Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
หลักการป้องกันและควบคุมอันตรายจากสภาพแวดล้อมในการทํางาน - Coggle Diagram
หลักการป้องกันและควบคุมอันตรายจากสภาพแวดล้อมในการทํางาน
หลักการป้องกันอันตรายและควบคุมอันตรายจากสภาพแวดล้อมในการทํางาน
การป้องกันควบคุมที่แหล่งกําเนิด (Source Controls)
เป็นการลดหรือขจัดอันตราย ออกไป
จากการทํางาน ณ แหล่งกําเนิดอันตราย
โดยอาศัยการออกแบบด้านวิศวกรรม
เพื่อให้
เครื่องจักรหรือกระบวนการผลิตมีความปลอดภัยตั้งแต่ต้น
เป็นวิธีการควบคุมอันตรายที่ถูกพิจารณา
เป็นอันดับแรกเนื่องจากมีประสิทธิภาพมาก
ที่สุดในการควบคุมอันตรายดีที่สุด :<3:
การป้องกันควบคุมที่ทางผ่าน (Path controls)
เป็นวิธีการควบคุมอันตรายจากทางผ่านของอันตรายจากแหล่งกําเนิดไปสู่พนักงาน เป็นการลดความรุนแรงหรือความเป็นอันตราย
ก่อนถึงตัวพนักงานโดยที่อันตราย ณ แหล่งกําเนิดยังคงเท่าเดิม
โดยการเพิ่มระยะทางหรือหาสิ่งมา กั้นระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับแหล่งอันตราย
หลักการนี้ควรถูกพิจารณาเป็นอันดับที่สอง
ใช้วิธีการควบคุมทางด้านการบริหารจัดการ (Administrative Control)
การป้องกันควบคุมที่ทางตัวบุคคล (Receiver Controls)
การควบคุมโดยวิธีการนี้ไม่ สามารถลดหรือกําจัดอันตรายได้ แต่เป็นเพียงสิ่งที่กั้นระหว่างตัวผู้ปฏิบัติงานและอันตรายเท่านั้นโดยอาศัยอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
ถ้าอุปกรณ์ป้องกันอันตรายเกิดความเสียก็จะทําให้ ผู้ปฏิบัติงานสัมผัสอันตรายนั้นได้โดยทันที
มาตรากรนี้ควรถูกพิจารณาเป็นมาตรการสุดท้าย เพราะเป็นวิธีการที่ยากที่สุด เนื่องจากเป็นวิธีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงานซึ่งสามารถทําได้ยาก
หลักการ 3 E
ในการป้องกันควบคุมอันตราย
Engineering
คือ การใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมโดยการออกแบบหรือการคํานวณด้านวิศวกรรมมาป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น
เช่น การออกแบบเครื่องมือเครื่องจักร กระบวนการ ผลิตให้เกิดความปลอดภัยการติดตั้งการ์ดนิรภัย การวางผังโรงงาน
Education
คือ การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันอันตราย โรคและอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น
โดยการให้ความรู้ การฝึกอบรม การฝึกปฏิบัติ การให้ความรู้และฝึกปฏิบัติใน ระหว่างการปฏิบัติงาน หรือ on the job training การสอนความปลอดภัยเฉพาะด้าน
Enforcement
คือ การออกกฎหรือออกมาตรการควบคุม ให้ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติตาม
ข้อกําหนดหรือระเบียบที่ได้กําหนดได้ ถ้าฝ่าฝืนต้องมีการลงโทษ
เช่น การออกกฎระเบียบบริษัท
การกําหนดข้อบังคับบในการปฏิบัติงาน รวมถึงการออกกฎหมายบังคับ
วิธีการป้องกันควบคุมอันตรายจากการทํางาน
