Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลผู้ป่วยวิตกกังวล - Coggle Diagram
การพยาบาลผู้ป่วยวิตกกังวล
โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder)
ภาวะที่บุคคลมีความวิตกกังวลในระดับที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นการตอบสนองที่ไม่เหมาะสมต่อสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดหรือความกลัว
โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder: GAD)
เป็นความวิตกกังวลที่มากเกินไปและต่อเนื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เรื่องการเรียน การทำงาน การเงิน การเข้าสังคม
เกณฑ์การวินิจฉัย DSM-5
A. มีอาการวิตกกังวลและกังวลเกินเหตุในหลายๆ ด้านของชีวิต (เช่น การเรียน การทำงาน การเงิน การเข้าสังคม หรือชีวิตสมรส) เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
B. พบว่าควบคุมความกังวลเกินเหตุนั้นได้ยากลำบาก
C. มีอาการทางกายอย่างน้อย 3 ข้อใน 6 ข้อต่อไปนี้ (ในเด็กเล็ก หรือวัยรุ่น ต้องมีอย่างน้อย 1 ข้อ):
กระสับกระส่ายหรือรู้สึกกระวนกระวายใจ (keyed up or on edge)
เหนื่อยล้าหรืออ่อนเพลียง่าย
ไม่มีสมาธิหรือใจลอย (mind going blank) หรือมีปัญหาเกี่ยวกับความจำ
หงุดหงิดง่าย (irritability)
ปวดเมื่อยหรือตึงกล้ามเนื้อ
มีความผิดปกติของการนอนหลับ (นอนหลับยาก นอนหลับไม่สนิท หรือหลับมากเกินไป)
D. อาการวิตกกังวลและความกังวลรวมถึงอาการทางกายที่กล่าวมา ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก หรือทำให้การทำหน้าที่ในด้านสังคม การทำงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่อง
E. อาการไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากฤทธิ์ทางสรีรวิทยาของสารเสพติด (เช่น ยาที่ใช้ในทางที่ผิด หรือยาที่ใช้รักษาโรค) หรือจากภาวะเจ็บป่วยทางกายอื่น (เช่น Hyperthyroidism)
F. อาการไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วยโรคจิตเวชอื่น (เช่น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงของ Panic Disorder, Social Anxiety Disorder, OCD, หรือ PTSD)
การพยาบาล:
สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกไว้วางใจและปลอดภัย
จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ ปลอดภัย ลดสิ่งเร้าต่างๆ ที่อาจกระตุ้นความกังวล
สนับสนุนและกระตุ้นให้ผู้ป่วยสำรวจและระบายความรู้สึกไม่สบายใจ ความคิด และความกังวลออกมา
สังเกตและประเมินความคิดหรือพฤติกรรมการทำร้ายตนเองอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
พูดคุยถึงปัญหาและความขัดแย้งที่ผู้ป่วยเผชิญอยู่ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจสาเหตุของความกังวล
ช่วยผู้ป่วยสำรวจทางเลือกและหาวิธีในการแก้ปัญหา รวมถึงการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสมในการรับมือกับความเครียด
สอนวิธีการฝึกผ่อนคลาย (Relaxation exercise) เช่น การหายใจเข้า-ออกลึกๆ การคลายกล้ามเนื้อ
ส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีงานอดิเรกและทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดและเบี่ยงเบนความสนใจ
โรคแพนิค (Panic Disorder)
เป็นโรคที่มีลักษณะเด่นคือการเกิดอาการแพนิค (Panic attack) ที่รุนแรงและเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดซ้ำๆ โดยไม่มีสิ่งกระตุ้นที่ชัดเจน
เกณฑ์การวินิจฉัย DSM-5
A. มีอาการ Panic attack เกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมายซ้ำๆ บ่อยๆ
