Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ลองเก็บตัวเงียบๆ 1 ปี แล้วทำ 7 สิ่งนี้ - Coggle Diagram
ลองเก็บตัวเงียบๆ 1 ปี
แล้วทำ 7 สิ่งนี้
1.วางแผนเป้าหมายให้ชัดเจน
1.2 ละเอียดพอที่จะเห็นเราในนั้นได้
จะมีชีวิตอย่างไร
รายได้เท่าไร
ทำงานแบบใด
อยู่ที่ไหน
ใช้ชีวิตกับใคร
อีกกี่ 3 ปี จะต้องได้เงิน 300,000 บาทต่อเดือน
1.1 เขียนใส่กระดาษ กันสมองลืม
หากเหนื่อยหรือท้อ
สัญญาในวันที่มีไฟ
เตือนตัวเองในวันที่หมดไฟ
อีกนิด อีกนิด อย่าเพิ่งหยุด
อ่านทุกวัน เตือนสมองว่าเส้นทางนี้มีความหมาย เราเลือกเอง
ทำไมเราต้องทำ งานแบบนี้
อ่านทุกเช้าว่า ทำไมต้องทำเต็มที่ ทำไมต้องไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง
1.3 ตัวอย่าง
เป้าหมาย อีก 3 ปีข้างหน้าจะมีรายได้เดือนละ 300,000 บาทเดือนจากธุรกิจออนไลน์
ทำธุรกิจอะไร กลุ่มลูกค้าเป็นใคร ใช้อะไรขาย ทำกำไรต่อเดือน แบ่งเวลา
เหตุผลที่ต้องสำเร็จ
ไม่อยากใช้ชีวิตเดือนชนเดือน
ใช้ชีวิตกับครอบครัว
อยากเป็นแรงบรรดาลใจให้พ่อแม่ภูมิใจ
ไม่อยากตายโดยที่ยังไม่ใช้ใช้ชีวิต
1.4 สรุป
สิ่งที่คนมักทำไมสำเร็จ ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีศักยภาพ แต่เป็นเป้าหมายระหว่างทาง ไม่มีการเตือนตัวเองทุกวัน
สู้กับความคิดของเรา
2.ทำ 1 สิ่งในการทำในสิ่งที่กลัวทุก ๆ เดือน
ความกลัว
ทำให้ตนมีความกล้า แข็งแกร่งทางจิตใจ
ทำให้เราอย่านึ่ง
ใช้ชีวิตต่ำกว่าศักยภาพ กรอบปลอดภัยเกินไป
แต่จริงอยากได้มากกว่านั้น อยากไปไกล
ถ้าปล่อยในกลัวเกินไป นิสัยจะไม่ต้องขยับ ไม่กล้าทำ ไม่กล้าลอง เมื่อนานวันเข้าจะกัดกินความมั่นใจความฝัน และศักยภาพเราได้อย่างเงียบๆ
บังคับให้เราออกนอกพื้นที่ปลอดภัย เมื่อทำได้ทำอะไรที่กลัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า สมองเราความกลัวไม่ได้ทำร้ายเราอย่างที่คิด
เป็นความความรู้สึกการปลอมตัวในรูปแบบอันตราย แต่ไม่มีพิษภัยจริง เมื่อเราก้าวข้ามมันได้ สมองจะปรับตัวจะมั่นใจทีละนิด ไม่ใช่จากการพูดปลอบใจตัวเอง ที่จากประสบการจริง เราทำได้ เราเอาชนะได้ และทำได้อีก
ทำความกลัวทุกเดือนจะขยายความสามารถอย่างอัตโนมัติ จะเป็นเรื่องธรรมดา และจะสามารถรับมีกับเรื่องที่ยากกว่า ใหญ่กว่า เมื่อครบปีจะไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป จะใจแกร่งขึ้น มีทักษะใหม่ๆ ที่ไม่เคยมี มีความกล้าหาญที่ฝังไปในตัวตน จะกลายเป็นทุนชีวิต..
