Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 5 สกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) - Coggle…
บทที่ 5 สกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)
ความหมาย
ความหมายของ Cryptocurrency คือ สกุลเงินดิจิทัล ที่ใช้เทคโนโลยี บล็อกเชน (Blockchain) ในการจัดเก็บและตรวจสอบข้อมูลแบบกระจายศูนย์ ไม่มีหน่วยงานใดควบคุม ใช้การเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกรร
วิวัฒนาการ
4.ปี 1816 – อังกฤษใช้มาตรฐานทองคำ (Gold Standard)
5.ปี 1950 – เริ่มใช้บัตรเครดิต เช่น Diners Club, Visa, American Express
3.ปี 1806 – เริ่มใช้เงินกระดาษและธนบัตร
6.ปี 1994–1995 – เริ่มใช้ระบบ Online Banking
2.ปี 1000 B.C. – เริ่มใช้เหรียญโลหะและหอยเบี้ยเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยน
1.ปี 6000 B.C. – ระบบแลกเปลี่ยนของต่อของ (Barter System)
7.ปี 2009 – เกิดสกุลเงินดิจิทัลแรก “Bitcoin” โดย Satoshi Nakamoto
สกุลเงินดิจิทัลที่นิยมใช้
อันดับที่ 3 สกุลเงิน Ripple
•เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามโลกได้อย่างรวดเร็ว
•ได้รับความสนใจจากสถาบันการเงินทั่วโลก
•ไม่มีการ “ขุด” เหมือนเหรียญอื่น ๆ
•XRP ถูกสร้างขึ้นครั้งเดียวทั้งหมดจำนวน 100,000 ล้านเหรียญ
อันดับที่ 2 – Ethereum (ETH)
•ถูกเรียกว่า “World Computer” เพราะสามารถรันโปรแกรมอัตโนมัติบนบล็อกเชนได้
•เป็นต้นกำเนิดแนวคิด Smart Contract
•เป็นระบบแบบกระจายศูนย์ (Decentralized)
•ใช้สร้างแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น เกม การเงิน หรือโซเชียลเน็ตเวิร์กบนเครือข่าย Ethereum
อันดับที่ 4 สกุลเงิน Litecoin
•หนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลที่เก่าแก่ เปิดตัวปี 2011
•คล้าย Bitcoin แต่ทำธุรกรรมเร็วกว่า (สร้างบล็อกทุก 2.5 นาที)
•ค่าธรรมเนียมต่ำ เหมาะกับการใช้งานทั่วไป
อันดับที่ 5 สกุลเงิน Dash
•เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่โอนเงินได้รวดเร็วกว่า Bitcoin
•ได้รับความนิยมจากร้านค้าออนไลน์
•ระบบแบ่งการทำงาน 2 ชั้น
1.Miner – ตรวจสอบธุรกรรมและสร้างบล็อกใหม่
2.Masternode – รันระบบตลอด 24 ชม. รองรับฟีเจอร์ PrivateSend, InstantSend
การได้มาซึ่งเหรียญ ETH
2.จ้างคนอื่นขุด
•ซื้อพลังประมวลผลจากผู้ให้บริการขุดแทน
•ทำสัญญาระยะเวลา เช่น 12 เดือน
•หากคืนทุนได้ก่อนหมดสัญญา ส่วนที่เหลือคือกำไร
1.ขุดเอง
•ใช้คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงในการประมวลผลตามเงื่อนไขของระบบ
•ยิ่งคอมแรง ยิ่งมีโอกาสขุดได้มาก
•ต้องอาศัยจังหวะและเวลา เหมือนการลงทุนในหุ้น
การใช้สกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทย
3.การลงทุนอยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ตาม พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561
4.ก.ล.ต. เตือนนักลงทุนว่ามีความเสี่ยงสูง อาจสูญเงินลงทุนได้
2.คนไทยเริ่มสร้างคริปโทของตนเอง เช่น Zcoin
5.ธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มศึกษาและทดลองใช้ CBDC สำหรับธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงิน
1.การใช้คริปโทเพื่อชำระเงินยังมีจำกัด
6.การใช้ CBDC สำหรับประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระยะศึกษา เพราะคนไทยยังเชื่อมั่นในค่าเงินบาท
สกุลเงินดิจิทัลที่นิยมใช้
อันดับที่ 1 Bitcoin
• เป็นสกุลเงินดิจิทัลแรกของโลก พัฒนาโดย “ซาโตชิ นากาโมโตะ”
• ใช้เทคโนโลยี Blockchain ทำให้ปลอดภัย โปร่งใส และไม่ถูกปลอมแปลง
• มีจุดประสงค์ให้เป็นเงิน อิสระจากรัฐบาลและธนาคาร
• ใช้ซื้อสินค้าและบริการได้จริงในหลายประเทศ
• ถูกควบคุมแบบ กระจายศูนย์ (Decentralize) ไม่มีใครควบคุมได้
• มีจำนวนจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ
• ราคาถูกกำหนดตามกลไกตลาด (อุปสงค์–อุปทาน)
• การขุด (Mining) คือการใช้คอมพิวเตอร์แก้สมการเพื่อยืนยันธุรกรรม
• เก็บไว้ใน “กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet)” ที่มีรหัสเฉพาะตัว
• ได้รับฉายาว่า “ทองคำดิจิทัล” เพราะมีมูลค่าและเป็นที่นิยมทั่วโลก
กฏหมายกับสกุลเงินดิจิทัล
2.Bitcoin Cash (BCH) • แยกจาก Bitcoin ปี 2560 เพื่อให้โอนเงินเร็วขึ้น ค่าธรรมเนียมถูกลง
1.Bitcoin (BTC)
• สกุลเงินดิจิทัลแรกของโลก สร้างปี 2552 โดย “ซาโตชิ นากาโมโตะ”
• ใช้ระบบ Blockchain จำกัดจำนวน 21 ล้านเหรียญ ป้องกันเงินเฟ้อ
3.Ethereum (ETH) • สร้างปี 2556 โดย Vitalik Buterin ใช้ทำธุรกรรม และ ระดมทุน ICO
4.Ethereum Classic (ETC) • แยกจาก Ethereum ปี 2559 หลังระบบถูกแฮ็ก คงโครงสร้างเดิมไว้
5.Litecoin (LTC) • สร้างปี 2554 โดย Charlie Lee ธุรกรรมเร็วกว่า Bitcoin 4 เท่า ค่าธรรมเนียมต่ำ
6.Ripple (XRP) • ใช้ Private Blockchain โดยบริษัท Ripple ไม่สามารถขุดได้ เน้นโอนเงินระหว่างประเทศ
7.Stellar (XLM) • พัฒนาจาก Ripple รองรับการโอนเงินรายย่อย ใช้งานง่าย เข้าถึงคนทั่วไป
ข้อดีของสกุลเงินดิจิทัล
ช่วยให้การโอนเงินรวดเร็ว ปลอดภัย และไม่ต้องผ่านธนาคารหรือบุคคลที่สาม ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการบันทึกธุรกรรม ทำให้ยากต่อการถูกแฮ็กและตรวจสอบได้โปร่งใส
ข้อเสียของสกุลเงินดิจิทัล
หากสูญเสียกุญแจส่วนตัวจะไม่สามารถกู้เงินได้ และไม่มีหน่วยงานกลางหรือรัฐบาลใดรับผิดชอบ ความผิดพลาดของคอมพิวเตอร์อาจทำให้เงินหาย และสกุลเงินดิจิทัลสามารถถูกนำไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมายหรือเลี่ยงภาษีได้