Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ทบทวนผู้ป่วย, 8173, 8172, 8244, 8243, 89038943_1481346528712374…
ทบทวนผู้ป่วย
ข้อมูล
ตรวจร่างกาย
General : good consciousness; well orientation and cooperation
Eye : sunken eyeballs
Mouth : dry lips
Heart : regular rhythms; PMI at left 5th ICS, MCL; no murmurs; no heaves; no thrills
Lungs : clear; no adventitious breath sounds
Abdomen : normoactive bowel sounds; not distension; soft; not tender, no hepatosplenomegaly; no palpable masses
Extremitles : warm skin, no clubbing; no edema; no varicositles; no deformitles; full range of motionNeuro : alert and oriented to person, time, and place; well communicate; grade V strength in all extremities bilaterally; sensation grossly intact
ซักประวัติ
เด็กไทย อายุ 1 ปี 4 เดือน Admit กุมารเวช 1 ด้วย
CC : ถ่ายเหลว อาเจียน 1 day PTA
PI : 2 wk PTA หลังเปลี่ยนนม ถ่ายอุจจาระวันละ2-3 ครั้ง
2 วัน ถ่ายเหลว วันละ4-5 ครั้ง มีมูก มีใช้ ไม่ปวดท้อง no URI symptom
1/2 วัน ยังถ่ายเหลว น้ำ>เนื้อ อาเจียน 7-8 ครั้ง ปัสสาวะออกน้อย
เช้านี้มา ER แล้ว เช็ดตัวลดไข้ ไข้ลง จึงให้ยากลับบ้าน
เย็นนี้ กลับมาอีก คนไข้ซึมลง ไม่ค่อยเล่น ไม่กินข้าวเลย กินน้ำและยาได้น้อยมาก กินแล้วก็อาเจียน
last void ไม่แน่ใจเนื่องจากใส่แพมเพิส แต่เปลี่ยนล่าสุด เห็นแต่อุจาระเหลว
ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
โลหิตวิทยาคลินิก
Hb :: 12.0 g/dL
HCT(Tube) :: 35.1 %
WBC Count :: 10.18 10^3/uL
Platelet Count :: 256 10^3/uL
Neutopphil ::
69.9 %
Lymphocyte :: 22.4 %
เคมีคลินิก
Sodium :: 137 mmol/L
Potassium :: 4.25 mmol/L
Chloride :: 106 mmol/L
Co2 ::
18 mmol/L
Creatinine ::
0.28 mg/dL
BUN :: 13 mg/dL
Urine analysis
Sp.Gr. ::
1.038pH :: 6.0
WBC :: 0-1 /HPF
Stool Exam
Appearance (stool) :: Soft
Color(stool) :: Yellow
Ova + Parasite(stool) :: Not found
WBC-Stool :: Not found
RBC-Stool :: Not found
สัญญาณชีพ
BT (°C) 37.7 PR (/min) 142 RR (/min) 30 BP (mmHg) 105 / 60
BW (kg) 11 Ht (m) 65 BMI (kg/m2) 26.04 BAS (m2) 0.45
-
การพยาบาล
1. มีภาวะไม่สมดุลของสารน้ำ สารอาหาร และอิเล็กโตรไลท์ในร่างกาย เนื่องจากถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง
- ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำดูแลให้ได้รับ NSS 200 ml IV load in 1 hr.หลังจากนั้นให้5% D/NSS l000 ml IV 75 ml และ ORS Ped จิบบ่อยๆ อย่างครบถ้วนถูกต้องตามแผนการรักษา ดูแลให้อาหารอ่อนย่อยง่าย ปริมาณน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง เพื่อให้การดูดซึมได้ดี และป้องกันการอาเจียน
- บันทึกสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง ถ้าผิดปกติรายงานแพทย์
- ดูแลให้นม Lactose Free ตามแผนการรักษา
- สังเกตและบันทึกอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น ผิวแห้ง ความยืดหยุ่นของผิวหนัง อาการซึม ชัก ถ่ายปัสสาวะน้อยหรือไม่มีปัสสาวะหลายชั่วโมง ลักษณะ ปริมาณและจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระ หายใจหอบเร็วผิดปกติ อาการปวดท้อง อาเจียน เป็นต้น เพื่อประเมินภาวะขาดน้ำและอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ถ้าพบผิดปกติรายงานแพทย์
- ชั่งน้ำหนักทุกวัน ถ้าน้ำหนักลดลงมากกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัว รายงานแพทย์เพื่อการรักษา
- ติดตามผลการตรวจเลือดและอุจจาระ ถ้าผิดปกติให้รายงานแพทย์
- ดูแลให้ได้รับยา Domperidone syrup ½ tsp ทางปาก tid ac, Smecta 1 ซองทางปาก tid pc, Berclomine ½ tsp ทางปาก q 8 hr. ตามแผนการรักษา เพื่อบรรเทาอาการหรือแก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดการอักเสบของลำไส้
- บันทึกปริมาณน้ำเข้า-ออกจากร่างกายเพื่อประเมินความสมดุล
2. มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระบบทางเดินหายใจ หัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากมีภาวะกรดจากการเผาผลาญ
- สังเกตและบันทึกสัญญาณชีพ ทุก 1 ชั่วโมง โดยเฉพาะลักษณะการหายใจ เสียงลมผ่านเข้าปอดทั้งสองข้าง เสมหะ ลักษณะการเคลื่อนไหวของหน้าอก การใช้กล้ามเนื้อในการช่วยหายใจ สีผิว เมื่ออาการหายใจหอบน้อยลง บันทึกทุก 2 และ 4 ชั่วโมงตามลำดับ หากพบความผิดปกติรายงานแพทย์
- เจาะเลือดส่งตรวจและติดตามผลการตรวจ pH ความดันก๊าซในเลือดแดง สมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย โดยเฉพาะโพแทสเซียมและแคลเซียม รายงาน แพทย์เมื่อพบสิ่งผิดปกติ
- สังเกตและบันทึกอาการและอาการแสดงของภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง ได้แก่ อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วไป ตื่นเต้น กระวนกระวาย ชีพจรเต้นเบาและไม่สม่ำเสมอ ความดันโลหิตตำ ในระยะหลังจะมีอาการหายใจลำบาก หัวใจเต้นช้า คลื่นไฟฟ้าหัวใจในระยะแรกจะพบ T wave สูงแหลมกว่าปกติ PR intervalยาวกว่าปกติ หากเป็นมาก P wave จะหายไป QRS complex กว้าง รายงานแพทย์เมื่อพบสิ่งผิดปกติ
- สังเกตและบันทึกอาการและอาการแสดงของภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ได้แก่ กล้ามเนื้ออ่อนแรงรีเฟล็กซ์ระดับลึกลดลง มีนิ่วที่ไต่ความดันโลหิตต่ำ ถ้าเป็นมากอาจหมดสติ คลื่นไฟฟ้าหัวใจจะพบมี Q-T Interval สั้นกว่าปกติ รายงานแพทย์เมื่อพบสิ่งผิดปกติ
- จัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับภาวะฉุกเฉินให้พร้อม คือ รถฉุกเฉินสำหรับช่วยฟื้นคืนชีพ ยา คือ โซเดียมไบคาร์บอเนต เครื่องกระตุ้นหัวใจ เพื่อให้การช่วยเหลือได้ทันเมื่อเกิดความผิดปกติ
3. เสี่ยงต่อการขาดอาหารและการติดเชื้อซ้ำเนื่องจากภูมิต้านทานต่ำ
- ดูแลให้ได้รับนมและอาหารอย่างครบถ้วนถูกต้อง ทั้งปริมาณและวิธีการระมัดระวังในการดูแลเรื่องความสะอาดของอุปกรณ์ที่ใช้ในการให้นมและอาหาร
- ชั่งน้ำหนักทุกวันเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงและติดตามผล
- ล้างมือก่อนและหลังให้การพยาบาลผู้ป่วยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรคจากผู้ป่วยไปสู่ผู้อื่น และป้องกันการนำเชื้อโรคจากผู้อื่นมาสู่ผู้ป่วยซึ่งมีร่างกายอ่อนแอติดเชื้อได้ง่าย
- แยกของเครื่องใช้สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย และทำลายเชื้ออย่างถูกวิธีเหมาะสมกับเชื้อแต่ละชนิด ตามหลักการควบคุมโรคติดต่อของโรงพยาบาล
- แนะนำผู้ป่วยและบิดามารดาเกี่ยวกับการแพร่กระจายและป้องกันโรค การล้างมือ การรักษาสุขอนามัย และการดูแลเมื่อมีอาการท้องร่วง รวมทั้งวิธีการทำอาหารเหลว วิธีการให้นมและอาหารเหลวแก่ผู้ป่วย เพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดน้ำในรายที่เริ่มมีอาการ
4. ไม่สุขสบายเนื่องจากมีไข้ ปวดท้อง อาเจียน และระคายเคืองผิวหนังบริเวณรอบ ๆ ทวารหนัก
- จัดสิ่งแวดล้อมให้เงียบสงบ ไม่มีเสียง แสง กลิ่นรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วย
- ถ้ามีไข้อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 37.5-38.5 องศาเซลเซียส ให้เช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ถ้าอุณหภูมิสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ให้ทำ Tepid Sponge และให้ยาลดไข้ตามแผนการรักษา
- ให้อาหารและน้ำปริมาณน้อย ๆ แต่บ่อยครั้งเพื่อให้สามารถย่อยและดูดซึมได้ ลดการบีบตัวอย่างรุนแรงของลำไส้
- จัดให้อยู่ในท่านั่งหรือนอนศีรษะสูง ขณะให้นมและไล่ลมให้บ่อยๆ เพื่อบรรเทาอาการท้องอืด และให้นอนศีรษะสูงสั้นระยะหลังการให้นม
- ทำความสะอาดผิวหนังแล้วซับให้แห้งบริเวณรอบ ๆ ทวารหนักและอวัยวะสืบพันธุ์ทันที ภายหลังผู้ป่วยถ่ายอุจจาระและปัสสาวะอย่างนุ่มนวล ถ้าผิวหนังบริเวณก้น ขาหนีบ และอวัยวะสืบพันธุ์มีผื่นแดงให้เปิดบริเวณนั้นให้สัมผัสกับอากาศ และเปลี่ยนท่านอนบ่อย ๆ ทุก 2 ชั่วโมง
- สังเกตอาการท้องอืด ปวดท้อง อาเจียน ฟังเสียงการทำงานของลำไส้ ถ้าผิดปกติให้รายงานแพทย์เพื่อการรักษา
5. วิตกกังวลเกี่ยวกับโรค การรักษา และการปฏิบัติตน
- อธิบายให้มารดาและครอบครัวเข้าใจเกี่ยวกับปฏิกิริยาของผู้ป่วย และสาเหตุของการเกิดภาวะท้องร่วง การรักษา การปฏิบัติตน ความจำเป็นและระยะเวลาในการให้ออกซิเจน อาการและอาการแสดงที่ต้องสังเกต เพื่อความเข้าใจและปฏิบัติตนได้ถูกต้อง
- พูดคุยและประเมินความรู้ ความเข้าใจ ความเชื่อ และความคาดหวังของครอบครัว เกี่ยวกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วย ตลอดจนแผนการรักษาพยาบาล
- กระตุ้นและเปิดโอกาสให้บิดามารดาพูดระบาย แสดงความวิตกกังวล ห่วงใย และถามคำถามเกี่ยวกับโรค การรักษา และอื่น ๆ มีส่วนร่วมในการวางแผนการพยาบาลและดูแลผู้ป่วยขณะอยู่โรงพยาบาล เช่น เช็ดตัว ป้อนอาหาร
- กระตุ้นให้บิดามารดาแสดงความรัก ความอบอุ่นแก่ผู้ป่วย ด้วยการอุ้ม สัมผัส จัดหาของเล่นให้ผู้ป่วยเล่นให้เหมาะสมกับวัย พร้อมทั้งแนะนำให้บิดามารดา นำของเล่นที่ผู้ป่วยชอบจากบ้านมาให้ผู้ป่วยเล่นแต่ต้องทำความสะอาดให้ดี กระตุ้นให้สมาชิกในครอบครัวมาเยี่ยมผู้ป่วยบ่อย ๆ และไม่จำกัดเวลาเยี่ยม ให้กำลังใจและชมเชยบิดามารดาในการดูแลผู้ป่วย เพื่อสร้างความมั่นใจในความสามารถในการดูแลผู้ป่วย
- ให้การพยาบาลด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส อธิบายเหตุผลของการพยาบาลก่อนให้การพยาบาลทุกครั้ง และตอบสนองทันทีเมื่อมารดาขอความช่วยเหลือ
- ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการเตรียมนม อาหารเสริม การทำความสะอาดขวดนม ภาชนะใส่อาหารและการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะท้องร่วง โดยเฉพาะตาและยายซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูผู้ป่วย
โรคอุจจาระร่วง
สาเหตุ
สาเหตุของการเกิดโรคอุจจาระร่วงที่พบบ่อยในผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นเกิดจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อก็ได้ดังนี้
- การติดเชื้อ พบได้ประมาณร้อยละ 70 เชื้อที่เป็นสาเหตุ ได้แก่
1.1 เชื้อแบคทีเรีย เกิดจากมีเชื้อปนเปื้อนในอาหารและน้ำที่พบบ่อยได้แก่
1.1.1 เชื้อซาโมเนลลา (Samonella) พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด - 6 เดือน
1.1.2 เชื้อซิกเกิ้ลล่า (Shigella) พบได้ในทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไป หรืออาจพบในอายุที่ต่ำกว่านี้ได้ถ้าได้รับเชื้อ พบบ่อยในเด็กที่อยู่ในสถานสงเคราะห์หรือชุมชนแออัด
1.1.3 เชื้ออีโคไล (E-coli) พบได้บ่อยในทารก
1.1.4 เชื้อวิปริโอ คอเรลล่า (Vibrio Cholerae) พบได้ในทุกอายุ จะเกิดอาการหลังได้รับเชื้อ 12 - 24 ชั่วโมง
1.2 เชื้อไวรัส ที่สำคัญทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วงรุนแรง ได้แก่ เชื้อโรต้าไวรัส (Rotavirus) พบได้บ่อยในทารกอายุ 3 เดือน เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันที่ได้จากมารดาตั้งแต่ในระยะตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีประวัติเป็นหวัดมาก่อนเกิดโรค นอกจากนี้อาจพบเกิดจากการติดเชื้ออินเทอริก แอดดีโนไวรัส (Enteric Adenovirus)
เชื้อราและโปรโตซัว เป็นสาเหตุของการเกิดอุจจาระร่วงในผู้ป่วยเด็กทารก เนื่องจากผู้ป่วยเด็กจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมาก ประกอบกับถ้าผู้ป่วยมีสุขภาพอนามัยไม่ดี ได้รับอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด การสุขาภิบาลไม่ดี
- การไม่ติดเชื้อ เกิดจาก
2.1 การแพ้อาหาร เช่น การแพ้นมวัว
2.2 การดูดซึมผิดปกติ ขาดน้ำย่อยแลคเตส
2.3 มีพยาธิสภาพเกิดขึ้นที่ลำไส้ เช่น ลำไส้เน่าอักเสบ ได้รับการผ่าตัดลำไส้ เช่น ลำไส้สั้น
2.4 ขาดสารอาหาร มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
2.5 ได้รับยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือได้รับอาหารที่มีความเข้มข้นมากทำให้เกิดการระคายเคืองของลำไส้ การได้รับสารพิษ เช่น สารตะกั่ว เป็นต้น
2.6 มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น วิตกกังวล เครียด เป็นต้น
การรักษา
หลักสำคัญของการรักษา คือ การรักษาและป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำ และอิเล็กโตรไลต์ ร่วมทางป้องกันภาวะการขาดสารอาหาร แบ่งออกเป็น
- การรักษาแบบประคับประคอง เมื่อผู้ป่วยถ่ายอุจจาระเป็นน้ำมากกว่าปกติ 2 ครั้งขึ้นไป จะรักษาเบื้องต้น โดยการให้อาหารเหลวเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนเกลือและน้ำที่เสียออกไป ตามด้วยให้ดื่มน้ำครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง เพื่อให้ร่างกายย่อยและดูดซึมได้ทัน พร้อมให้อาหารที่เคยได้รับอยู่ เช่น ให้นมมารดาตามปกติ แต่ถ้าเป็นนมผสมควรลดปริมาณลงครึ่งหนึ่งต่อมื้อสลับกับให้อาหารเหลว ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนให้ผสมนมเจือจางลงครึ่งหนึ่ง แล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมาณแคลอรีเมื่ออาการดีขึ้น
อาหารเหลวสามารถเตรียมเองและให้ทางปากได้ดังนี้ (วันดี วราวิทย์ และคนอื่น ๆ 2540: 702-703)
1.1 ของเหลวที่มีอยู่ในบ้าน เช่น น้ำแกงจืด น้ำข้าวใส่เกลือ น้ำมะพร้าว น้ำอัดลมที่ผสมเกลือเล็กน้อย ( 1 แก้วใส่เกลือ 2 หยิบนิ้วมือ)
1.2 น้ำเกลือที่เตรียมขึ้นเอง โดยใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา เกลือป่น 2 หยิบนิ้วมือต่อน้ำสุก 1 แก้ว (8 ออนซ์)
1.3 ผงเกลือสำเร็จ (Oral Rehydration Solution: ORS) ผสมโดยใช้ผงเกลือ 1 ซองต่อน้ำซุป 1 ขวดน้ำปลา (750 มิลลิลิตร) ปัจจุบันมีการผลิตเกลือผงบรรจุซองจะผสม 1 ต่อน้ำ 1 แก้ว (250 มิลลิลิตร)
- รักษาภาวะขาดน้ำ จะต้องประเมินว่าผู้ป่วยขาดน้ำในปริมาณเท่าไร แล้วคำนวณปริมาณที่ต้องให้ทดแทนให้หมดในเวลา 4 ชั่วโมง แบ่งให้น้ำทางปากครั้งละน้อย ๆ และบ่อย ๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะการขาดน้ำเล็กน้อยในช่วงเวลา 4-6 ชั่วโมง องค์การอนามัยโลกแนะนำให้สารละลายน้ำเกลือทางปากปริมาณ 50 มิลลิลิตร/กิโลกรัม ให้หมดภายใน 4 ชั่วโมง สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะขาดน้ำรุนแรงให้ 100 มิลลิลิตร/กิโลกรัม ให้ภายใน 4 ชั่วโมงแรก ถ้ามีภาวะช็อคควรให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ แล้วให้สารละลายน้ำเกลือทางปาก 5 มิลลิลิตร/กิโลกรัม/ชั่วโมง ร่วมด้วย แล้วให้ดื่มน้ำเปล่าได้ตามต้องการ ภายหลัง 4-6 ชั่วโมงไปแล้วเริ่มให้นมได้ ถ้าเป็นนมผสมให้ลดปริมาณลงครึ่งหนึ่งและเสริมด้วย ORS อีกครึ่งหนึ่ง
ชนิด
โรคอุจจาระร่วงในเด็ก จำแนกออกตามลักษณะของโลกได้ ดังนี้
- แบ่งตามระยะเวลาที่มีอาการแสดงออกของโรค ได้แก่
1.1 อุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute Diarrhea) คือ มีอาการท้องร่วงเกิดขึ้นซึ่งมักจะหายไปภายใน 7 วัน
1.2 อุจจาระร่วงยืดเยื้อ (Persistant Diarrhea) มีอาการถ่ายผิดปกตินานเกิน 2 สัปดาห์
1.3 อุจจาระร่วงเรื้อรัง (Chronic Diarrhea) มีอาการถ่ายผิดปกตินานเกิน 3 สัปดาห์
- แบ่งตามพยาธิสภาพของการเกิดโรค ได้แก่
2.1 เกิดจากพิษของแบคทีเรีย (Non-invasive Diarrhea หรือ Toxigenic Diarrhea หรือ Secretory Diarrhea) การ์ตูนให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่เยื่อบุลำไส้ ทำให้มีการหลั่งน้ำและเกลือแร่เข้าไปในโพรงของลำไส้มากขึ้น ทำให้เกิดการถ่ายเป็นน้ำและมีอาการขาดน้ำและเกลือแร่ตามมา ตรวจอุจจาระไม่พบเม็ดเลือดขาว แต่พบเชื้อที่เป็นสาเหตุ เช่น โรต้าไวรัส อีโคไล อหิวาตกโรค สเตร็ปพิลโลคอคคัส เป็นต้น
2.2 อาการอุจจาระร่วงที่เกิดจากเชื้อที่ทำลายเซลล์เยื่อบุลำไส้ ทำให้เกิดการอักเสบและการหลุดลอกตัวของเซลล์เกิดแผลเป็นหย่อม ๆ ลักษณะอุจจาระเหลวเป็นน้ำ มีมูกปนเลือดจนถึงเป็นหนอง ตรวจอุจจาระพบเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเชื้อที่เป็นสาเหตุ เช่น ชิคเกลล่า ซาโมเนลล่า เอ็นตามิบ้า ฮิตโตไรติกา เป็นต้น
2.3 จากสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น การแพ้นม ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต เป็นต้น
ความหมาย
องค์การอนามัยโลกได้ให้คำจำกัดความของโรคอุจจาระร่วง (Diarrhea) ว่าเป็นภาวะที่มีการถ่ายอุจจาระเปลี่ยนจากนุ่มหรือแข็งมาเป็นเหลวมากกว่า 3 ครั้ง/วัน หรือการถ่ายอุจจาระมีมูกเลือดปนอย่างน้อย 1 ครั้ง สีถ่ายเพียงครั้งเดียวแต่ถ่ายเป็นน้ำมีปริมาณมาก เป็นปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ถ้าเป็นอยู่นานหรือเป็นบ่อย ๆ จะทำให้ลำไส้อักเสบเรื้อรังขาดน้ำย่อย เกิดผลกระทบต่อการดูดซึมอาหารของร่างกายได้
การวินิจฉัยโรค
วินิจฉัยโรคอุจจาระร่วงได้จากการซักประวัติ การตรวจร่างกาย ในการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังนี้
- การซักประวัติ ซักประวัติเกี่ยวกับลักษณะ ปริมาณ จำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระและระยะเวลาที่เป็น สำหรับอาการอื่นที่พบ เช่น ไข้ อาเจียน ปวดท้อง ซึม ชนิด ปริมาณและวิธีการเตรียมนมและอาหาร จำนวนลักษณะและปริมาณของปัสสาวะ และการรักษาที่ได้รับก่อนมาโรงพยาบาล เป็นต้น
- การตรวจร่างกาย การตรวจร่างกายเพื่อประเมินภาวะขาดน้ำและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเกิดร่วมด้วย
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจอุจจาระเพื่อตรวจหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง หาเชื้อ วัดค่ากรดด่าง (pH) และทำ Clinitest หา Reducing Substance เป็นต้น
พยาธิสรีรภาพ
เมื่อเชื้อโรคเข้าไปในเซลล์ของเยื่อบุลำไส้จะทำให้เกิดพยาธิสภาพเป็น 2 แบบคือ พวกที่ปล่อยสารพิษ และพวกที่มีการทำลายเยื่อบุของลำไส้ กล่าวคือ
- พวกที่ปล่อยสารพิษ เมื่อเชื้อเข้าสู่ทางเดินอาหาร เชื้อจะไปเกาะอยู่เหนือเซลล์เยื่อบุลำไส้ แล้วหลั่งสารพิษออกมา สารพิษจะเข้าสู่เซลล์เยื่อบุลำไส้โดยเฉพาะบริเวณลำไส้เล็ก และจะยังคงอยู่จนกว่าเซลล์เยื่อบุลำไส้จะหมดอายุและหลุดไป สารพิษจะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีขึ้นในเซลล์ผิวเยื่อบุลำไส้ ทำให้เกิดการหลั่งน้ำและเกลือโซเดียมคลอไรด์ออกมาในลำไส้มาก ทำให้อุจจาระร่วง ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระเป็นน้ำมากในวันแรก และวันที่ 2 หรือนานที่สุดประมาณ 4 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เซลล์ผิวเยื่อบุลำไส้ลอกหลุดออกไป
- พวกที่ทำลายเยื่อบุของลำไส้ จะมีการปล่อยสารพิษทำให้มีการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำในวันแรก ๆ ต่อมาเกิดการอักเสบเป็นหย่อม ๆ ตรงจุดที่เชื้อเกาะและปล่อยสารพิษทำให้มีการหลั่งของเหลวเข้าสู่โพรงของลำไส้มากขึ้น เชื้อทำให้เกิดแผลขึ้นที่เยื่อบุลำไส้ ลักษณะของอุจจาระจึงอาจเป็นได้หลายลักษณะ เช่น เป็นน้ำเหลว มีมูกปนหรือมีมูกปนเลือด บางครั้งปนหนอง ตรวจอุจจาระพบเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีประวัติถ่ายอุจจาระเป็นมูกหรือเลือดครั้งละน้อย ๆ และบ่อย ๆ ร่วมกับอาการปวดเบ่ง (Tenesmus) รู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุดปวดท้องและมีไข้ เรียกว่ามีอาการของโรคบิด
กลไกที่ทำให้เกิดการเสียน้ำและเกลือแร่ไปทางอุจจาระ ได้แก่ มีการบีบตัวรีดของเหลว ผ่านไปสู่ลำไส้ใหญ่เร็ว ทำให้ลำไส้ดูดซึมไม่ทัน หรือเกิดจากการดูดซึมน้ำและเกลือจากโพรงของลำไส้เข้าสู่ระบบไหลเวียนบกพร่อง หรือเกิดจากภาวะการหลั่งเกิน (Secretory Diarrhea) อุจจาระจะมีลักษณะเป็นน้ำมาก เกิดจากสารพิษของเชื้อโรค การเสียน้ำและเกลือแร่มากทำให้ร่างกายเกิดภาวะการขาดน้ำและเกลือแร่ขึ้น แบ่งการขาดน้ำตามความทนแดงได้เป็น 3 ระดับ คือ การขาดน้ำระดับ 1) เล็กน้อย 2) ปานกลางและ 3) รุนแรง ส่วนการขาดเกลือแร่ที่พบบ่อยคือ โซเดียม โพแทสเซียม และคลอไรด์ นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะขาดสารอาหารได้ จากได้รับอาหารลดลงจากอาการเบื่ออาหาร ซึ่งเป็นผลมาจากการมีไข้ เสียน้ำ และเกลือแร่ ภาวะเลือดเป็นกรด การจำกัดอาหารและอาการคลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น และจากการสูญเสียสารอาหารจากการดูดซึมสารอาหารจากลำไส้ได้ลดลง เนื่องจากพื้นผิวของลำไส้ที่ใช้ดูดซึมมีจำนวนลดลง น้ำย่อยอาหารลดลง มีการบีบตัวของลำไส้มากทำให้การเคลื่อนที่ของอาหารผ่านลำไส้เร็วขึ้น วันดี วราวิทย์ (วันดี วราวิทย์ และคนอื่น ๆ 2540: 700)
อาการของโรคอุจจาระร่วง จำแนกตามสาเหตุได้ดังนี้
1.อุจจาระร่วงจากเชื้อแบคทีเรีย มักจะมีอาการอาเจียนนำมาก่อนการถ่ายอุจจาระร่วง มีอาการปวดท้องแบบตะคริว มีไข้ ถ่ายเป็นน้ำ ไม่มีมูกเลือด การอาเจียนมากจะทำให้เกิดภาวะด่างในร่างกาย (Metabolic Alkalosis) ได้
2.อุจจาระร่วงมากจากเชื้อวิปริโอ คอเรลล่า (Vibrio Cholerae) จะทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ สีขาวขุ่น เหมือนน้ำซาวข้าว จำนวนมาก มีกลิ่นคาวจัด มีอาการอาเจียนร่วมด้วย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและอิเล็กโตรไลต์จำนวนมาก ถ้าให้ทดแทนไม่ทันทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
3.อุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะเริ่มเป็นหวัด มีไข้ ไอ 3-4 วัน จากนั้นจะมีอาการอาเจียน ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำปนกับอาหารที่ไม่ย่อย สีเหลืองเขียว มีฟอง มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว
4.อุจจาระร่วงจากโรคบิด (Dyscenteric Diarrhea) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส มาก่อน 2-3 วัน แล้วจึงถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำสีเขียว ต่อมามีมูกเลือดปน อุจจาระมีกลิ่นเหม็นเหมือนไข่เน่า จะมีอาการปวดท้อง ปวดเบ่ง ถ่ายอุจจาระครั้งละไม่มาก แต่จะบ่อยครั้งมากประมาณ 10-15 ครั้งขึ้นไป
5.อุจจาระร่วงจากการขาดน้ำย่อยแลคเตส จะพบได้ตั้งแต่แรกเกิด หรือภายหลังเกิดการอักเสบของลำไส้ จะมีอาการถ่ายอุจจาระร่วง ปวดท้อง มีลมในท้องมาก เเน่นท้อง มักพบภายหลังดื่มนม หรือผลิตภัณฑ์นมประมาณ 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมง
6.อุจจาระร่วงจากการแพ้โปรตีนในนมวัว พบภายหลังการเปลี่ยนนมจากนมมารดามาเป็นนมผสม หรือภายหลังการติดเชื้อในลำไส้ จะถ่ายอุจจาระเหลวมีมูกหรือมูกปนเลือด อาเจียน ปวดท้อง
อุจจาระร่วงเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็ก ส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุที่ป้องกันได้คือ การติดเชื้อ มีผลทำให้ร่างกายเกิดภาวะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ถ้ามีอาการรุนแรงและไม่ได้รับการดูแลแก้ไขอย่างถูกต้องจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตหรือเกิดปัญหาเรื้อรังและขาดอาหารตามมาได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก พยาบาลเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการให้การพยาบาล เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและป้องกันการเกิดโรคนี้
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-