ทำทุกเดือนเพราะ มันจะเหมือนหญ้าที่ขึ้นใหม่ หากทำแล้วหยุดแล้วสมองจะกลับไปเหมือนเดิม จะไม่อย่าเจออยาก ควรทำแบบถอนหญ้า ถอนความกลัวออกจาใจอย่างสม่ำเสมอ สมองจะฝึกใหใ่ ความกลัวคือเพื่อนร่วมทาง ไม่ใช่ปีศาจ ความกลัวเป็นสัญญาณถึงโอกาสใหม่
เมื่อทำไปครบ 1 ปี เราจะไม่ถูกความกลัวควบคุมอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้ควบคุมความกลัวแทน เมื่อนั้นชีวิตจะเหมือนเปิด Lock ใหม่ ทุกอย่างที่จะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ จะเป็นไปได้ ความฝันจะเป็นจริง
การพูดคุยกับคนเก่ง การเปิดธุรกิจใหม่ การย้ายไปอยู่ที่ใหม่ เริ่มโปรเจคใหญ่ ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะใจเราแกร่งพอที่จะก้าวไปหามันโดยไม่ลังเล
ตัวอย่าง
กลัวการพูดในที่สาธารณะ
เดือน 1 ยกมือถามในห้องสัมมนา
เดือน 2 นำเสนอในกลุ่มเล็กๆ
เดือน 3 อัก VDO พูด โพสลง Social
ทำเรื่อยๆ 12 เดือน เวทีใหญ่พูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ
3.ฝึกทำงานที่ยากที่สุด ขี้เกียจที่สุด
เป็นสิ่งแรกของแต่ละวัน ที่ต้องใช้สมอง พลังกายใจ มากที่สุดซับซ้อน ต้องการการตัดสินใจสำคัญ ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์สูง มีผลกระบต่อเป้าใหญ่ มักเป็นงานที่รู้สึกขี้เกียจสุดเพราะยาก ท้าทาย ทำให้เรารู้สึกไม่สบายตัว สมองพยายามผลักไปเรื่อยๆ ให้ทำอะไรที่ง่าย เช่น โชเชี่ยล ตอบแชท การจัดโต๊ะ การทำงานเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนมีประโยชน์แต่ไม่ได้นำพาเราไปข้างหน้า สมองธรรมชาติหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด แสวงหาความสบาย กลไกนี้เป็นตั้งแต่โบราณมาจนยุคปัจจุบัน
งานที่ยากและท้าท้ายสมองจะบอกให้เราหลีกเลี่ยง จะรู้สึกว่าเหนื่อยตั้งแต่ยังไม่เรื่อย เครียดและเราจะทำสิ่งง่ายๆ ก่อนเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว การผลัดวันแบบนี้จะทำให้เราสะสมภาระเรื่อย ๆ เพราะงานค้าง จะสะสมเป็นแรงกดดันมหาศาล
ทำเรื่องยากก่อนวัน จะมีพลังมหาศาล เช้าๆ มีพลัง มีวินัย ต้านแรงขี้เกียจได้ทั้งหมด โฟกัสได้สูงสุดของวัน
เราทำงานยากที่สุดแต่เช้า จะปล่อยภาระหนักได้ เราจะรู้สึกชนะอุปสรรคใหญ่ตั้งแต่เช้า จะเป็นโดมิโน่ไปตลอดทั้งวัน มีพลัง มั่นใจ ทำงานที่เหลือง่ายขึ้น ในวันที่เหลือจะเหมือนการไหลลงเนิน
ทำแต่เช้าเป็นการสร้างวินัยในตัวเรา ความรู้สึกขี้เกียจ ไม่อยากทำไม่สามารถบงการชีวิตเราได้ เราทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ ไม่ใช่สิ่ง
