Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
หมวด ๙ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ - Coggle…
หมวด ๙
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
มาตรา ๑๔๑
ให้มีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “สำนักงาน ป.ป.ช.”
เป็นส่วนราชการ
และ
มีฐานะเป็นนิติบุคคล
รับผิดชอบ
ขึ้นตรงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
มาตรา ๑๔๒
สำนักงานมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑)
รับผิดชอบงานธุรการ
และดำเนินการเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. บรรลุภารกิจและหน้าที่
ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และกฎหมายอื่น
(๒)
อำนวยความสะดวก
ประสานงาน ให้ความร่วมมือ ส่งเสริม และสนับสนุน
การปฏิบัติงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการ
(๓)
ประสานงาน
และ
ให้ความร่วมมือระหว่างประเทศ
เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(๔) ดำเนินการหรือจัดให้มีการ
รวบรวม วิเคราะห์ ศึกษาวิจัย และเผยแพร่ข้อมูลและความรู้
เกี่ยวกับการทุจริต
และประพฤติมิชอบและอันตรายของการทุจริตและประพฤติมิชอบ
ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน
(๕)
ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวกัน
เพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์
ให้ความรู้ ต่อต้านหรือชี้เบาะแส ตามกลไกที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
ตามมาตรา ๓๓
(๖)
เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่หน่วยงาน
ราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าพนักงานของรัฐ หรือภาคเอกชน เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(๗)
จัดทำระบบสารสนเทศของข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ซึ่งอย่างน้อย
ต้องระบุ ผู้รับผิดชอบ และความคืบหน้าของการดำเนินการของแต่ละเรื่อง
เพื่อกรรมการจะได้ตรวจสอบได้ตลอดเวลา
(๘)
ปฏิบัติการอื่น
ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมาย และตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในการดำเนินการตาม (๖)
สำนักงานต้องตอบข้อหารือภายในสามสิบวัน (30 วัน)
เว้นแต่
ในกรณีที่
มีเหตุจำเป็น
อันไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาดังกล่าว
ประธานกรรมการอาจขยายระยะเวลาออกไปตามที่จำเป็นได้
แต่รวมแล้วต้อง
ไม่เกินเก้าสิบวัน (90 วัน)
มาตรา ๑๔๓
ในการกำกับดูแลสำนักงาน ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.
มีอำนาจออกระเบียบหรือประกาศในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) การจัด
แบ่งส่วนงานภายในของสำนักงาน
และ
ขอบเขตหน้าที่
ของส่วนงานดังกล่าว
(๒) การ
บริหาร
และ
จัดการการเงิน
และทรัพย์สิน การงบประมาณ และการ
พัสดุของสำนักงาน
(๓) การ
วางระเบียบ
ว่าด้วยการ
จัดทำ
การ
เปิดเผย
การ
เผยแพร่
การ
เก็บรักษา
และการ
ทำลายเอกสาร
และข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน
ทั้งนี้
ในการเผยแพร่ข้อมูล ให้จัดทำสำหรับคนพิการที่จะสามารถเข้าถึงได้ด้วย
(๔)
วางระเบียบ เก็บรักษา
และ
บริหารจัดการพยานหลักฐานของกลางในคดีและทรัพย์สิน
รวมทั้งการจำหน่าย การมอบหมายให้ผู้อื่นเก็บรักษา หรือจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าว
(๕)
กำหนดหลักเกณฑ์
และ
วิธีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายอื่น และค่าตอบแทนของพยานบุคคลหรือผู้ซึ่งช่วยปฏิบัติหน้าที่ตามคำร้องขอของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
(๖)
วางระเบียบ
เกี่ยวกับ
การแต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะบุคคล
เพื่อช่วยเหลือคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือสำนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ใช่การไต่สวน และกำหนดเบี้ยประชุมให้แก่บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าว
(๗)
วางระเบียบ
เกี่ยวกับ
การกำหนดเบี้ยประชุมของคณะกรรมการไต่สวนตามมาตรา ๕๑ คณะกรรมการตามมาตรา ๓๓ วรรคสอง และคณะอนุกรรมการตามมาตรา ๓๓ วรรคสาม
การดำเนินการตาม (๑) ต้องคำนึงถึง
ความมี
ประสิทธิภาพ
ความ
คุ้มค่า
และความ
คล่องตัว
ระเบียบหรือประกาศตามวรรคหนึ่ง
ให้ประธานกรรมการ เป็นผู้ลงนาม
และเมื่อได้
ประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาแล้ว
ให้ใช้บังคับได้
