Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในระยะตั้งครรภ์, (ถุงน้ำดีและตับ,…
การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในระยะตั้งครรภ์
ระบบทางเดินหายใจ
Chemical/hormonal changes
Progesterone เพิ่มขึ้น 🔼
เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจ
เกิดการขยายตัวของหลอดลม
เกิดภาวะเลือดคั่งและอาการบวมน้ำ
70% ของมารดาเกิดภาวะหายใจลำบาก ( Dyspnea )
Prostaglandins เพิ่มขึ้น 🔼
Prostaglandin F2a ส่งผลให้เกิดภาวะหลอดลมหดเกร็ง
แรงต้านของการหายใจเพิ่มมากขึ้น 🔼
Mechanical effects / Lung volumes and Chest wall
การตั้งครรภ์ : ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของมดลูก
เมื่อหายใจออกแรงดันในช่องท้อง (gastric pressure) เพิ่มมากขึ้น 🔼
กะบังลมถูกดันขึ้นด้านบน 🔼
Oesophageal pressure เพิ่มมากขึ้น 🔼
ปริมาตรอากาศที่หายใจออกได้เต็มที่ (ERV) ลดลง 🔽
เพื่อรักษาให้ TLC (ความจุรวมของปอด) เท่าเดิม
Tidal Volume เพิ่มขึ้น 🔼 , Respiratory Rate คงเดิม =
Minute ventilation เพิ่มขึ้น 🔼
1 more item...
ปริมาตรอากาศที่เหลืออยู่ในปอด (FRC) ลดลง 🔽
มุมใต้ซี่โครง (subcostal angle) ที่ระดับลิ้นปี่จะเพิ่มขึ้นจาก 68.5 องศาเป็น 103.5 องศา
Abdomen dimensions, Ribcage dimensions เพิ่มขึ้น 🔼
เพิ่มการขยายตัวของทรวงอก 🔼
1 more item...
ภาวะแทรกซ้อนทางระบบหายใจ
Respiratory Infections
Influenza & Pneumonia
พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนแก๊สลดลง ทำให้ติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่ายและรุนแรง
Inactivated Influenza Vaccine : ทุกไตรมาส แต่แพทย์มักแนะนำให้ฉีดเมื่ออายุครรภ์ 12-16 สัปดาห์ขึ้นไป
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
การขยายตัวของมดลูกไปดันกะบังลมประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อยง่ายและแน่นหน้าอก
เปลี่ยนท่านอนเป็นท่าตะแคงซ้าย และใช้หมอนหนุนศีรษะและลำตัวส่วนบนให้สูงขึ้นเล็กน้อย
Asthma (4% - 8%)
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้อาการหอบหืดรุนแรงขึ้นได้ในหญิงตั้งครรภ์ประมาณ 40%
ระบบทางเดินปัสสาวะ
ท่อไต
มดลูกขยายตัวทำให้ท่อไตถูกกดทับ
ปัสสาวะไหลสู่กระเพาะปัสสาวะลำบาก
ปัสสาวะคั่งมากขึ้น
เสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
ส่งเสริมให้ปัสสาวะทุก 2-4 ชั่วโมง ไม่กลั้นปัสสาวะ
แนะนำการทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์จากด้านหน้าไปด้านหลัง
แนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตร
สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
สังเกตอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ไข้ ปัสสาวะแสบขัด
ไต
ปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้น
Renal blood flow เพิ่มขึ้น
กรองของเสียเพิ่มขึ้น Glomerular Filtration Rate (GFR) เพิ่มขึ้น
ปัสสาวะบ่อย
ร่างกายขับของเสีย BUN/Creatinine เพิ่มขึ้น
ค่า BUN/Creatinine ในเลือดลดลง
ปริมาณกลูโคสและโปรตีนในท่อไตมากเกินไป
การดูดซึมกลับได้ไม่หมด
พบ Glycosuria และ Proteinuria เล็กน้อย
ไตทำงานหนักขึ้น
ไตขยายขนาดขึ้น
กระเพาะปัสสาวะ
ไตรมาสที่ 1
มดลูกกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ
ไตรมาสที่ 3
ส่วนนำของทารกกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ
ความจุของกระเพาะปัสสาวะลดลง
ระบบทางเดินอาหาร
ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
Reraxin เพิ่มขึ้น
เอ็นหย่อนตัว
ข้อต่อไม่มั่นคง
ปวดหลัง/ปวดเชิงกราน/เสี่ยงหกล้ม
พยาบาลประเมินอาการปวด
ส่งเสริมท่าทางที่ถูกต้อง
แนะนำสายรัดพยุงครรภ์
ป้องกันการหกล้ม
Estrogen และ Progesterone เพิ่มขึ้น