การป้องกันควบคุมทางด้านวิศวกรรม
1.3 การปิดคลุมกระบวนการผลิตหรืออุปกรณ
การทํางานกับเครื่องจักรที่มีเสียงดังนิยมใช้สร้างห้องครอบเครื่องจักรโดยใช้วัสดุดูดซับเสียง
1.4 การลดปัญหาเรื่องฝุ่นหรืออันตรายจากฝุ่นโดยใช้ระบบเปียก
ในสภาพแวดล้อมการ ทํางานที่มากขึ้นและตกลงมาสู่พื้นพร้อมกับน้ํา
1.5 การติดตั้งการ์ดนิรภัยและสายดินของเครื่องจักร
เช่น การนิรภัยชนิดติดอยู่กับที่ การนิรภัย
ชนิดอินเตอร์ล๊อค (Interlock Guard)
การ์ดนิรภัยชนิดระบบเซนเซอร์
1.2 การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต
การทํางานเชื่อมโลหะพนักงานจะ ได้รับฟูมจากการเชื่อมโลหะ
1.6 การบํารุงรักษา
เช่น การเปลี่ยนอุปกรณ์ ตามอายุการใช้งานหรือก่อนที่เครื่องจักรจะเสียทําให้ลดอันตรายจากการทํางานได้
1.1 การแทนที่สารที่เป็นอันตรายน้อยกว่าทดแทน
เช่น ใช้สารที่มีการติดไฟได้น้อย
1.7 การใช้ระบบระบายอากาศ
1.7.1 ระบบระบายอากาศเฉพาะที่
1.7.2 ระบบระบายอากาศแบบทั่วไป
การป้องกันควบคุมทางด้านการบริหารจัดการ
2.2 จัดช่วงเวลาการทํางาน
2.4 การทําความสะอาดสถานที่ทํางาน
2.5 การจัดทําโครงการอาชีวอนามัยยและความปลอดภัยในสถานที่ทํางาน
2.6 การตรวจสุขภาพผู้ปฏิบัติงาน
2.1 การฝึกอบรมให้ความรู้
2.3 หมุนเวียนสับเปลี่ยนผู้ปฏิบัติงานนหรือการย้ายตําแหน่งงาน
การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
(Personal Protective Equipment :PPE )
วิธีนี้ควรเลือกใช้ในกรณีสุดท้าย
ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าทั้ง 7 ประเภท ได้แก่ อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ ดวงตาและใบหน้านระบบทางเดินหายใจ ระบบการได้ยิน มือและผิวหนัง
เท้าและป้องกันการตก
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
มาตรฐานของอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
1.1 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือ มอก.
1.2 มาตรฐานขององค์การมาตรฐานสากล
1.3 มาตรฐานสหภาพยุโรป
1.4 มาตรฐานประเทศออสเตรเลียและประเทศนิวซีแลนด
1.5 มาตรฐานอุตสาหกรรมประเทศญี่ปุ่น
1.6 ความปลอดภัยและอนามัยในการทํางานแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา
1.7 มาตรฐานสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติสหรัฐอเมริกา
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่ศีรษะ
2.1 ตัวอย่างมาตรฐานของหมวกนิรภัย
ANIS Z89.1-2003
En397– 1995
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 368– 2554
2.2 ชนิดของหมวกนิรภัย ในอดีต มอก. 368– 2538
หมวกนิรภัยออกเป็น 3 ชนิด
2.2.1 หมวกนิรภัยชนิด E (Electrical)
ลดแรงกระแทก การสัมผัสตัวนําไฟฟ้าทนแรงดันไฟฟ้า ได้ 20,000 โวลต์
2.2.2 หมวกนิรภัยชนิด G (General)
ลดแรงกระแทก การสัมผัสตัวนําไฟฟ้าทนแรงดันไฟฟ้า ได้ 2,200 โวลต์
2.2.3 หมวกนิรภัยชนิด C (Conductive)
ลดแรงกระแทกของวัตถุเท่านั้น
2.3 ส่วนประกอบของหมวกนิรภัย
เปลือกหมวก
รองในหมวก
กระบังหมวก
สายรัดศีรษะ
สายรัดคาง
แถบซับเหงื่อ
2.4 วิธีการใช้งานหมวกนิรภัย
ก่อนใช้งานต้องตรวจสอบหมวกนิรภัยได้มาตรฐานตามข้อกําหนด หรือไม่
2.5 การดูแลรักษาหมวกนิรภัย
ใช้น้ํา น้ําสบู่หรือด้วยน้ํายาฆ่าเชื้อโรค
ทําความสะอาดทุกวันโดยเฉพาะบริเวณแถบซับเหงื่อ
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายใบหน้าและดวงตา
3.1 ตัวอย่างมาตรฐานอุปกรณ์
ANSIZ87.1– 2003
EN166–2001
3.2 ประเภทของอุปกรณ์
3.2.1 แว่นตา
แบบไม่มีกระบังข้าง
แบบมีกระบังข้าง
แว่นตาครอบ (Goggles)
กระบังป้องกันใบหน้า (Face Shield)
หน้ากากสําหรับเชื่อม (Welding Shields)
3.3 การใช้งานอุปกรณ์
ควรเลือกอุปกรณ์ป้องกันอย่างเหมาะสมตามลักษณะงานหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น
3.4 การบํารุงรักษาอุปกรณ์
ทําความสะอาดทุกครั้ง หลังจากใช้งาน โดยใช้น้ําสบู่เช็ด
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายระบบทางเดินหายใจ
4.1 มาตรฐานอุปกรณ์
NIOSH respiratoryregulations 42 CFR Part 84
AS/NZS 1716:2012
ANSI Z88– 1992
EN137, EN 145สําหรับ SCBA self– containedbreathing apparatus
En149 Respiratory protective devices
En405, EN 140สําหรับตัวหน้ากากแบบครึ่งหน้า
EN136 สําหรับไส้กรอง(filters) ของหน้ากากแบบเต็มหน้า
4.2 ประเภทของอุปกรณ์
หน้ากากชนิดกรองอากาศ (Air– purifying)
ที่มีฝุ่น ฟูม ละออง
หน้ากากชนิด N95หน้ากากกรองสารเคมี ชนิด Chemical Cartridge Respirator
หน้ากากชนิดส่งอากาศจากภายนอกเข้าไป (Supplied– air)
สารเคมีรั่วไหล เพลิงไหม้
การใช้งานอุปกรณ์ป้องกันอันตรายระบบทางเดินหายใจ
ควรเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะงานพร้อมทั้งตรวจสอบสภาพโดยทั่วไป
4.3 การบํารุงรักษาอุปกรณ์
ทําความสะอาดทุกครั้งหลังจากใช้งานโดยใช้น้ําสบู่ หรือน้ําอุ่นเช็ดทําความสะอาด ใช้แปรงนิ่ม ๆ ขัดเบาๆ แล้วผึ่งแดดให้แห้ง
อุปกรณ์อันตรายระบบการได้ยิน
ตัวอย่างมาตรฐาน
ANSI S12.60- 2002
ANSI S3.19– 1974
EN352– 2002
ประเภทของอุปกรณ์
ที่อุดหูลดเสียง (Ear plugs)
ที่ครอบหูลดเสียง (Ear Mu fs)
การใช้งานอุปกรณ์
ต้องมีการคํานึงถึงค่าความสามารถในการลดเสียงของอุปกรณ์คือค่า Noise Reduction Rating (NRR)
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่มือและผิวหนัง
ถุงมือ (gloves)
EN420: 2003 General requirements for protective gloves
EN 374: 2003 Gloves giving protection from chemicals and micro
organisms
EN388: 2003 Gloves giving protection from technical risks
ประเภทของถุงมือ
ถุงมือยาง ถุงมือหนังถุงมือตาข่ายลวด ถุงมือผ้า ถุงมือป้องกันไฟฟ้า ถุงมือป้องกันอุณหภูมิ ถุงมือป้องกันรังสี