มาตรา ๑๔๔
ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของสำนักงาน ทำหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงาน
มีอำนาจออกระเบียบหรือประกาศในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) การ
กำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน เงินเพิ่มพิเศษสำหรับตำแหน่ง และค่าตอบแทน หรือสิทธิและประโยชน์อื่นของเลขาธิการ ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของสำนักงาน
(๒) การ
คัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การโอน การถอดถอน คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม
การกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม สมรรถภาพ การประเมินผลการปฏิบัติงาน การดำเนินการสอบสวนทางวินัย
การออกจากตำแหน่ง การร้องทุกข์และการอุทธรณ์การลงโทษ และการอื่นใด
อันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลสำหรับเลขาธิการ ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้าง
ของสำนักงาน รวมทั้งวิธีการและเงื่อนไขในการจ้างพนักงานราชการและลูกจ้างของสำนักงาน
(๓) การ
รักษาราชการแทน การปฏิบัติราชการแทน และการรักษาการในตำแหน่งของข้าราชการของสำนักงาน
(๔)
วันเวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี และวันหยุดราชการประจำปี
(๕) การ
กำหนดเครื่องแบบและการแต่งเครื่องแบบของกรรมการ เลขาธิการ ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของสำนักงาน
(๖) การ
จ้างและการแต่งตั้งบุคคลเพื่อเป็นที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ หรือเป็นผู้ชำนาญการเฉพาะด้าน
อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติราชการของสำนักงาน
รวมตลอดทั้งค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนอื่นให้แก่บุคคลดังกล่าว
(๗) การ
จัดสวัสดิการหรือการสงเคราะห์อื่นแก่เลขาธิการ ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของสำนักงาน
(๘) การ
รักษาทะเบียนประวัติและควบคุมการเกษียณอายุของข้าราชการสำนักงาน
การกำหนดตำแหน่งตาม (๑) อย่างน้อย
ต้องกำหนดให้มีตำแหน่งผู้ช่วยพนักงานไต่สวน และพนักงานไต่สวน โดยผู้ช่วยพนักงานไต่สวนและพนักงานไต่สวน
ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง ตามมาตรา ๑๔๖ (๑) ด้วย
ใน
การปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้ง
ผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอก ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ด้านการบริหารและการจัดการ หรือด้านการงบประมาณ
จำนวน
ไม่เกินสามคน
ร่วม
เป็นกรรมการ
โดยให้เลขาธิการ
เป็นกรรมการและเลขานุการ
และอาจแต่งตั้งข้าราชการสำนักงาน จำนวน
ไม่เกินสามคน
เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
ทั้งนี้ อาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อ
กำกับดูแลหรือพิจารณาคำร้องทุกข์หรือคำอุทธรณ์
ที่เป็นอิสระ
และอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อ
ปฏิบัติการใด ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
หรือทำหน้าที่ในคณะอนุกรรมการสามัญ
ประจำกระทรวงตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนด้วยก็ได้
โดย
มีองค์ประกอบ
และ
หน้าที่และอำนาจ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของสำนักงานกำหนด
ใน
การออกระเบียบ
หรือ
ประกาศ
เกี่ยวกับ
การบริหารงานบุคคล
ตามวรรคหนึ่ง
ให้คำนึงถึง ความเที่ยงธรรม ขวัญและกำลังใจของบุคลากร
โดยเฉพาะการกำหนดตาม (๑)
ต้องคำนึงถึงค่าครองชีพ และความเพียงพอในการดำรงชีพ และภาระความรับผิดชอบที่แตกต่างกันของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างแต่ละสายงานและระดับด้วย
ระเบียบ
หรือ
ประกาศ
ตามวรรคหนึ่ง
ให้ประธานกรรมการ
เป็นผู้
ลงนาม
และเมื่อได้
ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ให้
ใช้บังคับได้
ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับกับวินัยและการลงโทษทางวินัย
แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยโดยอนุโลม
การปฏิบัติหน้าที่องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของสำนักงาน และคณะอนุกรรมการที่ได้รับแต่งตั้ง
ให้
มีสิทธิได้รับค่าเบี้ยประชุมเช่นเดียวกับ ก.พ. หรือ อ.ก.พ. วิสามัญ แล้วแต่กรณี
ในส่วนที่เกี่ยวกับการนำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับโดยอนุโลม คำว่า
“ก.พ.”