ที่ง่ายที่สุด วินัยแบบนี้จะสะสมเป็นบุคลิกภาพของเรา ไม่หนีปัญหา กล้าลุยงานยาก
เป็นคนที่ใครส่งงานยากมาแล้วจะเอาอยู่ และสิ่งเหล่านี้จะเปิดโอกาสประตูใหม่ๆ ในชีวิต การเติบโตในหน้าที่การงาน การสร้างธุรกิจ การสร้างความไว้วางใจจากผู้คน การบรรลุเป้าหมายใหญ่ของชีวิต
หากทำได้เป็นเดือนๆ สมองจะถูกโปรแกรมใหม่อย่างถาวร ขี้เกียจลงลง จนตกใจตัวเอง หากเจองานใหญ่จะรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าหวาดกลัว ทุกครั้งที่จัดงานยากได้ ชีวิตจะก้าวหน้าเร็วขึ้นเกินกว่าคนทั่วไป ที่ทำเรื่องง่ายๆ วนไปวันๆ
ตัวอย่าง คนหนึ่งทำธุรกิจออนไลน์ งานยากสุดคือการโทรไปหาลูกค้ารายใหญ่ เพราะกลัวปฏเสธ หากปล่อยไปก่อนจะเสียเวลาไปกับการแต่งภาพ ดูเว็บ แชท แต่หากโทรหาลูกค้าใหญ่แต่เช้า แต่ทำให้เสร็จได้ความกลัวจะหายไป เขาจะได้ผลลัพธ์เร็ว ได้ดีลก็ได้ผลลัพธ์ใหญ่ ไม่ได้ก็ปรับ หัวใจจะแกร่ง กล้ารับมือได้ง่าย
4.ฝึกฟัง Podcast
ดูคลิปสอนความสำเร็จ
ตั้งใจหาอาหารสมอง เป็นฟองน้ำ ที่ดูได้เห้น สะสม เป็นความเชื่อความคิด และฤติกรรมของเราโดยไม่รู้ตัว
แต่สื่อไร้สาระไปวันๆ ไม่มรคุณภาพ สมองจะเป็นไปด้วยเรื่องไร้สาระ ข่าวลื ดราม่า ซุบซิบ ตลกเฮฮา เกมโชว์วุ่นวาย คิดลบ การด้อยค่า การเปรียบเทียบอย่างไม่มีวันจบ สื่อไม่พาเราไปไหน หมดพลัง ใช้ชีวิตแบบไม่มีแก่นสาร ใช้ชีวิตตามกระแสของคนอื่น แทนจะกำหนดเส้นทางของตนเอง ทำให้เรารู้สึกสนุกในช่วงสั้นๆ ระยะยาวทำลายสมาธิ เสพติดบันเทิงมากกว่า การลงมือทำเรื่องสำคัญในชีวิต ทำให้สมองเราเคยชินกับความตื่นเต้นใหม่ๆ ตลอดเวลส ขาดความอดทนกับสิ่งที่ต้องใช้เวลาและใช้ความพยายามจริงๆ เช่นการสร้างธุรกิจ การพัฒนาตนเอง การทำเป้าหมายใหญ่
การฟังคลิปสำเร็จ เป็นการตั้งใจเขียนโปรแกรสมองตนเองใหม่ ใส่ข้อมูลที่ดีแทนที่ข้อมูลไม่มีประโยชน์ ฟังเทคนิค คิด แก้ปัญหา มุมมองชีวิตที่ทรงพลัง สมองจะซึมซับวิธีการเป็นแบบผู้ชนะ จัดการอุปสรรค ตั้งเป้าหมาย ลงมือทำอย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนการนั่งกับโค้ชหรือที่ปรึกษา ที่ดี โดยไม่ต้องเสียเงินแพงๆ ยิ่งฟังยิ่งมีจิตสำนึกมากขึ้น เมื่อถึงเวลา..ถึงเวลาตัดสินใจ สมองจะนำวิธีการคิดมาแบบอัตโนมัติ
ถ้าเราไม่ลดเวลากับเรื่องไร้สาเหตุ จะเสียค่าทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดไปอย่างเงียบๆ คือเวลา และพลังงาน ไถมือถือเล่นแล้วชั่วโมงเล่า เป็นชั่วโมงที่เรียนรู้ ลงมือทำ สร้างสิ่งบางอย่างได้ บันเทิงราคาถูก ไม่เหลือในชีวิตระยะยาว ยิ่งนานวันยิ่งเบื่อ รู้สึกว่าตนเองไม่มีพลัง ไม่มีเป้าหมาย แค่ใช้ชีวิตรอความบันเทิงถัดไป ไม่มีอะไรจริงจริง
