Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำธุรกรรมโดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม (Blockchain) -…
เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำธุรกรรมโดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม (Blockchain)
รูปแบบของเครือข่าย Blockchain
Private Blockchain (เครือข่ายบล็อกเชนส่วนตัว)
เป็นเครือข่ายที่จำกัดการเข้าถึง โดยปกติแล้วจะถูกใช้งานภายในองค์กรหรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับอนุญาต
Consortium Blockchain (เครือข่ายบล็อกเชนเฉพาะกลุ่ม)
เป็นเครือข่ายที่ถูกควบคุมโดยกลุ่มองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ
มีการแบ่งปันข้อมูลและทรัพยากรระหว่างสมาชิกในกลุ่ม
Public Blockchain (เครือข่ายบล็อกเชนสาธารณะ)
เป็นเครือข่ายที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าร่วมและใช้งานได้โดยไม่มีข้อจำกัด
Hybrid Blockchain (เครือข่ายบล็อกเชนแบบผสม)
เป็นเครือข่ายที่รวมคุณสมบัติของทั้ง Public และ Private Blockchain เข้าด้วยกัน
สามารถเลือกที่จะเปิดเผยข้อมูลบางส่วนสู่สาธารณะและเก็บข้อมูลบางส่วนไว้เป็นส่วนตัว
ประเภทของ Blockchain
Consortium Blockchain Consortium Blockchain
เป็นเครือข่ายบล็อกเชนที่เป็นการนำข้อดีของ Public Blockchain กับ Private Blockchain มารวมดัน โดยมีองค์กรทำหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลบล็อกเชน และกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล โดยมีการใช้งานร่วมกันในหลายๆ
Public Blockchain Public Blockchain
เครือข่ายบล็อกเชนแบบเปิดสาธารณะ เป็นบล็อกเชนที่เป็น open network ทุกคนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้ ทั้งในด้านของการอ่าน แก้ไข และตรวจสอบความถูกต้อง
Private Blockchain Private Blockchain
เครือข่ายบล็อกเชนแบบปิด เป็นบล็อกเชนที่สามารถเข้าร่วมได้เฉพาะบุคคลที่ได้รับคำเชิญหรือได้รับการอนุญาตเท่านั้น โดยจะมีการกระจายศูนย์เพียงบางส่วน เหมาะกับการใช้งานแบบองค์กร หรือธุรกิจที่ต้องการใช้บล็อกเชนสำหรับงานภายในเท่านั้น
Hybrid Blockchain Hybrid Blockchain
เป็นเครือข่ายบล็อกเชนที่นำเอารูปแบบการทำงานของเครือข่ายบล็อกเชนแบบปิดและแบบสาธารณะเข้ามาใช้ร่วมกัน โดยสามารถตั้งค่าระบบแบบปิดเพื่อใช้สิทธิ์ในการได้รับการอนุญาต ควบคู่กับระบบแบบเปิดได้
หลักการทำงานของเทคโนโลยี Blockchain
เครือข่ายกระจาย (Distributed Network) บล็อกเชนไม่มีศูนย์กลาง ทุกโหนด (node) ในระบบจะมีสำเนาของบล็อกเชน และต้องตรวจสอบและยืนยันข้อมูลร่วมกันก่อนจะเพิ่มบล็อกใหม่
การเชื่อมโยงแบบลูกโซ่ (Chain) บล็อกต่าง ๆ ถูกเชื่อมต่อกันเป็นห่วงโซ่ ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลย้อนหลังได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในบล็อกหลัง ๆ ด้วย ซึ่งช่วยให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ
ระบบฉันทามติ (Consensus Mechanism) การเพิ่มบล็อกใหม่ต้องผ่านกระบวนการยืนยันจากหลายโหนด เช่น proof of work หรือ proof of stake เพื่อป้องกันการฉ้อโกง