คั่งน้ำในเนื้อเยื่อ
กดทับเส้นประสาท
Carpal Tunnel Syndrome
ประเมินอาการชาปลายนิ้วมือ/ปวดข้อมือ/มืออ่อนแรง/หยิบจับสิ่งของลำบาก
ลดการใช้งานข้อมือ
จัดท่าข้อมือที่เหมาะสม
มดลูกโตและน้ำหนักตัวเพิ่ม
จุดศูนย์ถ่วงเปลี่ยน
ปวดหลังส่วนล่าง
สอนท่าทางที่ถูกต้อง
ออกกำลังกายที่เหมาะสม
นอนตะแคงซ้ายและใช้หมอนรอง
Lumbar lordosis เพิ่ม
ระบบเลือด
ปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น (Blood Volume Expansion)
Blood volume ในร่างกายเพิ่มขึ้น 30-50%
Plasma volume
เพิ่ม 50-55%
เริ่มเพิ่มตั้งแต่อายุครรภ์ 6 สัปดาห์ และสูงสุดช่วง 30-34 สัปดาห์
RBC mass
เพิ่มประมาณ 33%
ครรภ์แฝดอาจเพิ่ม 60-70%
ผลที่เกิดขึ้น
Plasma เพิ่มเร็วกว่า RBC ทำให้เกิด Hemodilution
ค่า Hematocrit ลดลง เกิดภาวะซีด Physiologic anemia of pregnancy
ผลทางห้องปฏิบัติการ
Hb ลดลงเล็กน้อย < 11 gm/ml
การพยาบาลระยะตั้งครรภ์
การประเมิน
1.ซักประวัติ
เลือดออกผิดปกติ
ประวัติโรคเลือด
ธาลัสซีเมีย
2.ตรวจร่างกายเฝ้าระวังภาวะโลหิตจาง
เยื่อบุตาซีด
ประเมินอาการอ่อนเพลีย
ประเมินอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ
3.ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
MCV , MCH
Hb
Hct
Platelet count
Hct ลดลงเล็กน้อย < 33%
เม็ดเลือดขาว (WBC)
ค่าปกติ
5,000-10,000 cell/ml
ขณะตั้งครรภ์
14,000-16,000 cell/ml
สัมพันธ์กับ granulocyte เพิ่มขึ้น
ระยะคลอด
คลอดปกติ
สูงถึง 20,000 cell/ml
ผ่าตัดคลอด
สูงถึง 25,000-30,000 cell/ml
สาเหตุที่เพิ่มขึ้น
ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง เช่น คอร์ติซอล
ร่างกายเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
การตอบสนองของภูมิคุ้มกัน
Granulocyte ที่เพิ่มขึ้น
Neutrophil
Eosinophil
Basophil
Monocyte
Lymphocyte
ปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (Coagulation Factors)
Fibrinogen พวก factor VII,VIII,IX,X เพิ่มขึ้น 50 %
จาก 300 → 450 mg/dl
Platelet เพิ่มขึ้น แต่ความเข้มข้นลดลง
จาก Hemodilution
ผลของ fibrinogen ที่เพิ่มขึ้น
เลือดแข็งตัวง่ายขึ้น เพื่อป้องกันการเสียเลือด
เสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังคลอด
ความเสี่ยง
ทำให้เกิดภาวะ Hypercoagulable state ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด Venous Thromboembolism ซึ่งมีโอกาสเกิดเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่าเมื่อเทียบกับคนทั่วไป
การป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
ส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกาย
หลีกเลี่ยงการนั่งหรือนอนนาน
ดื่มน้ำเพียงพอ
สังเกต
ขาบวมข้างเดียว
ปวดน่อง
หายใจเหนื่อยเฉียบพลัน
กระบวนการเกิดลิ่มเลือด
หลอดเลือดหดรัดตัว (vasocinstriction)
2.เกล็ดเลือดเกาะกลุ่ม (Platelet plug formation)
3.ไฟบรินจับตัว (Fibrin formation)
4.เกิดลิ่มเลือด (Clot formation)
เม็ดเลือดแดง (Red Cell)
เพิ่มขึ้น
33% หรือ 450ml
ความต้องการธาตุเหล็ก 1000 mg
สร้างเม็ดเลือดแดง 500 mg
การป้องกัน
ควรได้รับธาตุเหล็กเสริมวันละ 30-60 mg/day
กรณี ครรภ์แฝด ควรได้รับธาตุเหล็กเสริมวันละ 60-100 mg/day
การให้ธาตุเหล็กโดยการฉีด เช่น inferon สำหรับรายที่มีปัญหาดูดซึมธาตุเหล็กไม่ดี
แนะนำอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์ ผักใบเขียวสีเข้ม
ทารกใช้ 300 mg
สูญเสียทางขับถ่าย 200 mg
Serum iron ลดลง
ร่างกายต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น
ระบบผิวหนัง
ระบบผิวหนัง (Integumentary System)
🎨 การเปลี่ยนแปลงของสีผิว (Pigmentation)
Melasma (ฝ้า)
เกิดที่หน้า (แก้ม หน้าผาก จมูก)
เกิดจาก Estrogen + Progesterone ↑