ให้หมายถึง
“คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของสำนักงาน ป.ป.ช.”
และคำว่า
“ส่วนราชการที่มีหัวหน้าส่วนราชการรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี”
ให้หมายถึง
“สำนักงาน ป.ป.ช.”
มาตรา ๑๔๕
ข้าราชการสำนักงาน
ข้าราชการสำนักงาน
ได้แก่
บุคคลซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการ
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
ให้
ข้าราชการสำนักงาน
เป็นข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และให้
มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามกฎหมาย
ว่าด้วยการนั้น
การ
จ่ายเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่กำหนด
มาตรา ๑๔๖
ตำแหน่งของข้าราชการสำนักงานให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด โดยให้จำแนกประเภทตำแหน่งดังต่อไปนี้
(๑) ข้าราชการสำนักงาน
สาขากระบวนการยุติธรรม
ต้องเป็นผู้มีพื้นความรู้
สำเร็จ
การศึกษาระดับตั้งแต่
ปริญญาโท
ทางกฎหมายขึ้นไป
หรือ
สอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
หรือ
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางกฎหมายและปริญญาสาขาอื่นอันจะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักงาน
ทั้งนี้ จะต้องมีความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ในการไต่สวนและวินิจฉัยคดี หรือการให้ความเห็นทางกฎหมาย หรือการดำเนินคดีในชั้นศาล ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
(๒) ข้าราชการสำนักงาน
ประเภททั่วไป
ให้จำแนกประเภทตำแหน่งตาม
สาขาอาชีพและตามภารกิจของลักษณะงานที่ได้รับมอบหมาย
ทั้งนี้ โดย
จะมีตำแหน่งประเภทวิชาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนด้วยก็ได้
ในส่วนของตำแหน่งทางบริหารตาม
(๑) และ (๒) ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำหนด
คณะกรรมการ ป.ป.ช.
จะแต่งตั้งเลขาธิการ รองเลขาธิการ ผู้ช่วยเลขาธิการ และผู้ดำรงตำแหน่งระดับผู้อำนวยการ
หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า
ในสำนักงานให้
เป็นหัวหน้าพนักงานไต่สวนด้วยก็ได้
ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
มาตรา ๑๔๗
มาตรฐานทางจริยธรรม
มาตรฐานทางจริยธรรมที่กำหนดตามมาตรา ๑๔๔ (๒)
ต้องระบุด้วยว่าการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามจะต้องได้รับโทษอย่างใด
ใน
กรณี
ที่มีเหตุอันควร
สงสัยโดยมีหลักฐาน
ตามสมควรว่า
ข้าราชการหรือลูกจ้าง
ของสำนักงาน ผู้ใดกระทำการใดโดย
ไม่สุจริตหรือเอื้อประโยชน์หรือกลั่นแกล้งผู้ใดในการปฏิบัติหน้าที่
ให้
ดำเนินการทางวินัยโดยเร็ว
และ
ในระหว่างนั้น
ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ย้ายผู้นั้นให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่หรือจากท้องที่ที่ผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่อยู่ทันที
ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง
มาใช้
บังคับแก่เลขาธิการด้วยโดยอนุโลม
โดยให้
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้พลางก่อนได้
เลขาธิการ
มาตรา ๑๔๘
ให้สำนักงาน
มีเลขาธิการ
เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างของสำนักงาน และรับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงาน ขึ้นตรงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการ ป.ป.ช.
