าออก (intake- output) บันทึกปริมาณ ปัสสาวะ โดยใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ เนื่องจากในผู้คลอดที่เลือดออกมากจะเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้
- ดูแลให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เลือดและส่วนประกอบของเลือดให้ เพียงพอกับความต้องการของ ร่างกาย ด้วยความระมัดระวัง และตามแผนการรักษาของแพทย์
- เฝ้าระวังสังเกตบันทึกลักษณะเลือดออกผิดปกติ สังเกตและบันทึกจำนวนเลือดที่ออกทางช่องคลอด
- ประเมินและบันทึกการหดรัดตัวของมดลูก ด้วยเครื่อง EFM หรือทุก 5-15 นาที
- ติดตามอาการและอาการแสดงอย่างใกล้ชิด และรายงาน แพทย์ทันทีเมื่อพบอาการและอาการแสดงที่ ผิดปกติ
เกณฑ์การประเมินผล
- ผู้คลอดไม่มีภาวะเกร็ง หยุดหายใจ เขียวทั้งตัว
-
-
-
- ความดันโลหิต 90/60-140/90 มิลลิเมตรปรอท
- ไม่มีภาวะ เลือดออกผิดปกติ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการอยู่ในเกณฑ์ปกติ
-
ผลแล็ป
Blood test
-
Day 1 20:55
WBC 9.1 x10³/uL. Hb 7.9 g/dL
Platelet 96 x10³/uL
PT 16.5 sec
APTT 48.6 sec
Fibrinogen 90.5 mg/dL
D-dimer >10,000 ng/mL
Day 2 05:57
WBC 8.4 x10³/uL
Hb 7.8 g/dL
Platelet 127 x10³/uL
PT 11.3 sec
APTT 28.2 sec
Fibrinogen 278.2 Mg/dl
Day 3 04:23
WBC 10.8 x10³/uL
Hb 9.7 g/dL
Platelet 138 x10³/uL
PT 11.4 sec
APTT 29.3 sec
Fibrinogen 450.4 Mg/dl
บรรณานุกรม
- กระทรวงสาธารณสุข. (2564). แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลภาวะฉุกเฉินทางสูติศาสตร์. กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข.
- เกษมศรี ศรีสุพรรณดิฐ. (ม.ป.ป.). ภาวะนํ้าครํ่าอุดตันในกระแสเลือด (Amniotic fluid embolism) ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
- ฉวีวรรณ ธงพานิช. (2561). การพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต: บุคคลที่มีปัญหาระบบหายใจและไหลเวียนโลหิต.คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
- ธีระ ทองสง. (2564). สูติศาสตร์ (Obstetrics) (พิมพ์ครั้งที่ 6). ลักษมีรุ่ง.
- บุญศรี จันทร์รัชชกูล. (2563, 4 ตุลาคม). ภาวะนํ้าครํ่าอุดตันหลอดเลือดที่ปอดขณะคลอด (Amniotic fluidembolism). โรงพยาบาลสมิติเวช.
- ปิยะพร ศิษย์กุลอนันต์ และคณะ. (2566). การพยาบาลสูติศาสตร์: ปฏิบัติการพยาบาลผดุงครรภ์ (พิมพ์ครั้งที่ 7). สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
- ผ่องศรี ศรีมรกต และคณะ. (2566). การพยาบาลมารดาในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และหลังคลอด (ฉบับปรับปรุง). สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดล.
- พริ้มเพรา พงศ์สุวรรณ. (2563). การพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต: แนวคิดและการปฏิบัติ. โครงการสวัสดิการวิชาการสถาบันพระบรมราชชนก
- วรรณรัตน์ จงเจริญยานนท์. (2562). การพยาบาลสูติศาสตร์ เล่ม 1. คณะพยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
- วิทยา ถิฐาพันธ์. (2562). ภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรมที่รุนแรงและวิกฤต. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
- ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. (2563). การเฝ้าระวังทารกในครรภ์ระยะคลอด (Intrapartumfetal monitoring).
- สุพรรณี อมรธีระวัฒน์. (2565). การพยาบาลครอบครัวในภาวะเจ็บป่วยวิกฤต. วารสารสภาการพยาบาล,37(2), 15–28.
- Carlson, K., & Vadakekut, E. S. (2026). Amniotic fluid embolism. In StatPearls. StatPearls
Publishing.
- MSD Manual Professional Edition. (2025). Amniotic fluid embolism.
-