Linea nigra
เส้นดำกลางหน้าท้อง
จาก Melanin ↑
Areola เข้มขึ้น
อวัยวะเพศ/รักแร้คล้ำขึ้น
🪢 การยืดขยายของผิวหนัง
Striae gravidarum (แตกลาย)
สีชมพู/ม่วง → จางเป็นขาว
พบที่ ท้อง เต้านม สะโพก ต้นขา
เกิดจากผิวถูกยืด + collagen ฉีก
ผิวหนังบางลง/ตึง
🩸 หลอดเลือดผิวหนัง
Spider angioma
เส้นเลือดฝอยแผ่เหมือนแมงมุม
พบบริเวณหน้า คอ แขน
Palmar erythema
ฝ่ามือแดง
จาก Estrogen ↑
เส้นเลือดขอด (Varicose vein)
ขา / อวัยวะเพศ
จากมดลูกกดหลอดเลือด
💧 ต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน
เหงื่อออกมาก ↑
Sebaceous gland ↑
อาจเกิดสิว
🧴 อาการทางผิวหนังที่พบบ่อย
คันผิวหนัง (pruritus)
ผิวแห้ง
ตุ่มผื่นในครรภ์ (เช่น PUPPP)
การพยาบาลและการดูแลทั่วไป (Nursing Care & Self-care)
1.หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
-แนะนำให้หลีกเลี่ยงน้ำอุ่นจัดในการอาบน้ำ
เนื่องจากความร้อนจะกระตุ้นให้เส้นเลือดขยายตัว
และคันมากขึ้น ควรอาบน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำเย็น
2.รักษาความชุ่มชื้น: ทาโลชั่นบำรุงผิว (Emollients)
หรือเจลว่านหางจระเข้ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและแอลกอฮอล์ทันทีหลังอาบน้ำ เพื่อลดความแห้งตึงของผิว
3.ลดการเกา: แนะนำให้ผู้ป่วยใช้วิธีประคบเย็น
(Cold compression) หรือลูบเบาๆ แทนการเกา
ตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันผิวหนังถลอก
และติดเชื้อแบคทีเรีย
ระบบสืบพันธุ์
1. มดลูก (Uterus)
การขยายขนาด: เซลล์กล้ามเนื้อมดลูกจะยืดและขยายใหญ่ขึ้น (Hypertrophy) ทำให้น้ำหนักมดลูกเพิ่มขึ้นจากประมาณ 60 - 70 กรัม เป็นประมาณ 1,100 กรัม และปริมาตรเพิ่มขึ้นจาก 10 มล. เป็น 1,000 - 1,200 มล.
เลือดไปเลี้ยงเพิ่มขึ้น: หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงมดลูกจะขยายตัวและเพิ่มจำนวนขึ้นเพื่อรองรับทารก
• การหดรัดตัว: มีการหดรัดตัวแบบไม่เจ็บปวด (Braxton Hicks contractions) เกิดขึ้นเป็นระยะตลอดการตั้งครรภ์
· การพยาบาล:
แนะนำวิธีจัดการกับอาการปวดเตือน (Braxton Hicks) ด้วยการเปลี่ยนท่าทางและการหายใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับสัญญาณอันตราย เช่น หากมีเลือดออกหรือปวดเกร็งรุนแรงให้รีบมาพบแพทย์
3. ช่องคลอดและอวัยวะเพศภายนอก (Vagina & Vulva)
สารคัดหลั่งเพิ่มขึ้น: มีตกขาวปริมาณมากขึ้น เป็นผลจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงขึ้น ซึ่งมักมีลักษณะใสหรือขาวขุ่น ไม่มีกลิ่นเหม็น
· สีคล้ำขึ้นและบวม: อวัยวะเพศภายนอกและช่องคลอดจะมีสีคล้ำขึ้นและบวมเล็กน้อย
การพยาบาล
- ส่งเสริมสุขอนามัยที่ดี แนะนำให้สวมใส่ชุดชั้นในโปร่งสบาย หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอดเพื่อรักษา สมดุลกรด-ด่าง และสังเกตอาการตกขาวที่ผิดปกติ
4. รังไข่ (Ovaries)
หยุดการตกไข่: ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่สูงมากจะไปยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง (FSH และ LH) ทำให้ไม่มีการตกไข่ซ้ำ
สร้างฮอร์โมนประคับประคอง: รังไข่จะทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพื่อรักษาการตั้งครรภ์ในช่วง 8 - 10 สัปดาห์แรก ก่อนที่ "รก" จะทำหน้าที่นี้แทน
5.เต้านม
ขยายและคัดตึง: เต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้น คัดตึง และอาจมีอาการเจ็บในช่วงไตรมาสแรก
ลานนมเข้มขึ้น: ลานนมและหัวนมจะขยายใหญ่และมีสีคล้ำขึ้น
เตรียมผลิตน้ำนม: ต่อมน้ำนมพัฒนาเพื่อเตรียมสร้างน้ำนม โดยในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์อาจมีน้ำนมเหลือง (Colostrum) ไหลซึมออกมา
การพยาบาล
