Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การคิดเเชิงคำนวณ - Coggle Diagram
การคิดเเชิงคำนวณ
บทที่ 7 นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่
คำจำกัดความและผลกระทบของเทคโนโลยีสมัยใหม่
ทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้เข้ามาปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างมาก โดยอาศัยความสามารถในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่สูงขึ้นและข้อมูลจำนวนมหาศาล
เทคโนโลยีที่สำคัญในปัจจุบันที่ถูกนำมาใช้ผสมผสานกันเพื่อสนับสนุนการดำเนินชีวิตและการทำงาน ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) และ คลาวด์ (Cloud)
นวัตกรรม (Innovation) คือ การสร้างหรือการนำสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากวิธีการที่ทำอยู่เดิม หรือการพัฒนาต่อยอดที่มีความใหม่ชัดเจนและเพิ่มมูลค่า
เทคโนโลยี (Technological) คือ การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แนวคิด หลักการ และผลผลิตทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในระบบงานเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นวัตกรรมทางเทคโนโลยี (Technological Innovation) คือ การนำความรู้และทรัพยากรทางเทคโนโลยีมาสร้างสิ่งใหม่ๆ หรือการประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่า
พัฒนาการทางเทคโนโลยีในยุคต่างๆ
พัฒนาการทางเทคโนโลยีที่สำคัญในแต่ละยุค ดังนี้:
อียิปต์โบราณ: การผลิตเชือก, เครื่องจักรกลและเครื่องผ่อนแรง (ล้อ, คานดีด, ทางลาด), กระดาษ, และการก่อสร้าง (ปิรามิด)
จีนโบราณ: การประดิษฐ์ที่สำคัญ 4 อย่าง ได้แก่ กระดาษ, สิ่งพิมพ์, ดินปืน, และเข็มทิศ ซึ่งมีอิทธิพลต่ออารยธรรมยุโรป
กรีกโบราณ: เป็นผู้บุกเบิกการนำแนวคิดทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาเป็นพื้นฐานการพัฒนานวัตกรรม (เช่น Archimedes Screw, โรงสีข้าวพลังน้ำ)
โรมัน: เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างและการพัฒนาระบบขนส่ง เช่น ถนนที่ยังใช้งานได้ (Via Appia) และสะพานส่งน้ำ (Aqueduct) โดยมีการใช้คอนกรีต
ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคแรก: เปลี่ยนจากการผลิตด้วยมือไปสู่การใช้เครื่องจักรกล, การใช้พลังงานไอน้ำ, และการเริ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ (เช่น เครื่องจักรไอน้ำของ James Watt)
ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่สอง: การพัฒนาเทคโนโลยีการขนส่ง (รถยนต์ - เช่น Motorwagen Nr. 3 ของ Karl Benz), การสื่อสารด้วยโทรเลข, และยุคต้นของหลอดไฟ
ศตวรรษที่ 20: การผลิตและส่งกระจายพลังงานไฟฟ้า, รถยนต์เชิงพาณิชย์ (เช่น Ford Model T), เครื่องบิน, ระบบน้ำประปา, และการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์/ทรานซิสเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง
เทคโนโลยีในปัจจุบัน
ตัวอย่างเทคโนโลยีที่กำลังมีบทบาทในปัจจุบัน ได้แก่:
รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Car): ยานพาหนะที่สามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติจากการรับรู้สภาพแวดล้อมและตัดสินใจควบคุมการขับขี่ได้ด้วยตัวเอง
โดรน (Drone/UAV): อากาศยานไร้คนขับที่พัฒนาจากการใช้ในทางทหาร มาสู่การใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น การถ่ายภาพมุมสูง, การขนส่งสินค้า, การเกษตร, และการช่วยชีวิตผู้ประสบภัย
Internet Of Things (IoT): เทคโนโลยีที่เชื่อมโยงอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อให้สามารถสื่อสารกันได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI): การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้มีพฤติกรรมเหมือนมนุษย์ โดยเฉพาะความสามารถในการเรียนรู้และการตัดสินใจ
ฮอโลแกรม (Hologram): การสื่อสารทางไกลโดยการฉายภาพแบบ 3 มิติขั้นสูง ทำให้ดูเสมือนว่าบุคคลปรากฏตัวในสถานที่อื่นได้
เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality : VR): การจำลองสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งจริงและจินตนาการขึ้นมาด้วยคอมพิวเตอร์ โดยรวมถึงประสาทสัมผัสด้านอื่นด้วย
คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing): บริการที่จัดสรรทรัพยากรคอมพิวเตอร์ (เซิร์ฟเวอร์, ที่จัดเก็บข้อมูล, ซอฟต์แวร์) ผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงและใช้งานได้จากทุกที่ทุกเวลา
ตัวอย่างนวัตกร (Innovator) ที่ประสบความสำเร็จ
Mark Zuckerberg: ผู้ก่อตั้ง Facebook ที่เปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสารและแบ่งปันข้อมูล และขยายสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Metaverse