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่ลําตัว
ชุดป้องกันสารเคมี
ชุดป้องกันความร้อน
ชุดป้องกันรังสี
การใช้งานอุปกรณ์
ควรเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะงาน ต้องมีการตรวจสอบสภาพอย่างสม่ำเสมอ
การบํารุงรักษาอุปกรณ์
ทําความสะอาดทุกครั้งหลังการใช้งาน ด้วยน้ําสบู่ ผึ่งลมให้แห้ง และเก็บ
ในที่สะอาด
7.อุปกรณ์ป้องกันอันตรายของเท้า
รองเท้านิรภัย
เลือกใช้ได้ในงานก่อสร้างุ
เกี่ยวกับวัสดุหล่นทับ
การบาด การทะลุผ่าน
การบํารุงรักษา ล้างน้ำ ผึ่วแดด อย่างน้อยทุกสัปดาห์
อุปกรณ์กันอันตรายจากการตก
ชุดอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงานบนที่สูง
เข็มขัดนิรภัย Safety Belt
เชือกนิรภัย (Lanyards)
สายช่วยชีวิต (Lifelines)
วิธีการใช้งาน
มีความสูงตั้งแต่ 4 เมตรขึ้นไป อันตรายจากการตกต้องจัดให้มีการใช้เข็มขัดนิรภัยและชุดอุปกรณ์
การบํารุงรักษา
ทำความสะอาดด้วยน้ําธรรมดาหรือน้ําสบู่ เช็ดให้แห้งแล้ววางให้แห้งหรือผึ่งแดด
การจูงใจให้ผู้ปฏิบัติงานใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
อบรมผู้ปฏิบัติงานให้เข้าใจอันตรายและความสําคัญในการใช้งานและวิธีการใช้งานที่ถูกต้อง
จัดอุปกรณ์ให้เพียงพอกับการใช้งานและเหมาะสมกับอันตรายที่อาจได้รับ
มีระบบจัดเก็บและบํารุงรักษาที่ดี เพื่อยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ป้องกัน
มีอะไหล่เปลี่ยนให้ใหม่ตามอายุการใช้งานหรือเมื่อเกิดความเสียหาย
จัดให้มีแผ่นป้ายเตือน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานทราบถึงพื้นที่ปฏิบัติงานนี้มีอันตรายอะไร
ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
การป้องกันควบคุมอันตรายตามลักษณะการปฏิบัติงาน
1.2 การควบคุมทางด้านการบริหารจัดการ
1.3 ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
1.1 การควบคุมทาง
ด้านวิศวกรรม
การป้องกันและควบคุมอันตรายจากเสียง
การป้องกันและควบคุมอันตรายจากความร้อน
2.2 การควบคุมทางด้านการบริหารจัดการ
เช่น การหมุนเวียน สับเปลี่ยนคนงานลดความร้อนจากเมตาโบลิซึมโดยใช้เครื่องทุ่นแรง
2.3 ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
เช่น ชุดป้องกันความร้อนกระบังหน้า Faceshield ป้องกันสะเก็ดไฟฟและการแผ่รังสีความร้อนรองเท้านิรภัย ถุงมือกันความร้อน
2.1 การควบคุมทางด้านวิศวกรรม
เช่น การใช้ฉนวนหุ้มแหล่งกําเนิการใช้ฉากกั้นป้องกันรังสี ความร้อนระหว่างตัวผู้ปฏิบัติงานกับแหล่งความร้อน
การป้องกันและควบคุมอันตรายจากความเย็น
เช่น ไฮโปเทอเมีย
Raynaud’s phenomenon
3.1 ติดตั้ง Heater หรือแหล่งจ่ายพลังงานความร้อนในพื้นที่การทํางาน
3.2 มีห้องปรับอุณหภูมิที่มีสุขภาพแข็งแรงไม่เป็นโรค
3.3 มีการฝึกอบรมวิธีการทํางานในสภาพแวดล้อมที่เย็น
