Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Preterm birth (คลอดก่อนกำหนด) - Coggle Diagram
Preterm birth (คลอดก่อนกำหนด)
ความหมาย
การเจ็บครรภ์คลอดที่เกิดก่อนอายุครรภ์จะครบ 37 สัปดาห์หรือ 259 วัน (Cunningham et. al. , 1997 ; Piiteri , 2003) การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดพบมีการหดรัดตัวของมดลูกทำให้ปากมดลูกบางตัวและเปิดขยายระหว่างอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ ถึง 37 สัปดาห์(Newton, 2004)
การคลอดก่อนกำหนด (Preterm delivery : PTD) หมายถึงการคลอดที่เกิดก่อนอายุครรภ์จะครบ 37 สัปดาห์ หรือ 259 วันทำให้ทารกแรกเกิด เป็นทารกคลอดก่อนกำหนด (Preterm infant) ซึ่งหมายถึงทารกที่คลอดเมื่ออายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์ หรือ 259 วัน
กรณีศึกษา
การที่ทารกคลอดออกมาก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ โดยในกรณีนี้มารดามีอายุครรภ์ 27+สัปดาห์ และจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์ด้วยการ ผ่าตัดคลอด (Cesarean section) เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรงของมารดา ได้แก่ Eclampsia with severe featuresและ Partial HELLP syndrome ส่งผลให้ไม่สามารถประคับประคองการตั้งครรภ์ต่อไปได้อย่างปลอดภัย
การวินิจฉัย
การซักประวัติ
1.1 ประเมินอายุครรภ์ จากประวัติประจำเดือนครั้งสุดท้าย (IMP) การตรวจร่างกาย ข้อมูลจาก บันทึกการฝากครรภ์ รวมทั้งผลการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง พบว่าอายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์
1.2 อาการเตือนของการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด มักพบมีอาการนำมาก่อนหลายวัน หรือประมาณ 1-2 สัปดาห์ เป็นอาการที่ไม่รุนแรงจนทำให้รู้สึกถึงความผิดปกติที่ชัดเจนและเป็นอาการ ที่ไม่เฉพาะเจาะจง ช่วยให้วินิจฉัยการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดในระยะเริ่มแรกได้
การตรวจร่างกายและการตรวจครรภ์ การประเมินสภาพการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
2.1 การคลำหน้าท้อง คลำดูการหดรัดตัวของมดลูก (uterine contraction)
2.2 การตรวจภายในทางช่องคลอด เป็นข้อห้ามสำหรับพยาบาลเพราะไม่ต้องการให้กระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก ยกเว้นผู้คลอดที่เจ็บครรภ์ถี่และปวดเบ่ง
การตรวจวินิจฉัย แพทย์อาจพิจารณาใช้การตรวจพิเศษต่าง ๆ ช่วยการวินิจฉัย
3.1 การตรวจด้วยคลื่นเสี่ยงความถี่สูง (ulrasonography) การประเมินสภาวะของปากมดลูกโดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง
3.2 การใช้เครื่องมือตรวจการหดรัดตัวของมดลูก (tocodynamometry) เป็นการประเมินดู
การทำงานของมดลูก (baseline uterine activity)
กรณีศึกษา
GA 27+1 wks
น้ำหนักทารก 800 g (ปกติ อายุครรภ์ 27+1 wks. น้ำหนักตามเกณฑ์อายุครรภ์ 875–1,000 g)
อาการและอาการแสดง
