Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การรวบรวม เรียบเรียงสารสนเทศ เป็นเอกสารวิชาการในรูปแบบมาตรฐาน - Coggle…
การรวบรวม เรียบเรียงสารสนเทศ เป็นเอกสารวิชาการในรูปแบบมาตรฐาน
ความสำคัญของการรวบรวม เรียบเรียงสารสนเทศ
การทำรายงานเชิงวิชาการ ช่วยพัฒนาความรู้และทักษะของนักศึกษา ทั้งการค้นคว้า อ่าน วิเคราะห์ เรียบเรียง แสดงความคิดเห็นอย่างมีวิจารณญาณ และการอ้างอิงหลักฐานอย่างถูกต้อง ผู้เขียนจึงต้องมีความรู้เรื่องรูปแบบและองค์ประกอบของรายงานเพื่อให้จัดทำได้อย่างถูกต้องตามแบบแผน.
รายงานเชิงวิชาการ เป็นรายงานจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างเป็นระบบ มีความเป็นวิทยาศาสตร์และพิสูจน์ได้ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1.1 รายงาน (Report) – รายงานผลการเรียน การทดลอง หรือการสังเกต อาจทำเดี่ยวหรือกลุ่ม
1.2 ภาคนิพนธ์ (Term Paper) – คล้ายรายงานแต่มีขอบเขตกว้าง ลึกซึ้ง ใช้เวลาศึกษามากกว่า
1.3 วิทยานิพนธ์ (Thesis/Dissertation) – งานวิจัยเชิงลึก มีขั้นตอนเป็นระบบ ใช้ในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา
ขั้นตอนของการท ารายงานทางวิชาการ ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้
2.1 การเลือกหัวข้อ หรือการกำหนดชื่อเรื่อง
2.2 การกำหนดวัตถุประสงค์ของรายงาน
2.3 การเขียนโครงเรื่องของรายงาน
2.4 การสำรวจ รวบรวม และบันทึกข้อมูล
2.5 การเรียบเรียงรายงาน
ส่วนประกอบของรายงาน รายงานที่ดีควรประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนดังนี้คือ ส่วนประกอบ
ตอนต้น หรือส่วนนำ ส่วนประกอบตอนกลางหรือส่วนเนื้อเรื่อง และส่วนประกอบตอนท้าย
3.1 ส่วนต้น (ส่วนนำ) – เช่น ปกนอก ปกใน คำนำ สารบัญ
3.2 ส่วนกลาง (เนื้อเรื่อง) – ส่วนสำคัญที่สุด ครอบคลุมเนื้อหาตามโครงเรื่องหรือหัวข้อ
ส่วนท้าย – แสดงแนวทางการค้นคว้า และช่วยตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น บรรณานุกรม ภาคผนวก
การเขียนอ้างอิง (Citation) คือการระบุแหล่งที่มาของข้อมูลหรือแนวคิดที่ไม่ใช่ของผู้เขียน เพื่อให้เกียรติเจ้าของผลงานและช่วยให้ผู้อื่นค้นคว้าเพิ่มเติมได้ โดยทั่วไปใช้อ้างอิงแบบ นาม-ปี (Author-Date System) และใช้ เชิงอรรถ เมื่อเป็นการเสริม ขยาย หรือโยงความ.
หลักเกณฑ์การลงรายการการเขียนอ้างอิงแทรกในเนื้อหา
หลักเกณฑ์การลงรายการชื่อผู้แต่งสามารถลงรายการได้ดังนี้
1.1 การลงชื่อผู้แต่งที่เป็นบุคคลทั่วไป ต้องตัดคำนำหน้านามออก และบันทึกเฉพาะชื่อ-สกุล เช่น
1.2 การลงชื่อผู้แต่งที่มีตำแหน่งทางวิชาการหรือคำระบุอาชีพ ต้องตัดตำแหน่งหรือคำระบุอาชีพออก เหลือเพียงชื่อ-สกุล
1.3 ผู้แต่งที่มีฐานันดร และบรรดาศักดิ์ การลงรายการชื่อผู้แต่ง ให้คงไว้ตามปกติ
1.4 ผู้แต่งที่เป็นพระภิกษุให้ลงฉายานามตามที่ปรากฏในหนังสือ หรือเอกสารได้เลย
1.5 ผู้แต่งที่เป็น ชาวต่างชาติ ให้ใช้ชื่อสกุลเท่านั้น
1.6 ผู้แต่งที่เป็นหน่วยงาน องค์กร สมาคม สามารถใช้ชื่อนั้นๆ เป็นชื่อผู้แต่งในกรณีผู้แต่งเป็น
หน่วยงานให้ระบุตามที่ปรากฏในหนังสือ โดยลงหน่วยงานสูงสุดก่อนแล้วตามด้วยหน่วยงานย่อย
1.7 ในกรณีที่ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
การลงปีที่พิมพ์ ให้ใช้ปีลิขสิทธิ์ หรือปีที่จัดพิมพ์ โดยบันทึกเฉพาะตัวเลข ไม่ต้องใส่คำว่า พ.ศ. หรือ ค.ศ. หากไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ ให้ใช้คำว่า ม.ป.ป. หรือ n.d..