B. อาการ Panic attack อย่างน้อย 1 ครั้งตามมาด้วยอาการอย่างน้อย 1 ข้อต่อไปนี้ ภายใน 1 เดือนหรือมากกว่า:
ความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการเกิด Panic attack ครั้งต่อไป หรือเกี่ยวกับผลที่ตามมาจากอาการแพนิค (เช่น กลัวหัวใจวาย กลัวเป็นบ้า)
มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างมีนัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงการเกิด Panic attack (เช่น หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย)
C. อาการไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วยผลโดยตรงจากสารเสพติดหรือภาวะเจ็บป่วยทางกายอื่น
C. อาการไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วยผลโดยตรงจากสารเสพติดหรือภาวะเจ็บป่วยทางกายอื่น
D. อาการไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วยโรคจิตเวชอื่น (เช่น Social Anxiety Disorder, Specific Phobia, OCD, PTSD
การพยาบาล
ขณะมีอาการ
ควรมีบุคคลอยู่กับผู้ป่วยตลอดเวลา เพื่อให้ความรู้สึกปลอดภัย
ใช้คำพูดที่สั้น กระชับ เข้าใจง่ายและชัดเจน
จัดสภาพแวดล้อมให้เงียบสงบ ลดสิ่งกระตุ้นที่อาจทำให้ผู้ป่วยตกใจ
พยาบาลควรมีท่าทีสงบ สุขุม นุ่มนวล เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสงบลง
เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้พูดระบายความรู้สึกถึงสาเหตุและสิ่งกระตุ้นที่อาจเกี่ยวข้อง
ให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยว่าอาการจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต และสามารถควบคุมได้
สอนและฝึกทักษะการผ่อนคลายต่างๆ เช่น การหายใจด้วยกระบังลม การหายใจแบบ 4-7-8
หลังอาการทุเลา
ร่วมประเมินปัญหาและให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการหาทางเลือกในการปฏิบัติด้วยตนเอง
พิจารณาการใช้เทคนิคพฤติกรรมบำบัด เช่น Systemmatic Desensitization (การลดความวิตกกังวลอย่างเป็นระบบโดยเผชิญกับสิ่งที่กลัวทีละน้อย) หรือ Exposure therapy (การเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวโดยตรง) หากเหมาะสม
โรคกลัว (Phobias)
Agoraphobia (โรคกลัวที่โล่ง/ที่ชุมชน)
เกณฑ์การวินิจฉัย DSM-5
A. มีความกลัวหรือวิตกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์อย่างน้อย 2 ใน 5 สถานการณ์ต่อไปนี้:
การใช้บริการขนส่งสาธารณะ (เช่น รถโดยสาร, รถไฟ, เครื่องบิน)
การอยู่ในสถานที่เปิดโล่ง (เช่น ลานจอดรถ, ตลาด, สะพาน)
การอยู่ในสถานที่ปิดล้อม (เช่น ร้านค้า, โรงภาพยนตร์, ห้องเล็กๆ)
การยืนต่อแถวหรืออยู่ในที่คนพลุกพล่าน
การอยู่นอกบ้านตามลำพัง
B. กลัวหรือพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าว เพราะคิดว่าอาจจะหนีออกไปไม่ได้หรือจะไม่ได้รับการช่วยเหลือหากมีอาการคล้าย Panic attack หรืออาการที่น่าอับอายเกิดขึ้น
C. สถานการณ์ดังกล่าวสามารถกระตุ้นให้เกิดความกลัวหรือวิตกกังวลได้เสมอ (หรือเกือบเสมอ)
D. ความกลัวหรือวิตกกังวลนั้นไม่สมเหตุสมผลกับอันตรายที่แท้จริงที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์นั้นๆ และไม่สมเหตุสมผลกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม
E. ผู้ป่วยพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์นั้นๆ หรือทนเผชิญด้วยความวิตกกังวลอย่างมาก หรือต้องมีคนอื่นร่วมไปด้วย
F. ความกลัวหรือวิตกกังวลคงอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