-แนะนำการเลือกสวมชุดชั้นในที่พยุงเต้านมได้ดี ไม่รัดแน่นจนเกินไป การดูแลทำความสะอาดหัวนม และการใช้น้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดเบา ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการให้นมบุตร
2. ปากมดลูก (Cervix)
นิ่มและเปลี่ยนสี: ปากมดลูกจะนิ่มลง (Goodell's sign) และเปลี่ยนเป็นสีคล้ำหรือม่วงแดง (Chadwick's sign) เนื่องจากมีเลือดมาหล่อเลี้ยงมากขึ้น
ปลั๊กเมือก (Mucus Plug): ต่อมบริเวณปากมดลูกจะผลิตเมือกเหนียวข้นมาอุดปิดช่องปากมดลูก เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่โพรงมดลูก
การพยาบาล
แนะนำเรื่องการขับถ่ายมูกมากขึ้น (Vaginal discharge) เป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการคัน มีกลิ่นเหม็น หรือตกขาวสีผิดปกติให้มาพบแพทย์เพื่อประเมินการติดเชื้อ
ระบบภูมิคุ้มกัน
กลไกการทำงาน
(2ระบบ)
1.ระบบภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติ (Innate immunity ) เป็นระบบตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมด่านแรก ไม่ จำเพาะเจาะจง
White blood cells: Macrophages/ Neutrophils/ Dendritic Cells /Natural Killer (NK) Cells Complement System: กลุ่มโปรตีนที่ช่วยทําลายเชื้อโรคโดยการสร้างรูในผนังเซลล์
Cytokines: สารสื่อกลางที่ควบคุมการทํางานของเซลล์
2.ระบบภูมิคุ้มกันแบบจําเพาะเจาะจง (Adaptive Immunity)
Lymphocytes: B Cells: สร้างแอนติบอดี /T Cells: Helper T Cells: กระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นๆ
Cytotoxic T Cells: ฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อ
Antibodies: โปรตีนจําเพาะที่สร้างโดย B Cells ซึ่งจับกับแอนติเจนของเชื้อโรค
Immune Memory:เซลล์Memory B และ T Cells จดจําสิ่งแปลกปลอม
การปรับเปลี่ยนสรีรวิทยา
(3ด้าน)
1.การปรับลดภูมิคุ้มกัน (Immunhologic tolerance)
ปรับตัวให้สามารถยอมรับตัวอ่อนที่มีสารพันธุกรรมการบิดา
T Regulatory cell+ macrophages
การเปลี่ยนสมดุลจาก Th1เปลี่ยนไปเป็น Th2
Cytokines ลดการหลั่ง IL-2,IFNA,TNF
กดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันสร้างความสมดุล
ในการฝังตัวอ่อน (Implantation )
เพิ่มการหลั่ง IL-10 กับTGF-B
ลดการอักเสบ ป้องกันการปฏิเสธตัวอ่อน
2.ผลของฮออร์โมนต่อระบบภูมิคุ้มกัน
:
Progesterone กดการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน
ส่งเสริมในการปรับตัวเพื่อป้องกันตัวอ่อน
Estrogen ส่งผลให้ Tregs สูงขึ้น
จะไปยับยั้ง th1สนับสนุน Th2
เพิ่ม immune tolerance
ร่างกายยอมรับทารก
3.บทบาทของ maternal-fetal interface
Extravillous trophoblasts จะหลั่งสาร HLA-G ยับยั้งการทำลายเซลล์รกกับระบบภูมิคุ้มกันแม่
ลดการกระตุ้น maternal T cell
หลั่ง cytokinesต้านการอักเสบ
ป้องกัน maternal immune attack
การเปลี่ยนแปลงภูมิคุ้มกันตามไตรมาส
ไตรมาสที่2
Anti-inflammatory phase
Th2 dominance
Treg สูงขึ้นเพื่อยอมรับทารก
ไตรมาสที่3
กลับเป็น Pro-inflammatory
เข้าสู่การเจ็บครรภ์คลอด
Cytokines สูงขึ้นอีก
กระตุ้น prostaglandin สูงขึ้น
Neutrophil activity สูงขึ้น
กระตุ้น uterine contracton
ไตรมาส1
Pro-inflammatory phase
Cytokines เพิ่มขึ้น
Uterine NK cell สูงขึ้น
ช่วย important +trophoblast invasion
การปฏิสนธิ
กระบวนการตกไข่
Hypothalamus สร้าง GnRH (Gonadotropin releasing hormone)
กระตุ้น Anterior Pituitary gland หลั่ง FSH กระตุ้นไข่ (Follicle) สุก
Follicle เจริญเต็มที่ กระตุ้น Anterior Pituitary gland หลั่ง LH (Luteinizing hormone)
เกิดการตกไข่
ไข่ถูกล้อมรอบด้วย Zona pellucida
Fimbriae โบกพัดเซลล์ไข่ที่ตกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่
การมีเพศสัมพันธุ์ Sperm และ Ovary มารวมกันใน Ampulla
1 more item...