Bill Gates: ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และปัจจุบันทำงานด้านการกุศลผ่านมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation
Steve Jobs: ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple Inc. มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุปกรณ์ที่เปลี่ยนโลก เช่น iPhone, iPad, และ Mac เป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการผสมผสานดีไซน์กับเทคโนโลยี
Elon Musk: ผู้ก่อตั้ง SpaceX และมีบทบาทสำคัญใน Tesla อยู่เบื้องหลังแนวคิดล้ำยุค เช่น จรวดนำกลับมาใช้ใหม่ (Reusable Rockets), อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม (Starlink), และการเชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์ (Neuralink)
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการพัฒนาเทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ
การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์นำมาซึ่งเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนโลกอย่างชัดเจน
เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและใช้พื้นฐานจากยุคก่อนหน้า
การเปลี่ยนแปลงแหล่งพลังงานหลักที่มนุษย์ใช้มักทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างเด่นชัด
การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเทคโนโลยีก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างชัดเจน จากสังคมเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมจนกระทั่งเป็นสังคมข้อมูลและข่าวสาร
บทที่ 4 การทำข้อมูลให้เป็นภาพและการสื่อสารด้วยข้อมูล
การสื่อสารข้อมูล (Data Communications)
คือกระบวนการส่งและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ส่งและผู้รับผ่านสื่อกลาง โดยมีองค์ประกอบ 4 ส่วน ได้แก่ ผู้ส่งสาร, สาร, ช่องทางการสื่อสาร และผู้รับสาร จุดประสงค์หลักของการนำมาใช้ในองค์กรคือการรับและส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว, ลดเวลาทำงาน, ประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยขยายการดำเนินงานขององค์กร ประโยชน์ของการสื่อสารข้อมูลคือความรวดเร็ว, ความถูกต้องของข้อมูล และความประหยัดต้นทุน
การทำข้อมูลให้เป็นภาพ (Data Visualization)
คือการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจข้อมูลจำนวนมากได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เหมือนคำกล่าวที่ว่า "ภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดพันคำ" การเลือกใช้แผนภาพควรพิจารณาจากลักษณะข้อมูลและวัตถุประสงค์ในการนำเสนอ
ตัวอย่างแผนภาพที่ใช้ ได้แก่
แผนภูมิรูปวงกลม: แสดงสัดส่วนของข้อมูล
แผนภูมิแท่ง: เปรียบเทียบปริมาณข้อมูล
กราฟเส้น: แสดงการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลที่ต่อเนื่อง
แผนภาพการกระจาย: แสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลสองชุด
การเล่าเรื่องจากข้อมูล (Data Storytelling)
คือการถ่ายทอดเนื้อหาและความรู้จากข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วด้วยวิธีการเล่าเรื่องราวเพื่อเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ของข้อมูล ทำให้ผู้รับสารสนใจและเข้าใจตรงกันวิธีการนำเสนอมี 4 รูปแบบเปรียบเทียบกับสถานที่ต่างๆ
แบบตู้กดน้ำ: สรุปเนื้อหาจำนวนมากให้เหลือแต่ใจความสำคัญ
แบบร้านกาแฟ: การนำเสนอเนื้อหาที่มีรายละเอียดมากขึ้นและเล่าเรื่องให้ผู้ฟังสนใจ
แบบห้องสมุด: นำเสนอเนื้อหาเชิงลึกให้ผู้อ่านศึกษาและค้นคว้าเพิ่มเติม
แบบห้องทดลอง: ให้ผู้อ่านมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์
ข้อควรระวังในการนำเสนอข้อมูล
เนื้อหา: ควรสั้น กระชับ และตรงตามวัตถุประสงค์
สี: ควรใช้สีที่สบายตาและน่าสนใจ หลีกเลี่ยงสีที่อ่านยากหรือสดเกินไป
รูปภาพ: ควรใช้รูปที่สอดคล้องกับเนื้อหา ไม่ใหญ่เกินไป และไม่ควรใช้รูปเป็นพื้นหลังเพราะจะทำให้ตัวอักษรอ่านยาก
การนำเสนอ: ไม่ควรอ่านตามสไลด์เหมือนหุ่นยนต์, ระวังปัญหาอุปกรณ์, อย่าพูดนอกเรื่องเกินไป, อย่าให้ข้อมูลมากเกินไปจนประเด็นสำคัญหายไป, และใช้ตัวอักษรบนสไลด์ให้น้อยที่สุด
บทที่ 6
จริยธรรมและจรรยาบรรณ
และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560
จริยธรรมคอมพิวเตอร์ (Ethics)
จริยธรรมหมายถึงหลักเกณฑ์ความถูกผิดที่คนในสังคมร่วมกันกำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ โดยจริยธรรมคอมพิวเตอร์คือหลักศีลธรรมจรรยาที่ควบคุมการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ
จริยธรรมกับกฎหมาย: จริยธรรมแตกต่างจากกฎหมายตรงที่เป็นเรื่องของความสมัครใจและไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณค่าทางจิตใจของผู้คน ในขณะที่กฎหมายเป็นข้อบังคับที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ออกโดยรัฐ และมีบทลงโทษที่แน่นอนเพื่อลงโทษผู้กระทำผิด