G. ความกลัว/กังวลก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก หรือทำให้การทำหน้าที่ทางสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่อง
H. หากมีภาวะเจ็บป่วยทางกาย (เช่น ลำไส้อักเสบ) ความกลัว ความกังวล หรือการหลีกเลี่ยงนั้นมากเกินไป
I. อาการไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วยโรคจิตเวชอื่น (เช่น Specific Phobia, Social Anxiety Disorder, OCD, PTSD, Separation Anxiety Disorder)
Specific Phobia (โรคกลัวเฉพาะอย่าง)
A. มีความกลัวหรือวิตกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับวัตถุหรือสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งที่เจาะจง (เช่น ความสูง, สัตว์, การฉีดยา, เลือด)
B. การเผชิญกับวัตถุหรือสถานการณ์ที่กลัวจะทำให้เกิดความกลัวหรือวิตกกังวลอย่างมากในทันทีและสม่ำเสมอ
C. ผู้ป่วยพยายามหลีกเลี่ยงวัตถุหรือสถานการณ์ที่กลัว หรือทนเผชิญด้วยความวิตกกังวลอย่างมาก
D. ความกลัวนั้นไม่สมเหตุสมผลกับอันตรายที่แท้จริงที่เกิดขึ้นจากวัตถุหรือสถานการณ์นั้นๆ และไม่สมเหตุสมผลกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม
E. ความกลัวหรือวิตกกังวลคงอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
F. ความกลัว/กังวลก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก หรือทำให้การทำหน้าที่ทางสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่อง
G. อาการไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วยโรคจิตเวชอื่น (เช่น Agoraphobia, Social Anxiety Disorder, OCD, PTSD, Separation Anxiety Disorder)
Social Anxiety Disorder (โรคกลัวการเข้าสังคม/Social Phobia)
A. มีความกลัวหรือวิตกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์ทางสังคมหนึ่งสถานการณ์หรือมากกว่า ซึ่งบุคคลนั้นถูกบุคคลอื่นพิจารณา (เช่น การสนทนา, การพบปะคนแปลกหน้า, การถูกสังเกตเมื่อรับประทานอาหาร/ดื่ม, การนำเสนอ)
B. บุคคลนั้นกลัวว่าตนเองจะแสดงอาการวิตกกังวลที่น่าอับอายหรือถูกปฏิเสธ
C. สถานการณ์ทางสังคมดังกล่าวสามารถกระตุ้นให้เกิดความกลัวหรือวิตกกังวลได้เสมอ (หรือเกือบเสมอ)
D. ผู้ป่วยพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ทางสังคม หรือทนเผชิญด้วยความวิตกกังวลอย่างมาก
E. ความกลัวหรือวิตกกังวลนั้นไม่สมเหตุสมผลกับอันตรายที่แท้จริงจากสถานการณ์นั้นๆ และไม่สมเหตุสมผลกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม
F. ความกลัวหรือวิตกกังวลคงอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
G. ความกลัว/กังวลก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก หรือทำให้การทำหน้าที่ทางสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่อง
H. อาการไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วยผลโดยตรงจากสารเสพติดหรือภาวะเจ็บป่วยทางกายอื่น
I. อาการไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วยโรคจิตเวชอื่น
J. หากมีภาวะเจ็บป่วยทางกายอื่น (เช่น โรคพาร์กินสัน, โรคอ้วน) ความกลัว ความกังวล หรือการหลีกเลี่ยงนั้นไม่เกี่ยวข้องหรือมากเกินไป
การพยาบาล
เป้าหมาย: ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมประจำวันต่างๆ ได้โดยไม่ตื่นกลัวหรือวิตกกังวล
หลีกเลี่ยงการหาเหตุผลมาอธิบายหรือคาดคั้นให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามสิ่งที่เขากลัวทันที
