Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
วิวัฒนาการทางการบริหาร - Coggle Diagram
วิวัฒนาการทางการบริหาร
ยุคที่ 1
ยุคโบราณ หรือ ยุคก่อนมีการพัฒนา
สาระสำคัญในยุคที่ 1 ก็คือ คนงานอยู่ภายใต้อำนาจของหัวหน้าผู้ควบคุมหรือนายจ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างกันมีพื้นฐานจากระบบเจ้าขุนมูลนาย ใช้ระบบเผด็จการ มีการแบ่งแยกบุคคลที่มีอำนาจเหนือกว่า มีระบบศักดินา ไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆ เป็นยุคที่เผด็จการมีอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่
พื้นฐานความคิดของการบริหารในยุคนี้ก็คือ บุคคลใดอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจแล้ว ก็จะมีอำนาจควบคุมระบบสังคมและเศรษฐกิจ คนเมื่อเกิดที่แห่งใดแล้วก็จะจำกัดเฉพาะที่นั้น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขฐานะของตนได้
ในยุคโบราณนี้ช่างฝีมือทำงานอย่างเดียวกัน ก็ได้มีการรวมกลุ่มกัน กลุ่มนั้นคือการเกิดสหบาลกรรมกร เมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 องค์กรมีขนาดใหญ่ขึ้น การผลิตเปลี่ยนจากครัวเรือนมาเป็นโรงงาน และในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 องค์การธุรกิจรูปแบบบริษัทก็เกิดขึ้น
ยุคโบราณ หรือ ยุคก่อนมีการพัฒนาเริ่มตั้งแต่การมีสังคมมนุษย์จนถึงยุคก่อน Classical วิวัฒนาการของการบริหารยุคก่อน Classical เป็นระยะเวลาก่อนการคิดค้นการบริหารที่มีหลักเกณฑ์ เริ่มต้นตั้งแต่คนรู้จักรวมกำลังทำงานเรื่อยมา จนถึงประมาณ ค.ศ. 1880 เป็นครั้งแรกที่คนเริ่มหาวิธีการบริหารที่มีหลักเกณฑ์
ยุคที่ 3 ยุคมนุษย์สัมพันธ์ (Human Relation)
ยุคมนุษย์สัมพันธ์ (Human Relation) เป็นยุคที่มีความเชื่อว่า งานจะบรรลุผลสำเร็จได้ต้องอาศัยคนเป็นหลัก ความสำคัญของการทำงานขึ้นอยู่กับคนที่ปฏิบัติงานด้วย เพราะคนมีชีวิตจิตใจ มีความคิดต้องการ การยอมรับ ต้องการกำลังใจในการทำงาน นักบริหารยุคนี้จึงหันมาสนใจศึกษาพัฒนา
ทฤษฎีวิธีการและเทคนิคทางด้านสังคมศาสตร์พฤติกรรมและกลุ่มของคนในองค์กร สนใจศึกษาแนวทางประสานคนเข้ากับสิ่งแวดล้อมของงานได้ เพื่อหวังผลในด้านความร่วมมือความคิด ริเริ่มและการเพิ่มผลผลิต โดยมีพื้นฐานของความเชื่อว่า มนุษย์สัมพันธ์จะนำไปสู่ความพอใจและสะท้อนถึง
ผลของการปฏิบัติงาน
ยุควิวัฒนาการของการบริหารยุคมนุษยสัมพันธ์นี้ Elton Mayo เป็นบุคคลแรกที่ทำให้แนวความคิดทางการบริหารเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์เป็นสังคม มีความต้องการให้ความคิดของตัวเองเป็นจริง เน้นการจูงใจ Elton Mayo ได้ทำการทดลอง ที่เป็นที่รู้จักในนาม ฮอธอร์น
ยุคที่ 2 ยุคคลาสสิก (Classical)
เริ่มตั้งแต่ช่วงแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปลายศตวรรษที่ 18 เป็นยุคที่นำเครื่องจักรและเครื่องมือทุ่นแรงเข้ามาใช้แทนคน จนกระทั่งได้เกิดแนวคิดในเรื่องการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ขึ้น (Scientific Management) ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นการผลิตหรือให้ความสำคัญต่องานมาก ระบบการทำงานถือเป็นสิ่งสำคัญ
สาระสำคัญของวิวัฒนาการของการบริหารยุค Classical คือ
มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม
มีการจ่ายค่าจ้างให้คนงานอย่างเพียงพอ
มีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินส่วนตัว
มีความก้าวหน้าทางวิชาการ
เกิดศาสตร์ทางการบริหาร
พื้นฐานความคิดของการบริหารยุคนี้ เป็นผลมาจากการพัฒนาทางอุตสาหกรรม พยายามศึกษาวิธีการผลิต พยายามบอกวิธีทำงานให้มีประสิทธิภาพ และมีมาตรฐานที่สุด ขจัดความไม่ยุติธรรม
นักคิดในทางบริหารยุคนี้ ดังเช่น
เฮนรี่ ฟาโย (Henri Faylo)
เฟรเดอริก ดับเบิลยู เทย์เลอร์ (Frederick W. Taylor)
ยุคที่ 4
ยุคการบริหารเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science)
เป็นยุคที่มีความพยายามศึกษาและวิเคราะห์วิจัยมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและค้นคว้าทฤษฎีใหม่ เพื่อนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการบริหารมุ่งให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
ยุคที่ 4 นี้เป็นการผนวกความสำคัญของคนกับระบบเข้าด้วยกัน คือเป็นการบริหารที่ให้ความสำคัญทั้งงานและคนตามสถานการณ์ ในยุคนี้มีนักวิชาการที่สำคัญต่าง ๆ เช่น
เชสเตอร์ ไอ บาร์นาร์ด (Chester I Barnard) ชาวอเมริกัน ซี่งเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดพฤติกรรมศาสตร์ เชื่อว่า องค์การเป็นระบบของการร่วมแรงร่วมใจกันของบุคคล ตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ บาร์นาร์ดเชื่อว่า การโน้มน้าวจิตใจมี 2 ลักษณะเฉพาะเจาะจง คือเรื่องของแรงจูงใจด้านวัตถุ และลักษณะทั่วไป คือเรื่องความรู้สึก
ดักกลาส แมกเกอเกอร์ (Douglas McGregor s) ได้ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ว่ามี 2 แบบ คือ
แบบที่ 1. ทฤษฎี x มีสมมติฐานว่า คนเกียจคร้าน ไม่ชอบทำงาน ไม่มีความรับผิดชอบต่องาน ต้องบังคับขู่เข็ญให้ทำงาน
แบบที่ 2. ทฤษฎี y มี สมมติฐานว่า โดยธรรมชาติคนชอบทำงาน มีวินัยในการควบคุมตนเองมีความรับผิดชอบต้องการทำงานให้ สำเร็จตามศักยภาพของตน