Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
[การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี], ยุคโทรศัพท์มือถือแบบอนาล็อค,…
-
-
-
โทรศัพท์มือถือแบบอนาล็อก หมายถึงโทรศัพท์มือถือที่ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารแบบอนาล็อกในยุคแรกๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่รู้จักในชื่อ 1G. ในยุคนี้ โทรศัพท์มือถือจะเน้นการใช้งานด้านเสียง (โทรเข้า-โทรออก) และไม่รองรับการส่งข้อมูลอื่นๆ เช่น การส่ง SMS หรือการใช้งานอินเทอร์เน็ต
-
ยุคโทรศัพท์มือถือแบบดิจิทัล (Digital Mobile Phone Era) เป็นช่วงเวลาที่เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือมีการเปลี่ยนแปลงจากระบบอนาล็อกมาเป็นระบบดิจิทัล ซึ่งเริ่มต้นด้วยยุค 2G. การเปลี่ยนผ่านนี้ได้นำมาซึ่งการสื่อสารด้วยเสียงที่ชัดเจนขึ้น และยังสามารถส่งข้อความ (SMS) และข้อมูล (MMS) ได้
-
ยุคเริ่มต้นของการรับส่งข้อมูลบนมือถือ 3G (Third Generation) คือช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการสื่อสารไร้สาย โดย 3G ช่วยให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบนมือถือเป็นจริง และเปิดประตูสู่ยุคของ สมาร์ทโฟน
-
ยุค 4G เน้นการส่งข้อมูลที่รวดเร็วผ่านโทรศัพท์มือถือ โดย 4G หรือ LTE (Long-Term Evolution) ได้เข้ามาปฏิวัติวงการสื่อสารเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงกว่ายุค 3G อย่างมาก ทำให้การสตรีมวิดีโอความละเอียดสูง การเล่นเกมออนไลน์ และการใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากเป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
-
-
5G หรือเทคโนโลยีการสื่อสารยุคที่ 5 เป็นเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลก โดยมีความเร็วที่มากกว่า 4G ถึง 10 เท่า และมีความหน่วงต่ำ ทำให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในหลายด้าน เช่น การเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT จำนวนมาก, การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ, และการใช้งานเทคโนโลยี AR/VR
แนวโน้มฮาร์คแวร์ประสทธิภาพสูงขึ้นแต่ประหยัดพลังงาน: การพัฒนาชิปประมาลผล(CPU/GPU)ที่ทรงพลังและมีหน่วประมวลผล AI (NPU) ในตัวเพื่อรองรับงานAI ที่ซับซ้อน ขณะเดียวกันก็ลดการใช้พลังงาน
ขนาดเล็กลงและบูรณาการมากขึ้น:อุปกรณ์จะมีขนาดเล็กลง เบาลงและรวมฟังก์ชั่นการทำงานหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้พกพาสะดวกและใช้งานง่ายขึ้น
การจัดเก็บข้อมูลชั้นสูง: SSD ที่เร็วขึ้นและมีความจุสูงขึ้นรวมถึงการพึ่งพาคลาวด์สตอเรจมากขึ้นเพื่อการเข้าถึงข้อมูลที่ยึดหยุ่น
ความปลอดภัยในระดับชาร์ดแวร์: การออกแบบฮาร์ดแวร์โดยคำนึ่ง ถึงความปลอดภัยตังแต่ต้นเพื่อป้องกันการโจมดีทางไชเบอร์ได้ดียิ่งขึ้นเซ็นเชอร์อัจฉริยะ: เซ็นเซอร์ที่มีความแม่นยำสูงและหลากหลายจะถูก ฝังอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลรองรับ IoT และ Al
ซอฟต์แวร์จะถูกขับเคลื่อนด้วย:ปัญญาประดิษฐ์ (Al) และMachine Learning (ML) ทั่วถึง: AI จะเข้ามาช่วยในการพัฒนาซอฟต์แวร์เอง (Al-AugmentedSoftwareDevelopment)และมีความสามารถในการสร้างเนื้อหาใหม่ๆ (Generative Al)รวมถึงการทำหน้าที่เป็นตัวแทน(Agentic AI) ที่ช่วยจัดการงานต่างๆ
การประมวลผลแบบ CloudNative และ EdgeComputing:การพัฒนาแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อทำงานบน คลาวด์ โดยเฉพาะเพื่อความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพสูง พร้อมกับการประมวลผล ข้อมูลใกล้แหล่งกำเนิด(Edge Computing)เพื่อลดความหน่วง
DevOps และระบบอัตโนมัติ: กระบวนการพัฒนาและส่งมอบซอฟต์แวร์ที่รวดเร็วและต่อเนื่องผ่านระบบอัตโนมัติ(CI/CD)จะเป็นมาตรฐานแพลตฟอร์ม LowCode/No-Code: ช่วยให้ผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ ด้านการเซียนโค้ดสามารถสร้างแอปพลิเคชั่นได้ง่ายชื้น
ความปลอดภัยที่ฝังในตัว:การอออกแบบซอฟต์แวร์โดยเน้น "ควาปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ" (Security by Design) และใช้แนวคิดZero Trust เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการป้องกันภัยคุกคามประสบการณ์ผู้ใช้ที่เป็นธรรมชาติและดื่มด่ำ:การพัฒนา UV/UX ที่รองรับ ภาษาธรรมชาติ (NLP)และเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง เช่น
ARVR/MR เพื่อประสบการณ์ที่สมจริงยิ่ง
Web3 และบล็อกเซน:การใช้งานแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์(dApps) และเทคโนโลยีอย่าง NFTS หรือ Smart Contracts ที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกรรมและปฏิสัมพันธ์ไนโลดิจิทัล
- Digital 2.0: ยุคโซเชียลมีเดียและการมีส่วนร่วม (ประมาณปี 2000S - ต้นปี 2010s)ลักษณะสำคัญ: ผู้ใช้งานไม่ได้เป็นเพียงผู้รับข้อมูล แต่สามารถ สร้างและแบ่งปันเนื้อหา(User-generated content)และมีปฏิสัมพันธ์กันได้มากขึ้น เกิดแพลตฟอร์มที่เน้นการเชื่อมโยงทางสังคม
- Digital 3.0: ยุคข้อมูลขนาดใหญ่และการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (ประมาณปี 2010s - ปัจจุบัน) ลักษณะสำคัญ: ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) กลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนทุกสิ่ง การเชื่อมต่อของ อุปกรณ์ต่างๆ มากมายผ่าน อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจและคาดการณ์พฤติกรรม
- Digital 4.0: ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการซับเคลื่อนด้วยตนเอง (ปัจจุบัน - อนาคต) ลักษณะสำคัญ: เทคโนโลยีมี "มันสมอง" หรือความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเองมากขึ้นผ่าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ระบบต่างๆ จะทำงาน ร่วมกันอย่างอัตโนมัติและไร้รอยต่อ