Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
หมวด ๑ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ส่วนที่ ๑ …
หมวด ๑
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ส่วนที่ ๑
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
มาตรา ๙
คณะกรรมการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ประกอบด้วย
กรรมการจำนวน
เก้าคน
โดยคณะ
กรรมการสรรหา
มาตรา ๑๒
คณะกรรมการสรรหา ซึ่งประกอบด้วย
(๑) ประธานศาลฎีกา
เป็นประธานกรรมการ
(๒) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
เป็นกรรมการ
(๓) ประธานศาลปกครองสูงสุด
เป็นกรรมการ
(๔) บุคคลซึ่งศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่มิใช่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ให้เลขาธิการวุฒิสภา
เป็นเลขานุการ
ของคณะกรรมการสรรหา
และให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่
เป็นหน่วยธุรการ
ของคณะกรรมการสรรหา
ขยายข้อ (๔)
ในการดำเนิน
การแต่งตั้ง
บุคคลตาม (๔)
ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่มิใช่คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ดำเนินการ
เสนอชื่อ
บุคคลซึ่งองค์กรนั้น
แต่งตั้งเป็นกรรมการสรรหา
ภายในยี่สิบวัน
นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเลขาธิการวุฒิสภา
โดยให้
คัดเลือกจากบุคคลซึ่งมีความเป็นกลาง
ซื่อสัตย์สุจริต
และมีความ
เข้าใจในภารกิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
และผู้จะได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการสรรหา
ต้องได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง
ของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือกรรมการองค์กรอิสระ แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่ไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ให้ลงคะแนนใหม่
อีกครั้งหนึ่ง ในการลงคะแนน
ครั้งนี้ ถ้ามีผู้เข้ารับการคัดเลือกเกินสองคน ให้นำเฉพาะคนที่ได้คะแนนสูงสุดสองลำดับแรกมาลงคะแนนใหม่
ในกรณีที่มีผู้ได้คะแนนสูงสุดเท่ากัน
จนเป็นเหตุ
ให้มีผู้ได้คะแนนสูงสุดสองลำดับแรกเกินสองคน
ให้ผู้เข้ารับการคัดเลือกซึ่งได้คะแนนเท่ากันนั้นจับสลากเพื่อให้เหลือผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดสองลำดับแรกเพียงสองคนในการลงคะแนนครั้งหลังนี้
ถ้ายังไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง
ของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือกรรมการองค์กรอิสระ แล้วแต่กรณี
ให้ดำเนินการเพื่อคัดเลือกใหม่ โดยจะคัดเลือกผู้เข้ารับการคัดเลือกที่มีชื่ออยู่ในการคัดเลือกครั้งแรกมิได้
ให้เลขาธิการวุฒิสภาประกาศรายชื่อกรรมการสรรหาตาม (๔)
ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการสรรหาตาม (๒) หรือกรรมการสรรหาตาม (๔) มีไม่ครบ
ไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือพ้นกำหนดเวลาการคัดเลือกตามวรรคสามแล้วมิได้มีการเสนอชื่อ
ให้คณะกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจไปพลางก่อนได้ โดยในระหว่างนั้นให้ถือว่าคณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่
ให้
กรรมการสรรหาตาม (๔) อยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงวันก่อนวันที่มีกรณีที่ต้องสรรหากรรมการใหม่
แต่
ไม่รวมถึงการสรรหาใหม่หรือสรรหาเพิ่มเติมตามมาตรา ๑๓ วรรคสี่ มาตรา ๑๔ วรรคสองและวรรคสาม และมาตรา ๑๕
และ
ให้กรรมการสรรหาดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระเมื่อตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม
ให้ประธานกรรมการสรรหา และกรรมการสรรหา
เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๒ เมื่อมี
กรณีที่จะต้องสรรหา
ผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตามมาตรา ๙
ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา
มาตรา ๑๓
ในการสรรหากรรมการ
ให้คณะกรรมการสรรหา
ปรึกษาหารือเพื่อคัดสรรให้ได้บุคคลซึ่งมี
ความ
รับผิดชอบสูง
มีความ
กล้าหาญ
ในการปฏิบัติหน้าที่
มีพฤติกรรมทาง
จริยธรรม
เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม
มี
ทัศนคติที่เหมาะสม
ในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลสำเร็จ
โดยนอกจากการประกาศรับสมัครแล้ว
ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาจากบุคคลซึ่งมี
ความเหมาะสมทั่วไป
ได้ด้วย
แต่ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลนั้น
