Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ธุรกิจเริ่มต้นด้วย“เงิน”แต่สิ่งสำคัญกว่าเงินคือ “การบริหารคน” - Coggle…
ธุรกิจเริ่มต้นด้วย“เงิน”แต่สิ่งสำคัญกว่าเงินคือ “การบริหารคน”
คุณธนินทร์ เจียรวนนท์
แนวคิดการบริหารคนของคุณธนินทร์
คนเก่งต้องการ “อำนาจ” และ “เกียรติยศ”
คุณธนินทร์อธิบายว่า หลังจากได้เงินเพียงพอแล้ว สิ่งที่คนเก่งต้องการไม่ใช่เงินเพิ่ม
อำนาจ (Power) → สิทธิในการตัดสินใจและบริหาร
เกียรติยศ (Prestige) → ตำแหน่ง ชื่อเสียง และการยอมรับ
ถ้าองค์กรไม่ให้สองสิ่งนี้ คนเก่งจะออกไปสร้างธุรกิจเอง
การ “แตกบริษัท” เพื่อสร้างโอกาส
ทางออกคือ แตกบริษัท หรือสร้างบริษัทลูก เพื่อเปิดพื้นที่ให้พนักงานเก่ง ๆ ได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นผู้บริหาร
แนวทางนี้ทำให้บริษัทมี การแข่งขันภายในที่สร้างสรรค์ และเปิดโอกาสให้ผู้นำรุ่นใหม่ได้พิสูจน์ฝีมือ
เมื่อบริษัทใหญ่ขึ้น หากเก็บทุกอย่างไว้ที่เดียว ตำแหน่งบริหารจะ “ตัน”
ความไว้วางใจและการมอบอำนาจ
ต้อง “มอบอำนาจ” ให้ลูกน้อง พร้อมระบบตรวจสอบและถ่วงดุล
ความไว้วางใจคือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้พนักงานกล้าคิด กล้าทำ และเติบโต
คุณธนินทร์เน้นว่า ผู้บริหารไม่ควรเก็บอำนาจไว้คนเดียว เพราะจะทำให้คนในองค์กรหมดแรงจูงใจ
คนสำคัญกว่าเงิน
คุณธนินทร์เชื่อว่า เงินเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ในการทำธุรกิจ แต่สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้จริงคือ : : : “คน”
การมีระบบบริหารคนที่ดี จะช่วยดึงดูดและรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กร
มองการณ์ไกลและคิดใหญ่
คุณธนินทร์มีวิสัยทัศน์ว่า การสร้างองค์กรไม่ใช่แค่ทำธุรกิจปีต่อปี แต่ต้องวางระบบบริหารคน ให้ไปต่อได้อีกหลายสิบปี
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการ สร้างผู้นำรุ่นใหม่ และส่งต่อความรู้ / โอกาสให้เขา
การแข่งขันเชิงบวก (Healthy Competition)
การมีหลายบริษัทในเครือ ทำให้เกิดการแข่งขันกันเองภายในองค์กร
แต่เป็นการแข่งขันที่มีกรอบ → เพื่อให้คนเก่งพัฒนาตัวเอง แข่งกันสร้างผลงาน ไม่ใช่ทำลายกัน
สรุปแนวคิดหลักของคุณธนินทร์
ต้องสร้างระบบที่ทำให้ คนเก่งอยากอยู่กับองค์กร
ให้ อำนาจ + เกียรติยศ เพื่อรักษาคนเก่ง
ใช้กลยุทธ์ “แตกบริษัท” เพื่อสร้างโอกาสและการแข่งขัน
บริหารด้วย ความไว้วางใจและการมอบอำนาจ
วางระบบการบริหารคนระยะยาว เพื่อให้องค์กรอยู่รอดต่อเนื่อง
คุณอนันต์ อัศวโภคิน
แนวคิดการบริหารคนของคุณอนันต์
เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่
การทำแบบนี้ทำให้พนักงานรุ่นใหม่ได้เรียนรู้วิธีคิดของผู้บริหาร และรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดทิศทางองค์กร
เป็นวิธี สร้างผู้นำรุ่นต่อไป อย่างเป็นระบบ
ในการประชุมระดับสูง มักเชิญ “ดาวรุ่ง” หรือ คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ เข้ามาร่วมเสนอความเห็น
การตรวจสอบที่สร้างความมั่นใจ
แม้จะให้ลูกน้องตัดสินใจ แต่ก็มี ระบบตรวจสอบ (Check & Balance) เช่น ให้บอร์ดอนุมัติภายหลัง
สิ่งนี้ทำให้ลูกน้องกล้าตัดสินใจโดยไม่กลัวผิดพลาดเกินไป และผู้บริหารมั่นใจว่ามีการกำกับที่รอบคอบ
มอบอำนาจการตัดสินใจ (Empowerment)
ผู้บริหารต้อง กล้าให้ลูกน้องตัดสินใจ ในงานที่ได้รับผิดชอบ แม้จะมีความเสี่ยงบ้าง
ตัวอย่าง: ให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ตัดสินใจซื้อที่ดินมูลค่าสูง แต่มีระบบบอร์ดตรวจสอบภายหลัง
แนวคิดนี้ทำให้ลูกน้องรู้สึกว่า “ตนเองมีคุณค่า” และกล้ารับผิดชอบจริง
วัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกัน
ในการบริหารงาน คุณอนันต์สร้างบรรยากาศให้ ทุกคนเรียนรู้จากกันและกัน ไม่ใช่แค่ “เจ้านายสั่ง ลูกน้องทำ”