ข้อมูลถูกจัดเก็บเป็นบล็อก (Block) แต่ละบล็อกจะเก็บข้อมูล เช่น รายการธุรกรรม และมีรหัสแฮชเฉพาะตัวรวมถึงรหัสของบล็อกก่อนหน้า
ความปลอดภัยจากการเข้ารหัส (Cryptography) ใช้การเข้ารหัสข้อมูลและลายเซ็นดิจิทัลเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลไม่ถูกแก้ไข และสามารถตรวจสอบที่มาได้
องค์ประกอบของเทคโนโลยี Blockchain
สัญญาอัจฉริยะ
บริษัทต่างๆ ใช้สัญญาอัจฉริยะเพื่อจัดการสัญญาธุรกิจด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องให้บุคคลที่สามช่วยเหลือ โดยเป็นโปรแกรมที่จัดเก็บไว้ในระบบบล็อกเชนที่ทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะเรียกใช้การตรวจสอบเงื่อนไข if-then
1.การจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์
การจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์เป็นฐานข้อมูลที่ใช้ร่วมกันในเครือข่ายบล็อกเชนที่จัดเก็บธุรกรรม เช่น ไฟล์ที่ใช้ร่วมกันซึ่งทุกคนในทีมสามารถแก้ไขได้ ในตัวแก้ไขข้อความที่ใช้ร่วมกันส่วนใหญ่ ทุกคนที่มีสิทธิ์แก้ไขสามารถลบไฟล์ทั้งหมดได้
การเข้ารหัสคีย์สาธารณะ
การเข้ารหัสคีย์สาธารณะเป็นคุณสมบัติด้านความปลอดภัยเพื่อระบุผู้เข้าร่วมในเครือข่ายบล็อกเชนโดยเฉพาะ โดยกลไกนี้จะสร้างคีย์สองชุดสำหรับสมาชิกเครือข่าย คีย์ชุดหนึ่งคือคีย์สาธารณะที่ทุกคนในเครือข่ายใช้ร่วมกัน
ความหมายของ Blockchain
Blockchain คือ เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูล (Data Structure) ที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายผ่านการเข้ารหัสทางคอมพิวเตอร์ โดยข้อมูลที่ถูกบันทึกจะส่งต่อข้อมูลไปยังทุกคนในเครือข่าย ซึ่งยากต่อการปลอมแปลงข้อมูล
2.วิวัฒนาการของเทคโนโลยี Blockchain
Blockchain รุ่นที่ 2
กำเนิด Smart Contract Blockchain รุ่นที่ 2 ก็คือ Ethereum ที่ใช้ Smart Contract โดยคอนเซ็ปท์ของ Smart Contract คือข้อตกลงที่สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเองเมื่อเงื่อนไขครบตามที่ตกลงเอาไว้ได้อย่างอัตโนมัติ ทำให้สามารถตัดคนกลางทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารออกไปได้ และยังมีความปลอดภัยสูงเนื่องจากอยู่บน Blockchain
Blockchain รุ่นที่ 3
แก้ปัญหา Scalability จุดอ่อนสำคัญของทั้ง Bitcoin และ Ethereum คือปัญหาในด้าน Scalability หรือความสามารถในการรองรับจำนวนธุรกรรมที่สูงขึ้น ทำให้เกิดปัญหาอย่าง ความล่าช้าในการทำธุรกรรม หรือปัญหาคอขวด (Bottlenecking)
เพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้ Blockchain รุ่นที่ 3 อย่าง Cardano, EOS, และ IOTA
Blockchain รุ่นที่ 1
กำเนิด Bitcoin ในปี 2008 Satoshi Nakamoto ที่เป็นนามแฝงของบุคคลหรือองค์กรได้เปิดเผย White Paper ของ Bitcoin ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการบันทึกธุรกรรม เกิดเป็นสกุลเงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ตัวแรกของโลก
Blockchain รุ่นที่ 4
AI หรือ Mass Adoption? ณ ปัจจุบัน ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า Blockchain รุ่นที่ 4 จะพัฒนาไปในทิศทางใด เนื่องจาก Blockchain รุ่นที่ 3 เองก็ยังไม่ค่อยลงตัวดีนัก บ้างก็ว่ารุ่นที่ 4 จะเป็นการประสาน Blockchain เข้ากับเทคโนโลยี AI