โดย
คำนึงถึง
ความหลากหลายของประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละด้านประกอบด้วย
และเพื่อประโยชน์แห่งการนี้
ให้คณะกรรมการสรรหาใช้วิธี
การสัมภาษณ์
หรือให้
แสดงความคิดเห็น
ในเรื่องที่
เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ
ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
หรือวิธีการอื่นใดที่เหมาะสม
เพื่อ
ประกอบการพิจารณาด้วย
ในการสรรหา ให้ใช้วิธี
ลงคะแนนโดยเปิดเผย
และ
ให้กรรมการสรรหาแต่ละคนบันทึกเหตุผลในการเลือกไว้ด้วย
ผู้ซึ่งจะได้รับการสรรหาต้องได้รับคะแนนเสียง
ถึง
สองในสาม
ของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ของคณะกรรมการสรรหา
ถ้าไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงตามวรรคสาม หรือมีแต่ยังไม่ครบจำนวนที่จะต้องสรรหา
ให้มีการลงคะแนนใหม่สำหรับผู้ได้คะแนนไม่ถึงสองในสาม ถ้ายังได้ไม่ครบตามจำนวน
ให้มีการลงคะแนนอีกครั้งหนึ่ง
ในกรณีที่การลงคะแนนครั้งหลังนี้ยังได้บุคคลไม่ครบตามจำนวนที่จะต้องสรรหา
ให้ดำเนินการสรรหาใหม่สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่
ภายในสามวัน
นับแต่วันปิดรับสมัคร
ให้เลขาธิการวุฒิสภาประกาศรายชื่อผู้เข้ารับการสรรหาให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
ประกาศดังกล่าวให้
ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติและประวัติการทำงาน
ตามที่คณะกรรมการสรรหากำหนดด้วย
มาตรา ๑๗
ให้ประธานกรรมการสรรหาและกรรมการสรรหา
ได้รับเบี้ยประชุม
และค่าตอบแทนอื่น
ตามที่ประธานวุฒิสภากำหนด
แต่
สำหรับ
เบี้ยประชุมให้กำหนดให้ได้รับเป็นรายครั้งที่มาประชุม
ในอัตรา
ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของประธานกรรมการหรือกรรมการ
ในคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภาได้รับในแต่ละเดือน
แล้วแต่กรณี
จาก
ผู้ซึ่งได้รับการสรรหา
ต้อง
มีคุณสมบัติ
อย่างหนึ่งอย่างใด ดัง
ต่อไปนี้ด้วย
การนับระยะเวลาตามวรรคสอง ให้นับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อหรือวันสมัครเข้ารับการสรรหา
แล้วแต่กรณี
เคย
เป็นผู้ดำรงตำแหน่งตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๖) รวมกัน
ไม่น้อยกว่าสิบปี
เป็นผู้มีความ
รู้
ความ
ชำนาญ
และ
ประสบการณ์
ทางด้าน
ไม่น้อยกว่าสิบปี
หรือการบริหารกิจการวิสาหกิจในระดับไม่ต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจำกัด
การบัญชี
การคลัง
การเงิน
การบริหาร
เป็นหรือ
เคย
เป็น
ผู้ประกอบวิชาชีพ
นับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อและได้รับการรับรอง
การประกอบวิชาชีพจากองค์กรวิชาชีพนั้น
ไม่น้อยกว่ายี่สิบปี
ประกอบวิชาชีพ
อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
ที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพ
ดำรงตำแหน่งหรือ
เคย
ดำรงตำแหน่ง
มีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์
ไม่น้อยกว่าห้าปี
ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย
เป็นหรือ
เคย
เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง
ผู้บริหารสูงสุดของ
ไม่น้อยกว่าห้าปี
หน่วยงานอื่นของรัฐ
ที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
รัฐวิสาหกิจ
รับราชการหรือ
เคย
รับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่า
ไม่น้อยกว่าห้าปี
หัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า
อธิบดี
รับราชการหรือ
เคย
รับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่า
ไม่น้อยกว่าห้าปี
อธิบดีอัยการ
ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารกลาง
อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น
อธิบดีผู้พิพากษา
ต้องเป็นผู้
ประสบการณ์
ด้าน
หรือ
การอื่น
ใดอัน
เป็นประโยชน์
ต่อการป้องกันและปราบปราม
การทุจริต
การ
บริหารราช
การแผ่นดิน
เศรษฐศาสตร์
บัญชี
กฎหมาย
ความ
เชี่ยวชาญ
มี
ความรู้
มาตรา ๑๐ กรรมการต้อง
มีคุณสมบัติ
ดัง
ต่อไปนี้ด้วย
(๑) มีสัญชาติ
ไทย
โดยการเกิด
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่า
สี่สิบห้า
ปี แต่ไม่เกิน
เจ็ดสิบ
ปี
(๓) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่า
ปริญญาตรี
หรือเทียบเท่า
(๔) มีความ
ซื่อสัตย์สุจริต
เป็นที่ประจักษ์
(๕) มี
สุขภาพ
ที่สามารถ
ปฏิบัติหน้าที่ได้
อย่าง
มีประสิทธิภาพ
มาตรา ๑๑ กรรมการต้อง
ไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นหรือ
เคย