เปลือกของ Follicle
กลายเป็น Corpus Luteum
2 more items...
ระบบหัวใจเเละหลอดเลือด
มดลูกขยายใหญ่ขึ้น
มดลูกโตกดเบียดกะบังลม ยกตัว ⬆️
หัวใจถูกดันขึ้นและเอียงไปทางซ้าย
หัวใจอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย (Hypertrophy)
ขนาด 15-18 cm มี Left axis deviation
กดทับ Inferior Vena Cava
Venous Return ↓
Cardiac Output ↓
Supine Hypotensive Syndrome
หน้ามืด
เวียนศีรษะ
เป็นลม
ความดันโลหิตต่ำ
การพยาบาล
จัดให้สตรีตั้งครรภ์นอนตะแคงซ้าย เพื่อให้เลือดไหลกลับไปที่หัวใจและ
เพิ่มปริมาตรเลือดที่ออกจากหัวใจ เพื่อไปเลี้ยงมดลูกได้ดีขึ้น
ถ้าสตรีตั้งครรภ์เคยมีประวัติความดันโลหิตต่ำ ควรแนะนำท่านอนที่เหมาะสม คือ
ท่านอนตะแคงซ้าย หรือถ้ามีอาการหน้ามืด เป็นลม ให้นอนตะแคงและศีรษะต่ำ
Cardiac Output
เกิดจาก Stroke Volume⬆️และ Heart rate ⬆️
ปริมาตร
เพิ่มขึ้นเร็วตั้งแต่อายุครรภ์ตั้งครรภ์ 6 wks
ระดับสูงสุดอยู่ในช่วง GA 28-32wks.
ระยะที่ 1 & 2 ของการคลอด เพิ่มขึ้น 30 % ขณะมี UC (ประมาณ 250-300 ml)
ระยะที่ 3 ของการคลอด เพิ่มขึ้น 29 %
ลดลงภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด
กลับสู่ภาวะปกติเหมือนก่อนตั้งครรภ์ ภายใน 6-8 wks
Heart Rate
-เพิ่มขึ้น 10-20 bpm
-twin เพิ่มขึ้น 40%
-ไตรมาสที่ 1-3 > 90% พบ Systolic murmur GA 12-20 wks.
จากการเปลี่ยนแปลงขนาด ตำแหน่งและการเพิ่มของ Blood Volume
Stroke Volume
การเปลี่ยนเเปลง
-เปลี่ยนแปลงตามปริมาตรของเลือดที่เพิ่มขึ้นและ Systemic vascular resistance
ที่ลดลงจากการคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด ซึ่งเป็น vasodilation effect จากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และการมี arteriovenous shunting
ไปยัง uteroplacental circulation
-เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2,3
-เพิ่มขึ้น 25-30%
-เพิ่มสูงสุด GA 20-24 wks
-ลดลงเมื่อใกล้คลอด กลับสู่ปกติ ภายใน6-8wks
-SV เพิ่มขึ้น ทำให้CO เพิ่มขึ้น 30-50%(ประมาณ 1,200-1,600 ml)
Blood Volume
ปริมาตรเลือดเพิ่มขึ้น 30-50%
Plasma Volume ↑ มากกว่า RBC
Physiological Anemia of Pregnancy
ปริมาตร
เพิ่มตั้งแต่ GA 6 wks.
เพิ่มสูงสุด GA 30-34 wks.
เพิ่มขึ้น 50-55%
Blood Pressure
หลอดเลือดขยายตัว(Peripheral Vasodilation)
ความต้านทานหลอดเลือดส่วนปลายลดลง
(Systemic Vascular Resistance)
Blood Pressure ลดลง
ไตรมาสที่ 1 BP คงเดิมหรือลดลงเล็กน้อย
ไตรมาสที่ 2
Systolic ⬇️ 5-15 mmHg
Diastolic ⬇️ 10-15 mmHg
ไตรมาสที่ 3 BP กลับสู่ระดับใกล้เคียงก่อนตั้งครรภ์หรือสูงขึ้นเล็กน้อย
เสียงหัวใจและการตรวจร่างกาย
เสียงหัวใจปกติ (S1, S2)
S1 (Lub): เสียงปิดของลิ้นหัวใจไมทรัลและไตรคัสปิด (จุดเริ่มต้นการหดตัวของหัวใจห้องล่าง) ได้ยินดังกว่าปกติ
S2 (Dub): เสียงปิดของลิ้นหัวใจเอออร์ติกและพัลโมนารี (จุดสิ้นสุดการหดตัว) อาจได้ยินเสียงแยก (Split S2) ได้ชัดเจนขึ้นในระหว่างการหายใจเข้า
Murmur
สาเหตุ: เกิดจากเลือดไหลเวียนผ่านลิ้นหัวใจในปริมาณมากด้วยความเร็วสูง ไม่ได้เกิดจากโรคลิ้นหัวใจ
Systolic Murmur (เสียงฟู่ช่วงหัวใจบีบตัว) ปริมาณเลือดที่ไหลผ่าน pulmonic และ aortic valves เพิ่มมากขึ้น ซึ่งพบในหญิงตั้งครรภ์ 90% เกิดขึ้นระหว่างเสียง S1 และ S2 มักเป็นเสียงเบาๆ (Grade 1-2) และจะหายไปเองหลังคลอด
เสียงหัวใจอื่นๆ ที่อาจพบได้ (Physiological)
S3 (Third heart sound): เสียงหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มักได้ยินในหญิงตั้งครรภ์ปกติเนื่องจากปริมาตรเลือดที่เพิ่มขึ้น
Venous Hum: เสียงที่เกิดจากการไหลของเลือดผ่านหลอดเลือดคอ
continuous murmurs (จากเส้นเลือดที่เต้านม)
ระบบต่อมไร้ท่อ
🟡 ตับอ่อน (Pancreas)
ระยะแรก hCG, Progesterone ↑ → insulin sensitivity ↑ ร่างกายใช้น้ำตาลได้ดี → อาจเกิด hypoglycemia
ระยะหลัง Insulin resistance ↑ (จาก hPL) → ต้องหลั่ง insulin เพิ่มขึ้น
❗️ ชดเชยไม่ได้ เกิด GDM ❗️
🔴 ต่อมหมวกไต (Adrenal gland)
↑ Aldosterone → กักเก็บน้ำและ Na → บวมเล็กน้อย
↑ Cortisol → กระตุ้น gluconeogenesis ที่ตับ → น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น
เสริม insulin resistance (ร่วมกับ hPL)
🟢 ต่อมไทรอยด์ (Thyroid gland)
Estrogen ทำให้มีการสร้าง Thyroid binding globulin (TBG) ↑ → จับ T3, T4 ในเลือดมากขึ้น
Total T3, T4 ↑ → เพิ่ม metabolism ของแม่ → ใจสั่น เหงื่อออกง่าย ร้อนง่าย
TSH จะลดลงเล็กน้อยในไตรมาสแรก (จากฤทธิ์ hCG)
หากผิดปกติ (hypo/hyperthyroidism) → เสี่ยงแท้ง คลอดก่อนกำหนด พัฒนาการสมองทารกล่าช้า หรือ IQ ต่ำ
🔵 ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland)
ต่อมใต้สมองส่วนหลัง
Oxytocin กระตุ้นการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก แต่ระยะตั้งครรภ์มี progesterone สูง ทำให้มดลูกคลายตัว
Vasopressin ทำให้เส้นเลือดหดรัดตัว → ความดันโลหิตสูง
ต่อมใต้สมองส่วนหน้า
Prolactin → โดนยับยั้งโดย estrogen และ progesterone และ hypothalamus หลั่ง prolactin-inhibitor factor ทำให้ไม่มีการสร้างน้ำนม
Growth hormone มีผลต่อเมตาบอลิซึมของโปรตีน คาร์โบเดรต และไขมัน จะลดลงในระหว่างการตั้งครรภ์
🟣 รก (Placenta)
hCG
สร้างจาก cytotrophoblast ของ chorionic villi ในวันที่ 8-10 หลังปฏิสนธิ
กระตุ้น Corpus luteumให้สร้าง Progesterone และ Estrogen
ระดับสูง → อาการคลื่นไส้อาเจียน (morning sickness)
Progesterone
10 wk แรก สร้างจาก CL รกเริ่มสร้างเมื่อ 7 wks และสร้างทดแทนเต็มที่เมื่อ 11 wks ปริมาณเพิ่มขึ้น 10 เท่า
กระตุ้นเยื่อบุผนังมดลูกให้หนาตัวขึ้น เพื่อรองรับการฝังตัวของทารก
กล้ามเนื้อเรียบต่างๆคลายตัว
กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัว ลดการหดตัว → ป้องกันการแท้ง
ลำไส้เคลื่อนไหวน้อยลง → อาการท้องอืด ท้องผูก
กล้ามเนื้อหูรูดกระเพาะอาหารคลายตัว → กรดไหลย้อน
ท่อปัสสาวะคลายตัว → การคั่งของปัสสาวะ
กระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมและท่อน้ำนม → เต้านมคัดตึง
มีผลต่อ CNS ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย → ร้อน เหงื่อออกง่าย
Estrogen
เพิ่มขนาดกล้ามเนื้อมดลูก และเพิ่มปริมาณเลือดที่มาเลี้ยงมดลูกและรก
รกสร้างตั้งแต่ 6-12 wks. เพิ่มขึ้น 100 เท่า
เพิ่ม blood flow → เส้นเลือดขยาย → อาจเกิด varicose vein / บวม
ทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันอ่อนตัว เอ็นยืดขยายตัวมากขึ้น → ปวดหลัง ถ่วงบริเวณหัวเหน่า
เพิ่มการสะสมของเม็ดสี → ผิวคล้ำ, Chloasma และ Linea nigra
มีการเพิ่มจำนวน Fibrinogen ประมาณ 50% → เลือดแข็งตัวเร็ว
กระตุ้นการทำงานของท่อน้ำนม ต่อมน้ำนม หัวนม → เต้านมคัดตึง ขยาย
ลดการหลั่งของน้ำย่อย (HCl, pepsin) ในกระเพาะอาหาร → อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ จุดเสียดยอดอก และลดการดูดซึมไขมัน
กระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก
มีผลต่ออารมณ์ ทำให้อารมณ์แปรปรวน ความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น
hPL
ต้านฤทธิ์ insulin → insulin resistance →น้ำตาลในเลือดของแม่เพิ่มขึ้น → ส่งไปเลี้ยงทารก
⚠️ ผลต่อทารก น้ำตาลสูง → กระตุ้น insulin เพิ่มขึ้น → fetal mecosomia
⚠️ ผลต่อมารดา ถ้าตับอ่อนชดเชยไม่ทัน → GDM
🟤 ต่อมพาราไทรอยด์ (Parathyroid gland)
ต่อมพาราไทรอยด์โตขึ้นเล็กน้อย ฮอร์โมนเพิ่มสูงขึ้นใน 15-35 wks ของการตั้งครรภ์
การดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ดีขึ้นเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของทารกในครรรภ์
การเจริญเติบโตและพัฒนาการทารกในครรภ์
2.พัฒนาการระยะตัวอ่อน (Embryonic Stage : 3-8 wks)
3 wks : มีการพัฒนาของ Trilaminar germ disc อย่างรวดเร็ว โดยแบ่งออกเป็น 3 ชั้นเนื้อเยื่อหลัก
Ectoderm (เนื้อเยื่อชั้นนอก)
• ระบบประสาท
• เยื่อบุผิว
• เลนส์ตา
• สารเคลือบฟันและเนื้อฟัน
Endoderm (เนื้อเยื่อชั้นใน)
• เยื่อบุทางเดินอาหาร
• เยื่อบุทางเดินหายใจ
• ตับ
• ตับอ่อน
Mesoderm (เนื้อเยื่อชั้นกลาง)
• ระบบสืบพันธุ์
• ระบบหมุนเวียนเลือด
• ระบบน้ำเหลือง
• ระบบขับถ่าย
• กล้ามเนื้อ
• กระดูก
• ชั้นหนังแท้ของผิวหนัง
4 wks : เป็นช่วงเริ่มก่อร่างสร้างอวัยวะสำคัญ
• Ectoderm : Neural tube (หลอดประสาท) ปิดทั้งหมด, เริ่มมีการเจริญของตา หู และปุ่มแขนขา
• Mesoderm : เริ่มเห็นหัวใจเต้นเป็นจังหวะ, มีการเจริญของกล้ามเนื้อ และกระดูกสันหลัง
• Endoderm : เจริญไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานของ GI tract (ระบบทางเดินอาหาร) และ Respiratory tract (ระบบทางเดินหายใจ)
5 wks : สร้างเส้นประสาทในสมอง และปุ่มแขนขาชัดเจนขึ้น
6 wks : เริ่มแยกมือแยกนิ้วได้, เห็นใบหูชัด, หัวใจแบ่งห้อง, เริ่มมีช่องปากและจมูก
7 wks : เริ่มมีความแตกต่างของรังไข่และอัณฑะ (แต่ยังไม่สามารถแยกเพศจากภายนอกได้ชัดเจน)
8 wks : อวัยวะครบทุกส่วน, สายสะดือเจริญสมบูรณ์ (สิ้นสุดระยะ Embryonic stage)
1.พัฒนาการระยะก่อนตัวอ่อน (Pre-embryonic Stage : 1-14 Days)
Day 2 : Zygote แบ่งตัวแบบทวีคูณเป็น Cleavage (8 cell)
Day 3 : Clevage แบ่งตัวแบบทวีคูณเป็น Morula (16 cell)