จะกำหนดให้
มีรองเลขาธิการ
ผู้ช่วยเลขาธิการ
หรือ
ตำแหน่งอื่นที่เทียบเท่า
เป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการด้วยก็ได้
วิธีการได้มาซึ่งเลขาธิการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
เมื่อมี
กรณีที่จะแต่งตั้งเลขาธิการ รองเลขาธิการ หรือตำแหน่งอื่นที่เทียบเท่า
ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี
เพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป
มาตรา ๑๔๙
เลขาธิการต้องเป็นผู้
มีความ
ซื่อสัตย์ สุจริต
เป็นที่ประจักษ์
ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ เป็นกลาง มีจริยธรรมที่ดี และปราศจากอคติทั้งปวง
และ
มีคุณวุฒิประสบการณ์
และความ
เชี่ยวชาญ
อันจะเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของสำนักงานตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
เลขาธิการมี
วาระ
การดำรงตำแหน่ง
ห้าปี
นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่ง
ได้เพียง
วาระเดียว
มาตรา ๑๕๐
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว
เลขาธิการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑)
ตาย
(๒)
พ้นจากราชการ
ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเพราะขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๔๔ (๒)
(๓)
ลาออก
(๔)
คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี
เพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
พ้นจากตำแหน่งเพราะไม่ผ่านการประเมิน
ตามระเบียบหรือประกาศที่ออกตามมาตรา ๑๔๔ (๒)
กรณีที่เลขาธิการ
พ้นตำแหน่งตามวาระ
แต่
ยังไม่พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
หรือ
พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ
ตามวรรคหนึ่ง (๓) และ (๔)
ให้บุคคลดังกล่าวดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักงาน หรือตำแหน่งอื่นใดซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่า
มาตรา ๑๕๑
เลขาธิการมีหน้าที่และอำนาจ
ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานโดยทั่วไปของสำนักงาน
ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
และให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ด้วย
(๑)
บรรจุ แต่งตั้ง โอน ถอดถอน เลื่อน เงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยข้าราชการ พนักงานราชการ หรือลูกจ้างของสำนักงาน
ตลอดจนให้ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้าง ของสำนักงานออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามระเบียบของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ตามมาตรา ๑๔๔ (๒)
(๒)
วางระเบียบ
เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของสำนักงานเท่าที่ไม่ขัดกับระเบียบหรือประกาศหรือมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
(๓)
หน้าที่และอำนาจตามที่กำหนด
ไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายอื่นและตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
มาตรา ๑๕๒
ใน
กิจการ
ของสำนักงานที่
เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก ให้เลขาธิการเป็นผู้แทนของสำนักงาน
เพื่อการนี้
เลขาธิการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติราชการเฉพาะอย่างแทนก็ได้
ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็น
กิจการ
สำคัญ
เกี่ยวกับการงบประมาณ
ของสำนักงาน และกิจการอื่นใดที่มีผลต่อการปฏิบัติภารกิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
ให้เลขาธิการขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก่อน
งบประมาณ
มาตรา ๑๕๓
ให้
คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนองบประมาณ
รายจ่ายเพื่อจัดสรร
เป็นเงินอุดหนุน ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงานไว้ใน
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
หรือ
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี
ใน
กรณี
ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า
งบประมาณรายจ่ายที่ได้รับการจัดสรรให้ไม่เพียงพอ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอคำขอแปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรได้โดยตรง
ในการเสนองบประมาณ
รายจ่ายตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบถึงรายได้และทรัพย์สินที่มีอยู่ด้วย
มาตรา ๑๕๔
เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมตามมาตรา ๑๕๓ ใช้บังคับแล้ว
ให้สำนักงานจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
การใช้จ่ายเงินของสำนักงานต้องเป็นไปตามที่ระบุไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ตามวรรคหนึ่ง
เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการเฉพาะกรณี
ใน
การเบิกงบประมาณ
ที่ได้รับการจัดสรร
ให้สำนักงานส่งข้อมูลคำขอเบิกงบประมาณต่อกรมบัญชีกลาง
โดยให้ระบุจำนวนเงินที่จะต้องใช้ในแต่ละงวด งวดละสามเดือน
และ
ให้กรมบัญชีกลางสั่งจ่ายเงินให้แก่สำนักงานภายในสามวันก่อนวันขึ้นงวดใหม่
แต่ในกรณีที่สำนักงานมีความจำเป็นต้องใช้เงินมากกว่าที่ได้แจ้งไว้ในงวดใด ให้กรมบัญชีกลางจ่ายให้ตามที่สำนักงานร้องขอ
มาตรา ๑๕๕
ทรัพย์สินของสำนักงานไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีและผู้ใดจะยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้มิได้
มาตรา ๑๕๖
ให้สำนักงานจัดทำงบดุล งบการเงิน และบัญชีทำการ ส่งผู้สอบบัญชีภายในเก้าสิบวัน (90 วัน)
นับแต่วันสิ้นปีบัญชี
ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีของสำนักงาน
โดยให้ทำการตรวจสอบรับรองบัญชี และการเงินทุกประเภทของสำนักงาน โดยแสดงให้เห็นด้วยว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด ได้ผลตามเป้าหมาย มีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์ และคุ้มค่าเพียงใด
แล้วทำรายงานเสนอผลการสอบบัญชีต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีโดยไม่ชักช้า
มาตรา ๑๕๗
ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน
และกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
ให้กรรมการ กรรมการไต่สวน หัวหน้าพนักงานไต่สวน พนักงานไต่สวน และพนักงานเจ้าหน้าที่ มี ใช้ และพกพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ยุทธภัณฑ์ และอุปกรณ์เกี่ยวข้องเพื่อความปลอดภัยเท่าที่จำเป็น
ทั้งนี้ การมี การใช้ และการพกพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนยุทธภัณฑ์ และอุปกรณ์เกี่ยวข้อง
ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
มาตรา ๑๕๘
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการกองขึ้นไป ผู้ช่วยพนักงานไต่สวน พนักงานไต่สวน หัวหน้าพนักงานไต่สวน และพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีตำแหน่งและหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งทรัพย์สินที่มอบหมายให้อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เพื่อตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ในการตรวจสอบดังกล่าว
เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลและเป็นการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
ระเบียบมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นการเฉพาะก็ได้
ให้นำความในมาตรา ๔๓ มาใช้บังคับกับการดำเนินคดีกับบุคคลตามวรรคหนึ่งด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๑๕๙
เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลและเป็นการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า
พนักงานเจ้าหน้าที่ร่ำรวยผิดปกติ
กระทำความผิดฐาน
ทุจริตต่อหน้าที่
หรือกระทำความ
ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดำเนินการไต่สวน และวินิจฉัยเอง หรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนก็ได้
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องพิจารณาและวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน (60 วัน)
นับแต่วันที่ได้รับสำนวนการไต่สวน
มาตรา ๑๖๐
เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับแจ้งจากผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินว่า ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้ดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว
มีหลักฐาน
อันควรเชื่อได้ว่า
เจ้าหน้าที่ของสำนักงานมีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายแล้ว
หาก
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การไต่สวนเบื้องต้นของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะแจ้งพร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินยุติการดำเนินการและส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการไต่สวนเองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ต่อไปก็ได้
และเมื่อดำเนินการเป็นประการใดแล้วให้แจ้งให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินทราบด้วย
ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นควรให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินดำเนินการไต่สวนเบื้องต้นต่อไป เมื่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้ส่งสำนวนการไต่สวนเบื้องต้นให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาวินิจฉัยโดยให้ถือสำนวนการไต่สวนเบื้องต้น เอกสารและหลักฐานที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจัดทำขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
มาตรา ๑๖๑
สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด
ให้มีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัด
เรียกโดยย่อว่า
“สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด”
เป็น
ส่วนราชการในสังกัดสำนักงาน
มีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับ
การ
ตรวจสอบเบื้องต้น
การ
ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน
การ
ตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน
และ
หน้าที่และอำนาจอื่น
ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงานกำหนด
แต่
ไม่รวมถึงหน้าที่และอำนาจในการไต่สวนเบื้องต้น
เว้นแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีมติมอบหมายให้ดำเนินการไต่สวนเบื้องต้นเฉพาะกรณี
โดย
มีผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด เป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด
สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค
เพื่อประโยชน์ในการบริหาร
ราชการสำนักงาน
ให้จัดตั้งสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค ตามจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
ซึ่งต้อง
ไม่เกินสิบสองภาค
และ
ให้มีหัวหน้าสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และเลขาธิการ
สำนักงาน ป.ป.ช. ภาคมีหน้าที่และอำนาจในการ
ไต่สวนเบื้องต้น
กำกับการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด
และ
มีหน้าที่และอำนาจอื่น
ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงานกำหนด