Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ทฤษฎีกำรปรับตัวของรอย (Roy’s adaptation theory)) - Coggle Diagram
ทฤษฎีกำรปรับตัวของรอย (Roy’s adaptation theory))
รอยมีความเชื่อว่า เมื่อบุคคลเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตจะมีการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม โดยจะปรับตัวได้ดีหรือมีปัญหา การปรับตัว ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิ่งที่มากระทบและระดับความสามารถในการปรับตัว ทฤษฎีกำรปรับตัวของรอย (Roy, 1984) มีดังน ของบุคคล โดย มโนทัศน์หลักของ
▪ บุคคล (Person) เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วย ร่างกาย จิตใจ และสังคม (Biopsychosocial) ที่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นระบบการปรับตัวของบุคคล บุคคลจะมีพฤติกรรมการตอบสนอง และเกิดกระบวนการ ควบคุมให้มีการปรับตัวทั้ง 4 ด้ำน (Roy, 1984) ดังนี้
1) กำรปรับตัวด้ำนร่ำงกำย (Physiological mode) เป็นการปรับตัวเพื่อรักษาความมั่นคงด้านร่างกาย พฤติกรรมการปรับตัวด้านนี้จะสนองตอบต่อความต้องการพื้นฐานของบุคคล 5 ด้าน คือ ความต้องการออกซิเจน อาหาร การขับถ่าย กิจกรรมและการพักผ่อน รวมถึงการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย
2) กำรปรับตัวด้ำนอัตมโนทัศน์ (Self-concept mode) เป็นการปรับตัวเพื่อน าไปสู่ความมั่นคงทางจิตใจ อัตมโนทัศน์เป็นความเชื่อและความรู้สึกที่บุคคลยึดถือ เกี่ยวกับตนเองในช่วงเวลาหนึ่งเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา ภาวะสุขภาพ การทำหน้าที่ รวมไปถึงความเชื่อ และค่านิยม
3) กำรปรับตัวด้ำนบทบำทหน้ำที่ (Role function mode) บุคคลมีต าแหน่งและบทบาทในสังคมของตนเอง บุคคล
จะต้องปรับตัวหรือกระท าตามบทบาทหน้าที่ของตนเองตามที่สังคมคาดหวังได้อย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดความมั่นทางสังคม 3 บทบาท
กำรปรับตัวด้ำนบทบำทหน้ำที่ (Role function mode) 3 บทบำท
บทบำทปฐมภูมิ (Primary role) เป็นบทบาทตามอายุ เพศ และระดับพัฒนาการ
บทบำททุติยภูมิ (Secondary role) เป็นบทบาทที่เกี่ยวกับงานตามระดับพัฒนาการ เช่น บทบาทการเป็นบิดามารดา บทบาทการเป็นสามีภรรยา และบทบาทตามอาชีพ เช่น บทบาทการเป็นพยาบาล บทบาทการเป็นครู และบทบาทการเป็นนักศึกษา
บทบำทตติยภูมิ (Tertiary role) เป็นบทบาทชั่วคราวที่บุคคลนั้นได้รับ เช่น บทบาทสมาชิกสมาคม และบทบาทผู้ป่วย
4) การปรับตัวด้านการพึ่งพาซึ่งกันและกัน (Interdependent mode) บุคคลมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องและพึ่งพาซึ่งกันและกัน
โดยเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับความช่วยเหลือเกื้อกูล บุคคลที่สามารถปรับตัวด้านการพึ่งพาระหว่างกัน (Interdependence) ได้อย่าง เหมาะสมจะต้องมีความสมดุลระหว่างการพึ่งตนเอง (Independence) การพึ่งพาผู้อื่น (Dependence) และการให้ผู้อื่นได้
พึ่งตนเอง ถ้าบุคคลสามารถปรับตัวได้ก็จะสามารถอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นด้วยความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย
สิ่งแวดล้อม (Environment))
สิ่งแวดล้อม (Environment)
เป็นสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวบุคคลทั้งภายในและภายนอก มีอิทธิพลต่อพัฒนาการและพฤติกรรมของบุคคล รอย เรียกสิ่งแวดล้อมนี้ว่าเป็น “สิ่งเร้ำ” (Stimuli) ซึ่งกระตุ้นให้บุคคลมีการปรับตัว สิ่งเร้านี้อาจจะมาจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่ภายนอกตัวบุคคล หรือมาจากภายในตัว
บุคคล และอาจจะเป็นสิ่งเร้าทางด้านกายภาพ สรีรภาพ จิตสังคม หรือหลายๆ อย่างรวมกัน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท (Roy,1984) ดังนี้
1) สิ่งเร้ำตรง (Focal stimuli)
เป็นสิ่งเร้าที่บุคคลก าลังเผชิญอยู่หรือเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลและกระตุ้นให้บุคคลเกิดพฤติกรรมการปรับตัวมากที่สุด เช่น การเจ็บป่วย ที่เป็นอยู่หรือความเจ็บปวด เป็นต้น
2) สิ่งเร้ำร่วม (Contextual stimuli) เป็นสิ่งเร้าอื่นๆ ที่ปรากฏอยู่ในสถานการณ์ หรือสิ่งแวดล้อมนั้นๆ และมีอิทธิพลต่อการปรับตัวของบุคคล เช่น คุณลักษณะทางพันธุกรรม เพศ อายุ ระยะต่างๆ ของพัฒนาการ สถานภาพสมรส บทบาทในสังคม การสูบบุหรี่ ความเครียดทาง ร่างกายและอารมณ์ แบบแผนการด าเนินชีวิต และการสนับสนุนทางสังคม เป็นต้น
3) สิ่งเร้ำแฝง (Residual stimuli) เป็นปัจจัยที่อาจมีอิทธิพลต่อการปรับตัวของบุคคล เป็นสิ่งที่แอบแฝงอยู่ภายในและนอกตัวบุคคล เช่น ค่านิยม ทัศนคติ อุปนิสัย หรือประสบการณ์ในอดีต เป็นต้น
สุขภำพ (Health) เป็นภาวะของบุคคลที่มีความมั่นคงและสมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม เป็นผลมาจากความสามารถในการปรับตัวของบุคคล หรือขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ คือ ▪ ระดับความรุนแรงของสิ่งเร้า
▪ ระดับความสามารถในการปรับตัว
รอยได้แบ่งระดับความสามารถในการปรับตัวออกเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้
1) ระดับปกติ (Integrated level)
เป็นภาวะที่โครงสร้างและหน้าที่ของร่างกายท างานเป็นองค์รวม สามารถตอบสนองความต้องการของบุคคลได้อย่างเหมาะสม
2) ระดับชดเชย (Compensatory level)
เป็นภาวะที่กระบวนการชีวิตถูกรบกวนท าให้กลไกการควบคุมและการรับรู้ของระบบบุคคลถูกกระตุ้นให้ท างานเพื่อจัดการกับสิ่งเร้า
3) ระดับบกพร่อง (Compromised level)
เป็นภาวะที่กระบวนการปรับตัวระดับปกติ และระดับชดเชยท างานไม่เพียงพอที่จะจัดการกับสิ่งเร้าได้ ก่อให้เกิดปัญหาการปรับตัวตามมา
กำรพยำบำล (Nursing) ▪ เป็นการดูแลช่วยเหลือบุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการปรับตัวของบุคคลซึ่งเป็นการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของบุคคล
SYSTEMATIC THINKING
การคิดเชิงระบบ
บรรยายการมองเห็นถึงวิธีคิด หลักการคิดด้วยการใช้ภาษา
อธิบายพฤติกรรมความเป็นไปต่างๆผ่านภาพจ า หรือภาพเคลื่อนไหว
ให้มองเห็นความสัมพันธ์ผูกโยงกันเป็นระบบอย่างใกล้ชิด
ได้ทดลองสัมผัส กระท าการที่เป็นการตามสถานการณ์