จริยธรรม 4 ประเด็น (PAPA): มี 4 ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ได้แก่
ความเป็นส่วนตัว (Privacy): สิทธิที่จะอยู่ตามลำพังและควบคุมข้อมูลของตนเองไม่ให้ผู้อื่นเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ความถูกต้อง (Accuracy): การตรวจสอบข้อมูลให้มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ รวมถึงการให้สิทธิ์แก่เจ้าของข้อมูลในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตนเองได้
ความเป็นเจ้าของ (Property): กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา เช่น บทเพลง หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามี 3 ประการคือ ความลับทางการค้า, ลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร
การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility): การเข้าถึงข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการผิดจริยธรรม
พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2560 คือ พระราชบัญญัติที่ตั้งขึ้นเพื่อป้องกันและควบคุมการกระทำผิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ โดยหากผู้ใดกระทำผิดจะได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ พ.ร.บ.ฉบับปัจจุบันคือฉบับปี พ.ศ. 2560 ซึ่งได้แก้ไขโดยยกเลิกความผิดฐานหมิ่นประมาทออกจาก พ.ร.บ. ไปบังคับใช้ตามประมวลกฎหมายอาญาแทน
ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์" มีมาตราที่ควรทราบ ได้แก่
มาตรา 5: การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โทษ: จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 7: การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โทษ: จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 8: การกระทำใด ๆ ที่ทำให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ โทษ: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 9: การทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นเสียหาย ทำลาย แก้ไข หรือทำให้ใช้การไม่ได้โดยมิชอบ โทษ: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 11: การส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ (อีเมลขยะ หรือสแปม) ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่นโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับปฏิเสธได้โดยง่าย โทษ: ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
มาตรา 14: การเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นเท็จ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน สร้างความตื่นตระหนก หรือเป็นข้อมูลลามกอนาจาร โทษ: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ
มาตรา 16: การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ตัดต่อ ดัดแปลง ภาพของผู้อื่น ที่ทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือได้รับความอับอาย โทษ: จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 17: การเผยแพร่ข้อมูลของผู้กระทำความผิดที่ถูกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) สั่งให้ลบ โทษ: ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
บทที่ 5 การแบ่งปันข้อมูล
(Data Sharing)
การแบ่งปันข้อมูลและองค์ประกอบของการสื่อสาร
การแบ่งปันข้อมูลคือการส่งต่อสารไปยังผู้อื่น โดยมีองค์ประกอบพื้นฐาน 4 อย่าง ได้แก่ ผู้ส่ง สาร ช่องทาง และผู้รับ
ผู้ส่ง คือผู้ที่มีหน้าที่ส่งสาร
สาร คือเนื้อหา องค์ประกอบ โครงสร้าง และรหัสในการส่งสาร
ช่องทาง คือวิธีการที่ใช้ในการส่งสาร เช่น การพูดคุย โทรศัพท์ รายงานหน้าชั้นเรียน วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook, Twitter, และเว็บอร์ดต่างๆ
ผู้รับ คือผู้ที่ได้รับสาร
การสื่อสารที่ดีจะทำให้ผู้ส่งสามารถสังเกตและรับรู้ปฏิกิริยาของผู้รับได้โดยตรง และในกรณีของสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ส่งยังมีโอกาสโต้ตอบเพื่ออธิบายหรือแก้ไขข้อมูลเพิ่มเติมได้
เทคนิคและวิธีการแบ่งปันข้อมูล
การแบ่งปันข้อมูลสามารถทำได้หลายวิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล เช่น:
การเขียนบล็อก (Blog): มาจากคำว่า "web-log" เป็นการเขียนบทความหรือให้ข้อมูลเพื่อเผยแพร่บนเว็บไซต์. ผู้ที่เขียนบล็อกเรียกว่า บล็อกเกอร์ และหากมีผู้ติดตามจำนวนมากอาจกลายเป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติ การตัดสินใจ หรือชี้แนะสังคมได้
แฟ้มผลงาน (Portfolio): เป็นเอกสารที่รวบรวมหลักฐานและผลงานเพื่อแสดงความสามารถของบุคคล เหมาะสำหรับการนำเสนอเพื่อพิจารณาการทำงาน การสมัครเรียน หรือการสมัครงาน. ในการจัดทำแฟ้มผลงาน ควรคำนึงถึงผู้รับสารเพื่อกำหนดรูปแบบการนำเสนอ.