สิ่งนี้ทำให้ทีมมีความสามัคคี และพนักงานทุกระดับกล้าแสดงความคิดเห็น
ความไว้วางใจคือหัวใจสำคัญ
คุณอนันต์เน้นว่า การทำงานต้องสร้างความเชื่อใจ ระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน
การทำธุรกิจที่เติบโตได้ ต้องมีทีมงานที่ไว้ใจกัน ไม่ใช่แค่สั่งงานแล้วตรวจจับผิด
ไม่ควบคุมจุกจิก (Avoid Micromanagement)
คุณอนันต์เชื่อว่าถ้าผู้บริหารคอยก้าวก่ายทุกเรื่อง ลูกน้องจะท้อ ไม่อยากคิด ไม่อยากทำ
การให้อิสระเป็น แรงกระตุ้นเชิงบวก ที่ทำให้คนอยากสร้างผลงาน
สรุปแนวคิดหลักของคุณอนันต์
สร้างความเชื่อใจเป็นรากฐานการทำงาน
ให้อำนาจตัดสินใจจริง พร้อมระบบตรวจสอบ
เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาท
เลี่ยงการควบคุมจุกจิก → สร้างอิสระและแรงบันดาลใจ
สร้างบรรยากาศเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อพัฒนาทั้งทีม
คุณบุญคลี รัตนพรหม
แนวคิดการบริหารคนของคุณบุญคลี
ให้พื้นที่กับความคิดสร้างสรรค์
แนวทางนี้คล้ายกับโมเดล Google ที่ให้สิทธิพนักงานลองทำโปรเจ็กต์ของตัวเองบางส่วน
มองว่า ความคิดสร้างสรรค์คือพลังขับเคลื่อนธุรกิจในระยะยาว
คุณบุญคลีสนับสนุนให้พนักงานมี อิสระทางความคิด และกล้าลองทำสิ่งใหม่
การยอมรับความผิดพลาด (Permission to Error)
เพราะหากพนักงานกลัวผิด → จะไม่กล้าลองสิ่งใหม่ → องค์กรก็ไม่เกิดการพัฒนา
ดังนั้น ผู้บริหารต้องสร้างบรรยากาศที่ทำให้พนักงานมั่นใจว่า “ล้มได้ แต่ลุกแล้วเรียนรู้ต่อ”
การสร้างนวัตกรรมต้องยอมให้คน ผิดพลาดได้
พนักงานสำคัญกว่าลูกค้า
ถ้าพนักงานมีความสุข → จะดูแลลูกค้าได้ดี → ลูกค้าก็จะพอใจเอง
เพราะถ้าใส่ใจลูกค้าอย่างเดียว แต่พนักงานไม่มีความสุข จะไม่เกิดการบริการที่จริงใจ
แนวคิดที่โดดเด่นมากคือ “พนักงานมาก่อนลูกค้า”
ผู้นำต้องเป็นตัวอย่าง (Leadership by Example)
คุณบุญคลีมองว่าผู้นำต้อง ทำให้เห็น ไม่ใช่แค่สั่ง
ถ้าผู้นำแสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความซื่อสัตย์ และการใส่ใจในคน → พนักงานจะซึมซับและปฏิบัติตาม
Attitude สำคัญกว่า Skill
อธิบายว่า: ทักษะสามารถฝึกได้ แต่ทัศนคติที่ดีต่อการทำงานและต่อทีม เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก
การรับคนเข้าทำงาน จึงเน้น “เลือกคนที่ใจใช่” แล้วค่อยอบรมทักษะเพิ่มเติม
คุณบุญคลีเชื่อว่า ทัศนคติ (Attitude) สำคัญกว่าความสามารถ (Skill)
การสร้างแรงจูงใจด้วยความภูมิใจ
พนักงานควรรู้สึกว่า “การทำงานของตนเองมีคุณค่า”
ไม่ใช่แค่ค่าตอบแทน แต่เป็นการได้รับ การยอมรับและความภูมิใจในผลงาน
เมื่อพนักงานมีความสุขและภูมิใจ จะเต็มใจทุ่มเทให้องค์กรมากขึ้น
สรุปแนวคิดหลักของคุณบุญคลี
เลือก ทัศนคติที่ใช่ มากกว่าทักษะ
ให้ พนักงานมาก่อนลูกค้า
สนับสนุน ความคิดสร้างสรรค์ และ ยอมให้ผิดพลาดได้
สร้างแรงจูงใจจาก ความภูมิใจและการยอมรับ
ผู้นำต้อง เป็นตัวอย่างที่ดี
แนวคิดที่หน้าสนใจคุณธนินทร์ เจียรวนนท์
เห็นความสำคัญของการ สร้างโอกาสให้พนักงาน ไม่ใช่แค่ใช้เขาทำงาน
ทำให้เห็นว่า “องค์กรใหญ่ = คนต้องได้เติบโต” ไม่อย่างนั้นคนเก่งจะออกไปเอง
แนวคิดนี้ช่วยให้ทีมงานมี แรงจูงใจและความภักดีต่อองค์กร
ประโยชน์ที่ได้รับจากคลิปนี้
จากคลิปนี้ ผมได้รับความรู้เกี่ยวกับ แนวทางการบริหารคนของคุณธนินทร์ เจียรวนนท์ ซึ่งทำให้เข้าใจว่า การสร้างโอกาส ความก้าวหน้า และการมอบอำนาจให้พนักงาน เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนเก่งอยู่กับองค์กร นอกจากนี้ยังได้แนวคิดว่าผู้บริหารควรใช้การแข่งขันภายในเชิงบวกเพื่อกระตุ้นศักยภาพของทีมงาน ไม่ควบคุมจุกจิก แต่ควรไว้วางใจและให้เกียรติลูกน้อง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเรียนรู้ด้านการบริหารคนและสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน