Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
HIV/AIDS, ระยะของโรค, การวินิจฉัย, การติดต่อ, การรักษา, การป้องกัน,…
-
ระยะของโรค
- ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV)
การวินิจฉัย
- การตรวจหาแอนติบิดีต่อเชื้อ (Anti-HIV)
- การตรวจหาทั้งแอนติเจนและแอนติบิดี (Fourth-generation tests)
- การตรวจหาเชื้อไวรัสโดยตรง (Viral Load)
การติดต่อ
- การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
- การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
- การรับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือดที่มีเชื้อ การรับอวัยวะที่มีเชื้อ
- จากแม่สู่ลูก (ระหว่างตั้งครรภ์, การคลอด, การให้นม)
การรักษา
- ยาต้านไวรัส (Antiretroviral drug - ARVs) โดยใช้สูตรยาหลายชนิดร่วมกัน (HAART) เพื่อควบคุมปริมาณไวรัสและฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน
- เป้าหมายคือ ลดปริมาณไวรัสในเลือดให้น้อยที่สุด (Viral Suppression)
การป้องกัน
- การใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอ
- ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
- การให้ยาต้านไวรัสในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเพื่อป้องกันการถ่ายทอดสู่ลูก
- ยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ (PrEP) และหลังสัมผัสเชื้อ (PEP)
การพยาบาล
- ผู้ติดเชื้อ HIV และ AIDS เป็นกลุ่มที่เปราะบาง มีปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อฉวยโอกาส รวมทั้งด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคม ดังนั้นการช่วยค้นหาสาเหตุโดยตรง ปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้เกิดปัญหา และอุปสรรคที่เฉพาะเจาะจงของผู้ป่วยต่อการรักษา จะช่วยให้การพยาบาลผู้ป่วยได้ผลได้ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่างข้อวินิจฉัยการพยาบาลที่พบบ่อยในผู้ติดเชื้อ HIV และ AIDS ได้แก่
- เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เกี่ยวเนื่องจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- การแลกเปลี่ยนก๊าซบกพร่อง เกี่ยวเนื่องจากมีการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจ/ปอด
- ปวด เกี่ยวเนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนไหว ติดเชื้อ/อักเสบ มะเร็งของข้อ กล้ามเนื้อ ประสาท
ระยะของโรค
- วัณโรคระยะแฝง (Latent TB Infection): มีเชื้อในร่างกาย แต่ยังไม่แสดงอาการและไม่สามารถแพร่เชื้อได้
- วัณโรคระยะแสดงอาการ (Active TB disease): เชื้อมีการแบ่งตัว ทำให้เกิดอาการป่วยและสามารถแพร่กระจายเชื้อได้
อาการ
- ไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ (อาจมีเลือดปน)
- ไข้ต่ำๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืน
- เหงื่อออกมากผิดปกติ
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย
การวินิจฉัย
- การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray)
- การตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์ (AFB smear)
- การเพาะเชื้อวัณโรค (TB culture)
- การตรวจทางอณูชีววิทยา (เช่น Xpert MTB/RIF)
- การทดสอบทูเบอร์คูลินทางผิวหนัง (Tuberculin Skin Test)
การรักษา
- ใช้ยารักษาวัณโรคหลายชนิดร่วมกันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
- การรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและครบถ้วนตามแพทย์สั่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อป้องการดื้อยา
การติดต่อ
- ผ่านทางอากาศ จากการไอ จาม หรือพูดของผู้ป่วยวัณโรคปอด ทำให้เกิดละอองฝอยที่มีเชื้อลอยอยู่ในอากาศ
ความสัมพันธ์กับ HIV/AIDS
- ผู้ติดเชื้อ HIV มีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้ง่ายกว่าคนทั่วไป 20-30 เท่า เนื่องจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้ติดเชื้อ HIV
-
สาเหตุ
- เชื้อโรค (ส่วนใหญ่มักเป็นแบคทีเรียแกรมลบ เช่น E.coli) เข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะผ่านทางสายสวนปัสสาวะ
- การใส่สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด
อาการ
- มีไข้
- ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นผิดปกติ
- อาการเจ็บบริเวณหัวหน่าวหรือสีข้าง
- ในผู้สูงอายุอาจมีอาการสับสน
การวินิจฉัย
- การตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ (Urinalysis)
- การเพาะเชื้อจากปัสสาวะ (Urine Culture) ซึ่งต้องเก็บปัสสาวะอย่างถูกวิธีและปลอดเชื้อ
การรักษา
- การใช้ยาปฏิชีวนะตามผลความไวของเชื้อ
- การถอดสายสวนปัสสาวะออกโดยเร็วที่สุดเมื่อไม่มีข้อบ่งชี้
-
- HIV (Human Immunodeficiency virus): เป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
- AIDS (Acquired Immunodeficiency Syndrome): หรือโรคเอดส์ ภาวะเจ็บป่วยขั้นสุดท้ายที่เกิดจากการติดเชื้อ HIV
- ไม่ใช่ทุกคนที่ติด HIV จะกลายเป็น AIDS หากได้รับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ สามารถมีชีวิตยืนยาวและป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้
- เกิดขึ้นระหว่าง 2-4 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ
- บางรายไม่มีอาการ บางรายอาจมีacute retroviral syndrome (ARS)
โดยมีอาการคล้ายไข้หวัด (Flu-like Symptoms) เช่น ไข้ ปวดหัว เจ็บคอ
ต่อมน้ำเหลืองโต มีผื่น ปวดเมื่อยตามร่างกาย
- เป็นช่วงที่ไวรัสเพิ่มจำนวนในร่างกายอย่างรวดเร็ว และมีปริมาณไวรัส
ในเลือดสูง จึงเป็นระยะที่มีความเสี่ยงสูงมากที่ผู้ติดเชื้อจะแพร่กระจาย
ไวรัสไปยังผู้อื่น
- ระยะสงบ/เรื้อรัง (Chronic HIV)
- อาจยาวนานได้หลายปี (โดยเฉพาะหากผู้ติดเชื้อได้รับยาต้าน
ไวรัสอย่างเหมาะสม)
- ไวรัสจะยังคงเพิ่มจำนวนในร่างกาย แต่มีปริมาณน้อยกว่าใน
ระยะเฉียบพลัน
- มักจะไม่มีอาการชัดเจนหรือไม่รู้สึกป่วย
- หากไม่ได้รับการรักษา ปริมาณไวรัสจะเพิ่มขึ้นช้า ๆ และ CD4
จะลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ติดเชื้อจะแสดงอาการของโรคฉวย
โอกาสต่าง ๆ เช่น ไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต ท้องเสียเรื้อรัง น้ำหนัก
ลด เริม งูสวัด เชื้อราในช่องปาก ปอดอักเสบ เป็นต้น
-
-
-
- เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดที่ปอด แต่สามารถเกิดได้กับอวัยวะอื่นๆ
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจากการใส่สายสวนปัสสาวะ (Catheter-Associated Urinary Tract Infection - CAUTI)
- การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ได้การใส่สายสวนปัสสาวะนานกว่า 48 ชม. หรือภายใน 48 ชม. หลังถอดสายสวน
-
-
ศิรินันทน์ ปรากฏ และ พูลสุข เจนพานิชย์วิสุทธิพันธุ์. (2568). การพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อ (HIV/AIDS & TB & Nosocomial infection) [เอกสารที่ไม่ได้ตีพิมพ์].
-