ควรให้ความมั่นใจในความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยอยู่เสมอ
ร่วมประเมินปัญหาและความกลัวของผู้ป่วย และให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการหาทางเลือกในการปฏิบัติด้วยตนเอง
ประยุกต์ใช้แนวคิดพฤติกรรมบำบัดช่วยในการควบคุมความกลัว เช่น
Systemmatic Desensitization: ค่อยๆ ให้ผู้ป่วยเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวทีละน้อย ควบคู่กับการฝึกผ่อนคลาย
Exposure Therapy: ให้ผู้ป่วยเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวโดยตรง เพื่อเรียนรู้ว่าสิ่งที่กลัวนั้นไม่เป็นอันตรายอย่างที่คิด
โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder: OCD)
เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีความคิดย้ำคิด (Obsessions) ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ต้องการและรบกวนจิตใจ หรือมีพฤติกรรมย้ำทำ (Compulsions) ซึ่งเป็นพฤติกรรมซ้ำๆ ที่ทำเพื่อลดความวิตกกังวลจากความคิดย้ำคิด
A. มีอาการย้ำคิด (Obsessions) หรือย้ำทำ (Compulsions) หรือทั้งสองอย่าง
ย้ำคิด (Obsessions):
เป็นความคิด ภาพ หรือความต้องการที่ผุดขึ้นมาซ้ำๆ และคงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่ต้องการและทำให้เกิดความวิตกกังวลหรือความทุกข์ใจอย่างมาก
ผู้ป่วยพยายามเพิกเฉยหรือระงับความคิด ภาพ หรือความต้องการเหล่านี้ หรือพยายามที่จะทำสิ่งอื่นเพื่อลดความวิตกกังวล
ย้ำทำ (Compulsions):
เป็นพฤติกรรมซ้ำๆ (เช่น การล้างมือ, การจัดระเบียบ, การตรวจสอบ) หรือการกระทำทางจิตใจซ้ำๆ (เช่น การภาวนา, การนับ, การพูดซ้ำในใจ) ซึ่งบุคคลนั้นรู้สึกถูกบังคับให้ทำเพื่อตอบสนองต่อย้ำคิด หรือตามกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด
พฤติกรรมย้ำทำหรือการกระทำทางจิตใจเหล่านี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันหรือลดความวิตกกังวลหรือความทุกข์ใจ หรือเพื่อป้องกันเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่น่ากลัว อย่างไรก็ตาม การกระทำเหล่านี้ไม่ได้เชื่อมโยงกันอย่างสมเหตุสมผลกับสิ่งที่ต้องการป้องกัน หรือมากเกินไปอย่างเห็นได้ชัด
B. การย้ำคิดหรือย้ำทำทำให้เกิดความสิ้นเปลืองเวลาอย่างมาก (เช่น ใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน) หรือก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก หรือทำให้การทำหน้าที่ทางสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่อง
C. อาการไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วยผลโดยตรงจากสารเสพติดหรือภาวะเจ็บป่วยทางกายอื่น
D. อาการไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วยโรคจิตเวชอื่น (เช่น Excessive worries in GAD, Preoccupation with appearance in Body Dysmorphic Disorder, Preoccupation with food in Eating Disorders)
การพยาบาล
เป้าหมาย: ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำได้
ไม่ควรยับยั้งหรือห้ามให้ผู้ป่วยทำพฤติกรรมซ้ำๆ ทันที เพราะอาจเพิ่มความวิตกกังวล
ไม่ตำหนิหรือแสดงท่าทีรังเกียจพฤติกรรมย้ำทำ แต่ควรพยายามหาสาเหตุหรือความหมายเบื้องหลังพฤติกรรมนั้น
จัดตารางกิจกรรมให้ผู้ป่วยทำ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความคิดย้ำคิดหรือพฤติกรรมย้ำทำ
ร่วมกับผู้ป่วยวางแผนลดพฤติกรรมย้ำทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Response prevention)