ขั้นตอนการทำแฟ้มผลงาน: ประกอบด้วยการรวบรวมผลงาน จัดหมวดหมู่ คัดเลือกผลงาน จัดลำดับความน่าสนใจ ลำดับและเรียบเรียงเรื่องราว และการตรวจทาน
ข้อควรระวังในการแบ่งปันข้อมูล
การแบ่งปันข้อมูลสู่สาธารณะมีข้อควรระวังหลายประการ ได้แก่:
ข้อมูลที่เป็นความลับไม่มีอยู่จริงในสังคมออนไลน์: ข้อมูลที่แบ่งปันไปแล้วอาจถูกคัดลอกหรือเผยแพร่ต่อได้ แม้ว่าจะมีการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวแล้วก็ตาม
การปกป้องข้อมูลที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย: ข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์หรือข้อมูลส่วนตัว เช่น เพลง ประวัติคนไข้ หรือหมายเลขบัตรประชาชน ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การนำไปเผยแพร่อาจทำให้ผู้กระทำผิดถูกดำเนินคดีได้
ข้อมูลบางประเภทไม่ควรเปิดเผย: ข้อมูลส่วนตัว เช่น ข้อมูลสุขภาพ การเงิน หรือหมายเลขบัตรประชาชน ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะผู้ไม่หวังดีสามารถนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ได้
ระวังการถูกหลอกลวง (Phishing): ผู้ไม่หวังดีอาจใช้ข้อมูลที่เราเปิดเผยเพื่อสร้างอีเมลหรือข้อความปลอมเพื่อหลอกลวงเอาข้อมูลสำคัญของเราไป
PDPA : Personal Data Protection Act พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 กฎหมายนี้กำหนดให้ทุกคนและองค์กรต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ซึ่งได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ตัวอย่างเช่น ชื่อ-นามสกุล, หมายเลขประจำตัว, ข้อมูลสถานที่, และสิ่งที่ระบุอัตลักษณ์ออนไลน์
บทบาทของผู้เกี่ยวข้อง
กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้กับทั้งประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ และผู้ปฏิบัติงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยแบ่งผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่มหลัก:
เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject): คือบุคคลทั่วไปที่เป็นเจ้าของข้อมูล เจ้าของข้อมูลมีสิทธิหลายอย่าง เช่น สิทธิในการรับทราบข้อมูล, สิทธิขอเข้าถึงข้อมูล, สิทธิขอให้โอนข้อมูล, สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม, และสิทธิขอให้ลบหรือทำลายข้อมูล
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller): คือบุคคลหรือนิติบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล มีหน้าที่ต้องแจ้งวัตถุประสงค์และขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล, จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัย, และแจ้งเหตุข้อมูลรั่วไหลต่อคณะกรรมการฯ ภายใน 72 ชั่วโมง
ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor): คือบุคคลหรือนิติบุคคลที่ดำเนินการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล มีหน้าที่จัดมาตรการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลและจัดทำบันทึกรายงาน
บทลงโทษ
การฝ่าฝืน พ.ร.บ. PDPA มีบทลงโทษที่แตกต่างกันไป
ความรับผิดทางแพ่ง: ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และศาลอาจสั่งลงโทษเพิ่มได้ไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริง
โทษทางปกครอง: มีโทษปรับตั้งแต่ 1,000,000 ถึง 5,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำผิด เช่น การเก็บรวบรวมหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีฐานทางกฎหมาย
โทษอาญา: ในกรณีที่มีการนำข้อมูลอ่อนไหวไปใช้เพื่อก่อให้เกิดความเสียหาย เสียชื่อเสียง หรือหาผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมาย บทลงโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป เช่น ชื่อ เบอร์โทร หรือที่อยู่ ไปใช้ จะไม่เข้าข่ายโทษอาญา