อาการหดตัว (หรือการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อในมดลูก) มากกว่า 4 ครั้งในหนึ่งชั่วโมง และไม่หายไปแม้จะเปลี่ยนท่าหรือผ่อนคลายแล้ว
อาการปวดตึงหรือปวดตื้อๆ บริเวณหลังเป็นประจำ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเป็นๆ หายๆ หรือปวดตลอดเวลา (แต่ไม่บรรเทาลงแม้จะเปลี่ยนท่าหรือใช้มาตรการเพื่อความสบายอื่นๆ)
อาการปวดเกร็งบริเวณท้องน้อย ซึ่งอาจรู้สึกเหมือนปวดท้องจากแก๊ส (มีหรือไม่มีอาการท้องเสียร่วมด้วย)
ความดันในบริเวณอุ้งเชิงกรานหรือช่องคลอดเพิ่มขึ้น
5.อาการปวดเกร็งคล้ายปวดประจำเดือนอย่างต่อเนื่อง
ตกขาวเพิ่มขึ้นหรือตกขาวมีลักษณะเป็นเมือกหรือมีสีชมพูอ่อนๆ
มีของเหลวไหลออกมาจากช่องคลอดของคุณ นี่อาจเป็นน้ำคร่ำก็ได้
เลือดออกทางช่องคลอด
อาการคล้าย ไข้หวัดใหญ่เช่นคลื่นไส้และอาเจียน
ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลง (หากคุณไม่รู้สึกถึงการดิ้นอย่างน้อยหกครั้งในหนึ่งชั่วโมง
กรณีศึกษา
1.มารดาหลังคลอดรายนี้อายุ 23 ปี ตั้งครรภ์ครั้งแรก อายุครรภ์ 27+1 สัปดาห์ มีภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรงร่วมกับ Eclampsia และ Partial HELLP syndrome
2.อาการชักเกร็ง 2 ครั้ง ความดันโลหิตสูงมากถึง 189/103–190/118 มิลลิเมตรปรอท (ค่าปกติ ควรน้อยว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท )
3.มีอาการปวดศีรษะ ตาพร่ามัว และบวมกดบุ๋มที่ขาทั้งสองข้าง
4.ผลตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะสูง ค่าเอนไซม์ตับ
-LDH 648 U/L (สูงกว่าปกติ) ค่าปกติ<248 U/L
-Uric acid 8.9 mg/dL (สูงกว่าปกติ) ค่าปกติ 2.6-6.0 mg/dl
-Albumin 2.5 g/dl (ต่ำกว่าปกติ) ค่าปกติ 3.5-5.2 g/dl
ร่วมกับการติดเชื้อ Hepatitis E และมีประวัติใช้สารเสพติด ทำให้เกิดภาวะอวัยวะทำงานผิดปกติ แพทย์จึงตัดสินใจผ่าตัดคลอดฉุกเฉินเพื่อรักษาชีวิตมารดา ส่งผลให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด
ทารกเพศหญิงคลอดที่อายุครรภ์ 27+1 สัปดาห์ น้ำหนักแรกเกิด 800 กรัม จัดเป็นทารกคลอดก่อนกำหนดมากและมีน้ำหนักตัวน้อยมาก หลังคลอดไม่ร้องทันที กล้ามเนื้ออ่อนแรง Apgar score นาทีที่ 1 เท่ากับ 5 คะแนน ( Color 1 คะแนน , Heart rate 1 คะแนน, Reflex 1 คะแนน ,Tone 1 คะแนน Respiratory 1 คะแนน)
6.ทารกมีอาการหายใจลำบาก หายใจไม่สม่ำเสมอ อัตราการหายใจ 58–64 ครั้งต่อนาที
7.มี subcostal retraction ต้องได้รับการช่วยหายใจด้วย CPAP และใส่ท่อช่วยหายใจ อุณหภูมิร่างกาย 35 องศาเซลเซียส ผิวกายเย็น แสดงถึงภาวะควบคุมอุณหภูมิไม่ได้ จึงต้องย้ายเข้ารับการดูแลใน NICU
แผนการรักษา
การหาสาเหตุของการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
โดยการซักประวัติ ตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น Complete blood count, Cervical swab culture, Urine analysis และการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง เพื่อค้นหาความผิดปกติ เช่น ครรภ์แฝด น้ำคร่ำมาก หรือรกลอกตัวก่อนกำหนด
การประเมินอายุครรภ์และสุขภาพทารกในครรภ์