Day 4-5 : Morula แบ่งตัวแบบทวีคูณเป็น Blastocyst
Day 1 : Sperm เจาะผนังของ Ovum (Corona radiate และ Zona pellucida) ปล่อย Acrosomal enzyme ทำให้ Zona pellucida ปิดกั้น sperm ตัวอื่น Head sperm หลุดจาก tail เข้าไปใน Cytoplasm ovum ลดโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง เหลือ 23 โครโมโซม
Day 6-10 : Blastocyst ฝังตัวที่ Endometrium มี Implantation bleeding เลือดล้างหน้าเด็ก Implantation complete in 2 wks
3.พัฒนาการระยะทารกในครรภ์ (Fetal Stage: 9-40 wks)
21-24 wks : สร้าง Alveoli และ Surfactant ที่ปอด H=34cm, W=600g
17-20 wks : ฟังเสียง FHS ด้วยหูฟังได้, เริ่มกระตุ้นพัฒนาการได้ 20 wks H=17-19cm, W=400g
25-28 wks สร้าง Subcutaneous fat, ลูกอัณฑะเริ่มเคลื่อนลงในถุงอัณฑะ H=37cm, W=1100g
29-32 wks : Lanugo hair & Vernix caseosa บางลง H=42 cm, W=2000g
13-16 wks : ขนอ่อน (Lanugo hair) ขึ้น, แยกเพศได้ชัดเจน, มี Quickening (เริ่ม 16 wks ใน G2) H=9-16cm, W=120g
37-40 wks : เส้นรอบศรีษะโตกว่ารอบอก, Labia majora คลุม Labia minora, ร้อง ลืมตา เคลื่อนไหวได้ดี H=48-52cm, W=3000-3500g
9-12 wks : มีตุ่มแขนขา, มีนิ้วมือ-เท้า, ทางเดินอาหารเริ่มสมบูรณ์, อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกเริ่มชัด H=5-8cm, W=45g
33-36 wks : ปอดเจริญเต็มที่ (Surfactant), ไขมันใต้ผิวหนังมาก H=47cm, W=2500g
ถุงน้ำดีและตับ
ถุงน้ำดี
Progesterone สูงขึ้น
ความตึงตัวของกล้ามเนื้อเรียบจะลดลง
ถุงน้ำดีเคลื่อนไหวช้าลงและเกิดการโป่งตึง
น้ำดีสะสมคั่งค้าง (Bile Stasis หรือ Cholestasis)
↑ Prevalence of Cholesterol Gallstones
คันตามผิวหนัง (pruritus)
ปวด RUQ หลังทานอาหารมัน
ตับ
Increased Cardiac Output
Increased liver stiffness
Hepatic congestion
Liver Function Test เปลี่ยนแปลง
ALP ↑ (จากรก)
Albumin ↓
ASTและALT จะปกติ
Palmar erythema and
spider angiomas
ช่องปากและเหงือก
Estrogen สูงขึ้น
เส้นเลือดขยายตัวและมีเลือดมาเลี้ยงมากขึ่น
เหงือกมีลักษณะบวม นุ่ม / เหงือกอักเสบ
เลือดออกในช่องปากได้ง่าย.
Epulis gravidarum ก้อนเนื้อนุ่มๆ สีแดงคล้ำที่งอกบริเวณซอกเหงือก
Ptyalism / Sialorrhea ภาวะน้ำลายสอหรือหลั่งน้ำลายมากผิดปกติ
น้ำลายเป็นกรดมากขึ้น
ร่วมกับการอาเจียนบ่อย (Tri 1)
เกิดการทำลายสารเคลือบฟัน
หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้
Progesterone hCG และ estrogen สูงขึ้น
กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว
↓ Lower Esophageal Sphincter (LES) Tone & Response
ร่วมกับขนาดของมดลูกที่โตขึ้น
Pyrosis (Heartburn)/Gastro-esophageal Reflux
Delayed Gastric Emptying Time การคั่งค้างของกระเพาะอาหาร
Dyspepsia
ร่วมกับ Growth Differentiation Factor 15 (GDF 15) จากรก
Hyperemesis Gravidarum
↓ Intestinal Motility & ↑ Transit Time การเคลื่อนไหวของลำไส้ลดลง
↑ Nutrient Absorption + ↑ Water Absorption
Constipation and Hemorrhoids
การพยาบาล/แนวทางการดูแล
กินอาหารมื้อเล็กแต่บ่อย
หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารเผ็ด หรืออาหารที่มีกรดสูง
ดื่มน้ำมากๆ และรับประทานผักผลไม้ที่มีใยอาหารสูง
นั่งหรือนอนศีรษะสูงหลังอาหาร อย่างน้อย 30 นาที
ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินหลังทานอาหาร
ตรวจสุขภาพช่องปาก / ทำความสะอาดช่องปาก
Progesterone จากรก ทำให้ท่อไตคลายตัว
.