3.4เพิ่มความทนต่อความเย็นให้คนงาน
3.5 ลดระยะเวลาในการทํางานและเพิ่มเวลาพัก
3.7 ใส่ชุดป้องกันความเย็น เช่น เสื้อผ้าที่สามารถป้องกันอันตรายจากความเย็น
การป้องกันและควบคุมอันตรายด้านสารเคมี
การควบคุมทางด้านวิศวกรรม
เปลี่ยนจากการพ่นสีเป็นการทาสี ปิดคลุมกระบวนการผลิตหรืออุปกรณ์
การควบคุมทางด้านการบริหารจัดการ
การฝึกอบรมให้ความรู้ถึงอันตรายจากสารเคมี
ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
ที่กําบังหน้า แว่นตานิรภัย ครอบตานิรภัย
การป้องกันและควบคุมอันตรายจากรังสี
ให้ผู้ปฏิบัติงานมีการสัมผัสรังสีในเวลาที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทําได้
ให้ผู้ปฏิบัติงานอยู่ห่างจากแหล่งกําเนิดรังสีมากที่สุด
ติดเครื่องมือวัดรังสีประจําตัวบุคคล
การป้องกันและควบคุมอันตรายจากความสั่นสะเทือน
การควบคุมทางด้านวิศวกรรม
ลดความสั่นสะเทือนของเครื่องจักร
ตรวจสอบ ปรับปรุงแก้ไขวัสดุชิ้นส่วนของเครื่องมือ
มีการซ่อมบํารุงเครื่องมือ เครื่องจักรอย่างเหมาะสม
ใช้วัสดุดูดซับความสั่นสะเทือน (Shock– Absorber)
การควบคุมทางด้านการบริหารจัดการ
หมุนเวียนสับเปลี่ยนคนงาน
จํากัดเวลาในการทํางาน เพิ่มเวลาพัก
เพิ่มความทนต่อความสั่นสะเทือน Acclimatization
การอบรมให้ความรู้ด้านสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย
การป้องกันและควบคุมอันตรายจากการปฏิบัติงานในที่อับอากาศ
ผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีสุขภาพดีไม่เป็นโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
ผู้ปฏิบัติงานจะต้องผ่านการอบรมเรื่องความปลอดภัยในการปฏิบัติงานในที่อับอากาศ
ก่อนปฏิบัติงานในพื้นที่อับอากาศจะต้องมีการขออนุญาตการปฏิบัติงาน (Workpermit)
การป้องกันและควบคุมอันตรายจากแสงสว่าง
เลือกระบบแสงสว่างและแหล่งกําเนิดแสงสว่างจากธรรมชาติ
-ออกแบบสีห้องให้มีการสะท้อนแสงสูง
ควรออกแบบแสงสว่างให้มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน
ออกแบบโต๊ะปฏิบัติงานและชิ้นงาน
การป้องกันและควบคุมอันตรายด้านชีวภาพ
การกักกัน
การออกแบบสถานที่ปฏิบัติงาน
ใช้ Biological safety cabinet
การป้องกันควบคุมอันตรายจากเครื่องจักร
ติดตั้งการ์ดนิรภัย (Safety Guard)
เครื่องจักรทุกชนิดต้องติดตั้งสายดิน (Grounding)
เมื่อพบว่า Safety Guard ชํารุด ต้องแจ้งผู้เกี่ยวข้องทราบและทําการแก้ไขทันท
การป้องกันควบคุมอันตรายจากไฟฟ้า
ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าก่อนใช้งาน
ต่อสายดินกับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด
ควรใช้ไขควงวัดไฟฟ้าก่อนทํางานกับไฟฟ้า
การป้องกันควบคุมอันตรายด้านการยศาสตร์
งานที่ต้องการความแม่นยําหรือความละเอียดงาน
ที่ต้องทําซ้ําซากจําเจ
ครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดความไม่สะดวก