เป็น
หรือผู้
ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
ใด
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
(๒)
ติดยา
เสพติดให้โทษ
(๓) เป็นบุคคล
ล้มละลาย
หรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย
ทุจริต
(๔) เป็นเจ้าของหรือผู้
ถือหุ้น
ในกิจการ
หนังสือพิมพ์
หรือ
สื่อมวลชน
ใด ๆ
(๕)
เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต
หรือ
นักบวช
(๖) อยู่ในระหว่าง
ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
ไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่
(๗)
วิกลจริต
หรือ
จิตฟั่นเฟือน
ไม่สมประกอบ
(๘) อยู่ระหว่าง
ถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
เป็นการชั่วคราวหรือ
ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
(๙)
ต้องคำพิพากษา
ให้
จำคุก
และ
ถูกคุมขัง
อยู่โดยหมายของศาล
(๑๐)
เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ
หน่วยงาน
ของรัฐ
หรือ
รัฐวิสาหกิจ
เพราะทุจริตต่อหน้าที่
หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
(๑๑)
เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล
อันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
เพราะร่ำรวยผิดปกติ
หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก
เพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(๑๒)
เคยต้องคำพิพากษา
อันถึงที่สุดว่ากระทำความ
ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
หรือ
ต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความ
ผิดของพนักงาน
ในองค์การหรือ
หน่วยงานของรัฐ
หรือความ
ผิดเกี่ยวกับทรัพย์
ที่กระทำโดย
ทุจริต
ตามประมวลกฎหมายอาญา
ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการ
กู้ยืมเงิน
ที่เป็นการ
ฉ้อโกง
ประชาชน
กฎหมายว่าด้วย
ยาเสพติด
ในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำ เข้า ส่งออก หรือผู้ค้า
กฎหมายว่าด้วย
การพนัน
ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก
กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการ
ค้ามนุษย์
หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐาน
ฟอกเงิน
(๑๓)
เคยต้องคำพิพากษา
อันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการ
ทุจริตในการเลือกตั้ง
(๑๔) อยู่ในระหว่าง
ต้องห้าม
มิให้ดำรงตำแหน่งทาง
การเมือง
(๑๕) เคย
พ้นจากตำแหน่ง
เพราะ
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ว่ามีการเสนอ การ
แปรญัตติ
หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา
หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย
(๑๖) เคย
พ้นจากตำแหน่ง
เพราะ
ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญา
ของ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
มีคำพิพากษาว่าฝ่าฝืนหรือ
ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม
อย่างร้ายแรง
หรือเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
หรือกระทำความผิดฐาน
ทุจริตต่อหน้าที่
หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่
หรือ
ใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
(๑๗)
เคย
ได้รับโทษ
จำคุก
โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๑๘) เป็นหรือ
เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง
หรือ
สมาชิกสภาท้องถิ่น
หรือ
ผู้บริหารท้องถิ่น
ในระยะ
สิบปีก่อนเข้ารับการสรรหา
(๑๙) เป็นหรือ
เคยเป็นสมาชิก
หรือผู้
ดำรงตำแหน่ง
อื่นของ
พรรคการเมือง
ในระยะ
สิบปีก่อนเข้ารับการสรรหา
(๒๐) เป็น
ข้าราชการ
ซึ่ง
มีตำแหน่ง
หรือ
เงินเดือน
ประจำ
(๒๑) เป็น
พนักงาน
หรือ
ลูกจ้าง
ของหน่วยงานของ
รัฐ รัฐวิสาหกิจ
หรือราชการส่วน
ท้องถิ่น
หรือ
กรรมการ
หรือ
ที่ปรึกษา
ของหน่วยงานของ
รัฐ
หรือ
รัฐวิสาหกิจ
(๒๒) เป็นผู้
ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน
บริษัท
หรือองค์กรที่
ดำเนินธุรกิจ
โดย
มุ่งหาผลกำไร
หรือ
รายได้มาแบ่งปันกัน
หรือ
เป็นลูกจ้างของบุคคลใด
(๒๓) เป็นผู้
ประกอบวิชาชีพอิสระ
(๒๔)
มีพฤติการณ์
อันเป็นการฝ่าฝืนหรือ
ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม
อย่างร้ายแรง
มาตรา ๑๔
ผู้ได้รับการสรรหา
เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ
ต้องได้
รับความเห็นชอบจาก
วุฒิสภา
ด้วย
คะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา
ใน
กรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบ
ผู้ได้รับการสรรหารายใด
ให้
ดำเนินการ
สรรหาบุคคลใหม่
แทนผู้นั้น แล้ว
เสนอต่อวุฒิสภา
เพื่อให้ความ
เห็นชอบ
ต่อไป
โดย
ผู้ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่นี้ไม่ได้
เมื่อมีผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว
หากเป็น
กรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่ง
ด้วย
ให้ผู้ได้รับความเห็นชอบประชุมร่วมกับกรรมการ
ซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ ถ้ามี
เพื่อเลือก
กันเองให้คนหนึ่งเป็น
ประธานกรรมการ
แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ
ใน
กรณีที่ผู้ซึ่งวุฒิสภาให้ความเห็นชอบยังได้ไม่ครบจำนวนที่ต้องสรรหา
แต่เมื่อรวมกับกรรมการซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่
ถ้ามี
มีจำนวนถึงเจ็ดคน
ก็
ให้ดำเนินการประชุมเพื่อเลือกประธานกรรมการได้
และเมื่อโปรดเกล้า
โปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้วให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปพลางก่อนได้ โดยในระหว่างนั้นให้ถือว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่ และ
ให้ดำเนินการสรรหาเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องสรรหาต่อไปโดยเร็ว
ให้
ประธานวุฒิสภา
นำความ
กราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งประธานรรมการ
และกรรมการ
และเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
มาตรา ๑๕
ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ
โดยที่
ยังมิได้พ้นจากตำแหน่ง
ตามมาตรา ๑๑ (๒๐) (๒๑) หรือ (๒๒) หรือยังประกอบวิชาชีพตามมาตรา ๑๑ (๒๓) อยู่
ต้องแสดง
หลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพดังกล่าวแล้ว ต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด
ซึ่งต้องเป็นเวลา
ก่อนที่ประธานวุฒิสภาจะนำความกราบบังคมทูล
เพื่อทรงแต่งตั้งกรรมการ
ในกรณีที่ไม่แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ และให้ดำเนินการสรรหาใหม่
มาตรา ๑๖
วินิจฉัยคุณสมบัติ
ใน
กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติ
หรือ
ลักษณะต้องห้าม
ของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการสรรหา
ให้
เป็นหน้าที่และอำนาจของ
คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย
คำวินิจฉัย
ของ
คณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด
การเสนอเรื่อง
เพื่อ
ให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัย
ตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่คณะกรรมการสรรหากำหนด
การวินิจฉัย
ให้
ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย
ให้นำความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มา
ใช้บังคับแก่กรณี
ที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติ
และ
ลักษณะต้องห้ามของ
กรรมการสรรหาด้วย
โดยอนุโลม
แต่
กรรมการสรรหาที่ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามจะอยู่ในที่ประชุมในขณะพิจารณาและวินิจฉัยมิได้
มาตรา ๑๘
กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่ง
เจ็ดปี
นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง
และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียง
วาระเดียว
ในกรณีที่
กรรมการพ้น
จากตำแหน่งตามวาระ
ให้กรรมการที่พ้น
จากตำแหน่ง
ปฏิบัติหน้าที่ต่อ
ไป
จนกว่าจะมีกรรมการใหม่แทน
มาตรา ๑๙
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑)
ตาย
(๒)
ลาออก
(๓)
ขาดคุณสมบัติ
ตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ หรือ
มีลักษณะต้องห้าม
ตามมาตรา ๑๑
(๔)
พ้นจากตำแหน่ง
ด้วยเหตุอื่น
ตามรัฐธรรมนูญ
เมื่อ
ประธานกรรมการพ้น
จาก
ตำแหน่งประธาน
กรรมการ
ให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการด้วย
ในกรณีที่มีปัญหาว่า
กรรมการผู้ใดพ้นจากตำแหน่งตาม (๒) หรือ (๓) หรือไม่
ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย
คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด
ในกรณีที่
ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธาน
กรรมการ
หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้กรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่แทนประธานกรรมการ
ในระหว่างที่
กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
และยัง
ไม่มีการแต่งตั้งกรรมการแทน
ตำแหน่งที่ว่าง
ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เว้นแต่จะมีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงห้าคน
ในกรณีที่
กรรมการจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
ให้ดำเนินการสรรหากรรมการใหม่ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน (120 วัน)
ก่อนวันที่กรรมการครบวาระ
แต่ถ้ากรรมการพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่น
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
ให้ดำเนินการสรรหากรรมการภายในเก้าสิบวัน (90 วัน
) นับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
มาตรา ๒๐
เมื่อมีผู้ร้องขอ
โดยมีหลักฐาน
ตามสมควรว่า
กรรมการผู้ใด
พ้นจากตำแหน่ง
ตามมาตรา ๑๙
(๒) หรือ (๓)
ให้เลขาธิการวุฒิสภาเสนอเรื่องต่อประธานกรรมการสรรหา
ภายในห้าวัน
นับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ
และ
ให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
ในการ
วินิจฉัย
ให้
ถือเสียงข้างมาก
ใน
กรณีที่มีเสียงเท่ากัน
ให้ประธานกรรมการสรรหาออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
หลักฐาน
ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไป
ตามที่คณะกรรมการสรรหากำหนด
มาตรา ๒๑
กรรมการถูกกล่าวหา
ใน
กรณีที่กรรมการต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะถูกกล่าวหา
และ
ศาลฎีกา
หรือ
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา
ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ประทับฟ้อง
ให้ประธานศาลฎีกา
และ
ประธานศาลปกครองสูงสุดร่วมกันแต่งตั้งบุคคล
ซึ่ง
มีคุณสมบัติ
และ
ไม่มีลักษณะต้องห้าม
เช่นเดียวกับกรรมการ
ทำหน้าที่เป็นกรรมการ
เป็นการ
ชั่วคราวให้ครบเก้าคน
โดย
ให้ผู้
ซึ่ง
ได้รับแต่งตั้ง
ทำหน้าที่
ในฐานะ
กรรมการ
จนกว่ากรรมการที่ตนทำหน้าที่แทนจะปฏิบัติหน้าที่ได้
หรือจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทน
และ
มีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง
มาตรา ๒๒
การประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ต้องมีกรรมการมาประชุม
ไม่น้อยกว่าห้าคน
จึงจะเป็นองค์ประชุม
ใน
กรณี
ที่
กรรมการ
คนใด
ไม่อาจมาประชุม
ได้
ให้จดแจ้งเหตุนั้นไว้
ในรายงานการประชุม
การลงมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ให้ใช้คะแนนเสียงข้างมาก
ของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
เว้นแต่
พระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
โดย
ประธาน
ในที่ประชุมและ
กรรมการ
ที่มาประชุม
ต้องลงคะแนนเสียงเพื่อมีมติ
และให้
กรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน
ใน
กรณีมีคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ประธานในที่ประชุม
ให้
ประธานกรรมการ
เป็น
ประธานในที่ประชุม
ถ้า
ประธานกรรมการไม่มา
ประชุม
ให้กรรมการ
ที่มาประชุม
เลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน
ในที่ประชุม
ทั้งนี้
ตามหลักเกณฑ์
และวิธีการประชุม
ที่คณะกรรมการ
ป.ป.ช. กำหนด
ไม่มาประชุม
การไม่เข้าประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่ออกเสียงลงมติโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม แต่ไม่เป็นการตัดสิทธิที่จะลาออกจากตำแหน่งก่อนมีการลงมติ
เบี้ยประชุม
ให้ประธานกรรมการและกรรมการได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้ง
เท่ากับกรรมการตามพระราชกฤษฎีกา
ว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ
มาตรา ๒๓
การลงมติ
การลงมติเพื่อมีความเห็นว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
ทุจริต
ต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่
หรือ
ใช้อำนาจขัด
ต่อบทบัญญัติแห่ง
รัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
หรือฝ่าฝืนหรือ
ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน
ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ต้องมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
มาตรา ๒๔ ใน
การลงมติ
ของกรรมการ
ตามมาตรา ๒๓
หรือในเรื่องอื่น
ใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
ให้กรรมการลงมติเป็นหนังสือตามแบบที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
ซึ่งอย่างน้อยต้อง
มีชื่อเรื่อง
และ
ประเด็น
ที่ลงมติ มติที่ลง และ
ลายมือชื่อ
ของกรรมการที่ลงมติ และ
ให้เลขาธิการเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
3 more items...
ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับการลงมติเพื่อมีความเห็นว่าผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าหน้าที่ของรัฐจงใจ
ไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
หรือ
จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินอันเป็นเท็จ
หรือ
ปกปิดข้อเท็จจริง
ที่ควรแจ้งให้ทราบและมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่า
มีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน
นั้น
หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ
กระทำความผิดฐาน
ทุจริตต่อหน้าที่
หรือ
กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
หรือ
ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมด้วยโดยอนุโลม
การปฏิบัติงาน
มาตรา ๒๕
กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา
และ
การปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจ
ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องเป็นไปโดย
สุจริต
เที่ยงธรรม
กล้าหาญ
และ
ปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ
และ
ปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามมาตรฐานทางจริยธรรม
ใน
ระหว่างการดำรงตำแหน่งกรรมการจะเข้ารับการศึกษา
หรือ
อบรม
ในหลักสูตรหรือโครงการใด ๆ
มิได้
เว้นแต่เป็นหลักสูตรหรือโครงการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้จัดขึ้นโดยเฉพาะสำหรับกรรมการ
เงินเดือน
มาตรา ๒๖
เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง
และ
ประโยชน์ตอบแทน
อื่น
ของประธานกรรมการและกรรมการ
ให้เป็นไป
ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
ให้ประธานกรรมการและกรรมการได้รับเงินค่ารับรองเหมาจ่ายเป็นรายเดือน
ตาม
อัตราที่
กระทรวงการคลังกำหนด
ซึ่ง
ต้องไม่น้อยกว่าเงินประจำตำแหน่งของประธานกรรมการหรือกรรมการ
บำเหน็จ
มาตรา ๒๗
ประธานกรรมการและกรรมการ
ซึ่ง
ดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่าหนึ่งปีมีสิทธิได้รับบำเหน็จตอบแทนเป็นเงิน
ซึ่ง
จ่ายครั้งเดียว
เมื่อพ้นจากตำแหน่ง
ด้วยเหตุ
อย่างใดอย่างหนึ่ง ดัง
ต่อไปนี้
(๑)
ครบวาระ
(๒)
ตาย
(๓)
ลาออก
(๔)
มีอายุครบเจ็ดสิบปี
ในการ
คำนวณบำเหน็จตอบแทน
นั้น
ให้
นำอัตราเงินเดือนตามมาตรา ๒๖ คูณด้วยจำนวนปี ที่ดำรงตำแหน่ง
เศษของปีให้นับเป็นหนึ่งปี
สิทธิใน
บำเหน็จตอบแทน
นั้น
เป็นสิทธิเฉพาะตัวจะโอนไม่ได้
เว้นแต่กรณีตาย ให้ตกได้แก่คู่สมรสและทายาทที่ได้แจ้งไว้
และ
ถ้าการตาย
นั้นเกิดขึ้น
เพราะเหตุปฏิบัติหน้าที่
หรือในการปฏิบัติหน้าที่
ให้ได้รับเป็นสองเท่าของบำเหน็จตอบแทน
ที่กำหนดไว้ตามวรรคสอง
ตามคำแนะนำของ
วุฒิสภา
พระมหากษัตริย์
ทรงแต่งตั้ง