เลขหน้าให้ระบุตามหน้าที่ปรากฏ และในกรณีที่ไม่มีเลขหน้าก็ไม่ต้องระบุ เช่น การสัมภาษณ์
และจดหมาย ให้ระบุชื่อผู้ให้สัมภาษณ์ หรือผู้เขียน และวัน เดือนปี
การอ้างอิงข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ต้องระบุชื่อผู้จัดทำ หากไม่มีให้ใช้ชื่อฐานข้อมูล โครงการ หรือชื่อเรื่องแทน พร้อมระบุวันเดือนปีที่เข้าใช้ข้อมูล สำหรับบทความวารสารออนไลน์ ให้ลงชื่อผู้เขียนหรือชื่อบทความ ปีพิมพ์ และเลขหน้าเหมือนฉบับตีพิมพ์ โดยไม่ต้องลง URL ในการอ้างอิง แต่ให้ใส่ไว้ในบรรณานุกรมแทน
รูปแบบกํารเขียนอ้ํางอิงแทรกในเนื้อหํา
การอ้างอิงแทรกในเนื้อหาแบบนาม-ปี ใช้รูปแบบเดียวกันกับสารสนเทศทุกประเภท และต้องเขียนด้วยภาษาเดียวกับต้นฉบับที่อ้างอิง โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน
ผู้แต่ง/ผู้ผลิต/ผู้ให้ข้อมูล
ปีที่พิมพ์/ปีที่ผลิต/ปีที่ปรากฏข้อมูล หรือปีที่เข้าถึงข้อมูล (กรณีเป็นข้อมูลจาก WWW และไม่ปรากฏปีที่ผลิต/ปีเผยแพร่ข้อมูล)
เลขหน้าที่ใช้ในการอ้างอิง
การวางตำแหน่งการอ้างอิง
การวางตำแหน่งการอ้างอิงแทรกในเนื้อหาทำได้ 3 แบบ
วงเล็บการอ้างอิงไว้ท้ายข้อความ เช่น
(ชื่อ✓สกุลผู้แต่ง, ✓ ปีพ.ศ.:✓ เลขหน้า)
วงเล็บการอ้างอิง แทรกปนในเนื้อหา เช่น
(ชื่อ✓สกุลผู้แต่ง, ✓ ปีพ.ศ.:✓ เลขหน้า)
อ้างอิงชื่อผู้แต่งไว้นอกวงเล็บเมื่อต้องการให้ความส าคัญกับชื่อผู้แต่งอาจขึ้นต้นย่อหน้า หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของย่อหน้าก็ได้ แล้วตามด้วยวงเล็บปี และเลขหน้า เช่นชื่อ✓สกุลผู้แต่ง (ปีพ.ศ.:/✓เลขหน้า)
บรรณานุกรม
บรรณานุกรม คือ รายการแหล่งข้อมูลทั้งหมดที่ผู้เขียนนำมาใช้อ้างอิง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ วารสาร สิ่งพิมพ์ หรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ มีไว้เพื่อแสดงหลักฐานการค้นคว้าที่น่าเชื่อถือ และเพื่อให้ผู้อ่านสามารถติดตามศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้ รูปแบบการเขียนบรรณานุกรม จะขึ้นอยู่กับ ประเภทของวัสดุสารสนเทศ ที่นำมาใช้อ้างอิง.