เพื่อใช้วางแผนการรักษา โดยประเมินจากประวัติประจำเดือนครั้งสุดท้าย การตรวจยืนยันอายุครรภ์ การประเมินปริมาณน้ำคร่ำ และการตรวจการเต้นของหัวใจทารก (Cardiotocography)
การให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก (Tocolytic drugs)
เพื่อชะลอการคลอดอย่างน้อย 48 ชั่วโมง หรือยืดระยะเวลาให้ทารกเจริญเติบโตมากขึ้น ยาที่ใช้บ่อย ได้แก่ Nifedipine, Indomethacin และ Terbutaline
การให้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids)
เพื่อกระตุ้นการเจริญของปอดทารก โดยมักให้ในอายุครรภ์ก่อน 34 สัปดาห์ และอาจให้ได้ถึงก่อน 37 สัปดาห์ในรายที่เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนทางระบบทางเดินหายใจของทารก
การให้สารน้ำและยานอนหลับ
เพื่อช่วยลดการหดรัดตัวของมดลูกและช่วยให้มารดาพักผ่อน ลดความเครียดและอาการเจ็บครรภ์
กรณีศึกษา
จากการซักประวัติ
มารดา อายุ 23 ปี G1P0A0L0 GA 27+1 wks.
LMP (Last Menstrual Period)
14 มีนาคม 2568
EDC ( Estimated Date of Confinement)
วันที่ 16 ตุลาคม 2568
-MgSO4 IV 2 g/hr,
-Dexamethasone 6 mg IM q 12 hr
วันที่ 16 ตุลาคม 2568
-MgSO4 IV 2 g/hr,
-Dexamethasone 6 mg IM q 12 hr เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของปอดทารกทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ขึ้น เนื่องจากอายุครรภ์ 27 +1 wks.
ข้อมูลสนับสนุน
1.ครรภ์เป็นพิษรุนแรง / Eclampsia / HELLP syndrome
2.ภาวะแทรกซ้อนที่คุกคามชีวิตมารดา ชัก ความดันโลหิตสูงควบคุมไม่ได้ อวัยวะล้มเหลว เป็นข้อบ่งชี้ให้คลอดก่อนกำหนด
3.การใช้สารเสพติดระหว่างตั้งครรภ์
4.ทารกน้ำหนักน้อย / เจริญเติบโตช้าในครรภ์
กรณีศึกษา
1.มารดา G1 อายุ 23 ปี อายุครรภ์ 27+1สัปดาห์ ต่ำกว่า 37 สัปดาห์ เข้าข่ายคลอดก่อนกำหนดโดยนิยาม
2.มีภาวะ Eclampsia with severe features และ Partial HELLP syndrome มีอาการชัก ความดันโลหิตสูงมาก (BP สูงสุด 190/118 mmHg) และค่าเอนไซม์ตับสูง เกล็ดเลือดผิดปกติ
3.ตรวจพบ Methamphetamine positive ระหว่างตั้งครรภ์
4.แพทย์ตัดสินใจ ผ่าตัดคลอด (Cesarean section) เนื่องจาก
-มารดามีภาวะ eclampsia
-ผล Lab แสดงการทำงานของอวัยวะล้มเหลว
-ทารกอยู่ในท่าก้น (Breech presentation)
-ทารกคลอดเมื่อ GA 27+1 สัปดาห์
-น้ำหนักแรกเกิด 800 กรัม (Low birth weight)
-ต้องเข้ารับการดูแลใน NICU
พยาธิสภาพ
การคลอดก่อนกำหนดคือการคลอดก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการในทารกแรกเกิด พยาธิสรีรวิทยาเกิดจากการกระตุ้นกระบวนการคลอดก่อนเวลาอันควร โดยเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การอักเสบ การเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก และการหดรัดตัวของมดลูก ทำให้มีการลดฤทธิ์ของ progesterone และเพิ่มการสร้าง prostaglandins ส่งผลให้ปากมดลูกสุก มดลูกหดรัดตัว และเกิดการคลอด
ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นการคลอดก่อนกำหนด ได้แก่ การติดเชื้อและการอักเสบของเยื่อหุ้มถุงน้ำคร่ำ การยืดขยายของมดลูกมากผิดปกติ เช่น ในครรภ์แฝดหรือภาวะน้ำคร่ำมาก ภาวะความเครียดของมารดาหรือทารกที่กระตุ้นระบบฮอร์โมน และภาวะปากมดลูกไร้ความแข็งแรง ส่งผลให้เกิดการเปิดของปากมดลูกและการหดรัดตัวของมดลูกก่อนเวลา ทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในทารก โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท และระบบทางเดินอาหาร
กรณีศึกษา
มารดารายนี้มีภาวะครรภ์เป็นพิษชนิดรุนแรงร่วมกับ Eclampsia และ Partial HELLP syndrome จากความผิดปกติของการพัฒนาหลอดเลือดรก ทำให้เกิดรกขาดเลือดและการหลั่งสารก่อการอักเสบ ส่งผลให้เกิด endothelial dysfunction ทั่วร่างกาย ความดันโลหิตสูงรุนแรง โปรตีนรั่วในปัสสาวะ และการทำงานของอวัยวะล้มเหลว เมื่อเกิดอาการชักจึงวินิจฉัยเป็น Eclampsia ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ให้ยุติการตั้งครรภ์ทันทีเพื่อรักษาชีวิตมารดา ส่งผลให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดที่อายุครรภ์ 27+ ¹ สัปดาห์
กิจกรรมการพยาบาล
วัตถุประสงค์
เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำและสารอาหารเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
ข้อมูลสนับสนุน
O : - Preterm 27+1 wk.
ทารกคลอดเวลา 18.18 น. วันที่ 27 ตุลาคม 2568 ทารกเพศหญิง น้ำหนัก 800 กรัม คลอด Cesarean section indications Eclampsia with beech presentation Apgar
นาทีที่ 1= 5 คะแนน (หัก Color 1 คะแนน ,หัก Heart rate 1 คะแนน, หัก Reflex 1 คะแนน ,หัก Tone 1 คะแนน ,หัก Respiratory 1 คะแนน), นาทีที่ 5= 9 คะแนน (หัก Tone 1 คะแนน), นาทีที่ 10= 9 คะแนน (หัก Tone 1 คะแนน), ทารกแรกเกิด ไม่ร้อง Tone ไม่ดี ตัวสีชมพู ปลายมือปลายเท้าเขียว Early CPAP PEEP 6 cm. H2O HR 100 /min นาทีที่ 1= 5 ให้ Apgar 9 คะแนน (หัก Tone 1 คะแนน), ที่ 10 นาที HR >100 bpm. (หัก Tone 1คะแนน), ขยับแขนขาได้เล็กน้อย ย้าย NICU แรกรับทารก On ETT แต่ร้องเสียงดัง รู้สึกตัว ขยับแขนขาได้ดี ตื่นลืมตา ตัวแดง ผิวกายเย็น BT 35.2C° หายใจไม่สม่ำเสมอ
มี subcostal retraction, RR 58-64 bpm, monitor SpO2 95-98%
เกณฑ์การประเมิน
ทารกมีน้ำหนักตัวเพิ่ม 20-30 กรัม/วัน ในสัปดาห์ที่ 2 เป็นต้นไป
รับนม และสารน้ำได้ ไม่พบภาวะท้องอืด สำรอก
ปัญหา ทารกแรกเกิดมีโอกาสเกิดภาวะพร่องสารน้ำและสารอาหารเนื่องจากภาวะคลอดก่อนกำหนดระบบย่อยและดูดอาหารยังไม่สมบูรณ์
กิจกรรมการพยาบาลและเหตุผล
ดูแลให้งดน้ำและนมในระยะ 1-2 วัน แรกตามสภาพของทารก และให้ทารกได้รับสารน้ำหรือสารอาหารทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษา เพื่อให้ทารกได้รับสารน้ำและสารอาหารเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในระยะแรกเกิด
ตรวจเยี่ยมอัตราการไหลของสารน้ำ ชนิดของสารน้ำให้สม่ำเสมอตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้เครื่องควบคุมการให้สารน้ำทางเส้นเลือด (Infusion pump หรือ Syringe pump) และบันทึก ทุกเวร ทุกวัน เพื่อให้ได้รับสารน้ำอย่างเพียงพอ และถูกต้อง
ดูแลให้อาหารทางสายยาง ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเริ่มให้อาหารทางสายยางแก่ทารกเมื่ออาการหายใจคงที่ ฟังได้เสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้ (Bowel sound) ไม่มีอาการท้องอืด Gastric content ปกติ โดยจะเริ่มให้นมแม่จำนวนน้อย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้น ทั้งนี้จะยังคงให้สารน้ำและอาหารทางหลอดเลือดดำอยู่
เพื่อส่งเสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร และช่วยให้ทารกปรับตัวต่อการรับอาหารได้อย่างปลอดภัย
สังเกตอาการของความสามารถในการรับนมของทารกลดลง (Feeding intolerance) เช่น Bowel sound ลดลง Gastric content มีมาก ท้องอืด สำรอกนมบ่อย ควรรายงานให้แพทย์ทราบ เพื่อเฝ้าระวังภาวะ Feeding intolerance และป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางระบบทางเดินอาหาร
ส่งเสริมและให้กำลังใจแก่มารดาในการบีบนม เพื่อให้ทารกได้รับนมมารดาทางสายยางอย่างต่อเนื่อง เพราะน้ำนมมารดามีภูมิคุ้มกันโรคและสามารถป้องกันโรค Necrotizing enterocolitis ส่งเสริมให้ทารกดูดนมมารดาเองทันทีที่ทารกมีความพร้อม เช่น การดูดกลื่นและการหายใจสัมพันธ์กัน อุณหภูมิร่างกายปกติไม่มีภาวะหยุดหายใจ เป็นต้น โดยทั่วไปทารกที่มีอายุหลังปฏิสนธิ (Postconceptional age: PCA) มากกว่า 34 สัปดาห์ จึงจะสามารถดูดกลื่นและสัมพันธ์กับการหายใจได้ดีขึ้น เพื่อให้ทารกได้รับนมมารดาอย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงต่อการเกิด Necrotizing enterocolitis และส่งเสริมพัฒนาการด้านการดูดกลืนสัมพันธ์กับการหายใจอย่างเหมาะสม
บันทึกจำนวนน้ำเข้าและออก ทุก 8 ชั่วโมง เพื่อดูสมดุลของน้ำและ Electrolyte ในร่างกายโดย Keep urine output = 0.5-6 ml./kg./hr. ถ้าผิดปกติให้รีบรายงานแพทย์
ชั่งน้ำหนักทารกทุกวันในเวลาเดียวกันด้วยเครื่องชั่งอันเดียวกัน เพื่อจะได้ประเมินการได้รับสารน้ำและอาหารของทารก เพื่อประเมินการเจริญเติบโตของทารก ในสัปดาห์แรกทารกจะมี Physiological weight loss ประมาณ 10-20% ของน้ำหนักแรกเกิด หลังจากนั้นถ้าได้รับสารอาหารเพียงพอหรือไม่มีความเจ็บป่วยรุนแรง น้ำหนักของทารกจะเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 20-30 กรัม เพื่อประเมินภาวะโภชนาการและการเจริญเติบโตของทารก ติดตามการเปลี่ยนแปลงน้ำหนัก และเฝ้าระวังภาวะน้ำหนักลดหรือเพิ่มผิดปกติ
ป้องกันหรือหลีกเลี่ยงภาวะที่จะทำให้ทารกมีการใช้พลังงานในร่างกายมากกว่าปกติ เช่น ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ หายใจลำบาก ภาวะติดเชื้อ เป็นต้น เพื่อป้องกันการใช้พลังงานเกินความจำเป็นของร่างกาย และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ หายใจลำบาก หรือการติดเชื้อ
ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนต่อมารดาหลังคลอด
1.การติดเชื้อหลังคลอด (Puerperal infection) จากถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนดหรือการตรวจภายในบ่อย
2.ตกเลือดหลังคลอด (Postpartum hemorrhage) มดลูกหดรัดตัวไม่ดี (uterine atony)
3.ภาวะรกค้าง รกลอกตัวก่อนกำหนด
4.ความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้าหลังคลอด จากความกังวลเรื่องทารกที่ต้องดูแลพิเศษ
5.ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก (Tocolytic drugs) เช่น ใจสั่น ความดันต่ำ น้ำท่วมปอด (บางราย)
กรณีศึกษา
ครรภ์เป็นพิษรุนแรง (Severe Preeclampsia)
เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องยุติการตั้งครรภ์ก่อนกำหนด เพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิตมารดา
ภาวะน้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema)
เป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากครรภ์เป็นพิษ ซึ่งมีผลให้ต้องรีบคลอดก่อนกำหนด
ภาวะแทรกซ้อนต่อทารก
1.ภาวะหายใจลำบาก (Respiratory Distress Syndrome : RDS) – ปอดยังสร้างสาร Surfactant ไม่เพียงพอ
2.ภาวะหยุดหายใจ (Apnea of prematurity)
3.เลือดออกในโพรงสมอง (Intraventricular Hemorrhage : IVH)
4.ลำไส้อักเสบรุนแรง (Necrotizing Enterocolitis : NEC)
5.ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Neonatal sepsis)
6.ภาวะตัวเหลืองรุนแรง (Hyperbilirubinemia)
7.พัฒนาการล่าช้า / ปัญหาทางระบบประสาทในระยะยาว
8.อัตราการเสียชีวิตสูงกว่าทารกครบกำหนด
กรณีศึกษา
Respiratory Distress Syndrome (RDS)
ปอดยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ขาดสาร Surfactant ทำให้หายใจลำบาก
Apnea of Prematurity ศูนย์ควบคุมการหายใจยังไม่สมบูรณ์ ทำให้หยุดหายใจเป็นช่วง ๆ
Intraventricular Hemorrhage (IVH) หลอดเลือดสมองเปราะบาง เสี่ยงเลือดออกในโพรงสมอง
Necrotizing Enterocolitis (NEC) ลำไส้ยังไม่พัฒนาเต็มที่ เสี่ยงลำไส้อักเสบรุนแรง
Neonatal Sepsis ภูมิคุ้มกันต่ำ เสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด
Hyperbilirubinemia ตับทำงานยังไม่สมบูรณ์ เกิดภาวะตัวเหลือง
น้ำหนักตัวน้อยมาก (Extremely Low Birth Weight) เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทุกระบบ และอัตราการเสียชีวิตสูง
สาเหตุ
เกิดจากกลไกทางพยาธิสรีรวิทยาที่ซับซ้อน แบ่งเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่
1.การเจ็บครรภ์เอง (Spontaneous)
2.ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด (PPROM)
3.การชักนำให้คลอดเนื่องจากข้อบ่งชี้ทางแพทย์ (Indicated)
4.ปัจจัยเสี่ยงจากมารดา/ทารก เช่น อายุ ความเครียด การติดเชื้อ หรือครรภ์แฝด
กรณีศึกษา
-ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ตรวจพบ
AST 169 U/L (ค่าปกติ 0-35 U/L)
ALT 129 U/L (ค่าปกติ 0-35 U/L)
LDH 648 U/L (ค่าปกติ 248 g/dL)
Albumin 2.5 g/dL (ค่าปกติ 3.5-5.2 g/dL)
Uric acid 8.9 mg/dL (ค่าปกติ 2.6-6.0 mg/dl)
ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัย Severe pre-eclampsia ร่วมกับ Eclampsia with severe features และ Partial HELLF Syndrome