การเปลี่ยนมาดู Podcast เป็นการเทรนสมอง ตนเอง มาโฟกัสกับเป้าหมาย ทำให้ตนเองกลับมาเรียนรู้ตลอดเวลา เป็นการสะสมพลังใจพลังความคิด และพลังการลงมือทำไปทีละนิดทุกวัน โดยวันหนึ่งเราตื่นมาแล้วจะพบว่าเราเป็นคนละคนกับเมื่อก่อน มีความเข้าใจลึก มาเป้าหมายมากขึ้น คิดและทำมีการทำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และพร้อมสร้างชีวิตที่เราภูมิใจได้จริง
เช่น เดิมใช้ Tiktik 3 ชั่วโมง มาเป็น 1 ชั่วโมง ฟัง ธุรกิจ ลงทุน พัฒนาตนเอง จากนั้นคิดรายได้เสริม อะไรคือสิ่งที่อยากทำจริงๆ ในชีวิต รู้วิธีการวางแผน กล้าลงมือทำโปรเจคเล็กๆ สิ่งที่ดูเหมือนฝันไกล กลายเป็นสิ่งที่คิดว่าเป็นไปได้ และลงมือทำจริงๆทุกวัน
5.สร้าง Personal Brand บนโลกออนไลน์
คือ การสร้างตัวตนที่ชัดเจนในสายตาผู้อื่น ทำให้คนอื่นนึกถึงเราในเรื่องที่เราอยากให้เข้าจดจำ เป็นการออกแบบภายจำของตัวเองอย่างตั้งใจ แทนที่จะให้โลกภายนอกตีความเราตามใจ การมี Personal จะช่วยกำหนดทิศทางชีวิต การงาน ธุรกิจ โอกาสใหม่ๆ ช่วยให้เรามีจุดยืนที่แตกต่างจากเราในโลกออนไลน์ คนที่ไม่มีแบรนด์จะเหมือนๆ กัน คนที่มีแบรนด์จะมีเอกลักษณ์ มีเรื่องราว มีแนวคิด มีภาลักษณ์ที่โดดเด่น เมื่อคนในโลกออนไลน์ จะเชื่อมโยงกับคุณค่าบางอย่างทันที
ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยอีกต่อไป จำเป็น การตัดสินใจซื้อ การเลือกทำธุรกิจ การเลือกจะแนะนำ สนับสนุนใคร ล้วนเกิดจากการมองเห็นตัวตนบนโลกดิจิทัลมากกว่าเจอกันในชีวิตจริง
เช่น คนนี้เก่งการเงิน เชี่ยวชาญสุจภาพ แรงบรรดาลใจธุรกิจ สร้างพลังบวก เมื่อเกิดขึ้น ทุกโพส คอนเท้น จะถูกน่าเชื่อถือย่างเป็นระบบ ข้อดีการมีแบรนด์สามารถสร้างความไว้วางใจเร็วกว่าคนที่ไม่มีแบรนด์ ความไว้วางใจสำคัญในทุกความสัมพันธ์ทางธุรกิจ การงานหรือแม้แต่การทำโปรเจคส่วนตัว เมื่อคนไว้ใจ พร้อมซื้อสินค้าจากเรา พร้อมทำงานร่วมกับเรา พร้อมสนับสนุนเรา พร้อมบอกต่อเรา กับคนอื่นอย่างเต็มใจ จะทำให้เราเป็นตัวเลือกอันดับแรกในสายตาอื่น เวลาที่เขาต้องการความช่วยเหลือคำแนะนำหรือบริการในสายงานที่เราเชี่ยวชาญ เราจะไม่ต้องไล่หางานหรือลูกค้า โอกาสจะเข้ามาหาเราเอง
Personal Brand เป็นเครื่องมือทำเงินที่ทรงพลังมากที่สุดในยุคนี้ เพราะเมื่อเรามีตัวตนออนไลน์ที่ชัดเจน หรือผู้ติดตามที่เชื่อถือเรา เราสามาารถเปลี่ยนเชื่อใจนั้น เป็นรายได้ ได้หลากหลายวิธี เช่นการขายสินค้าหรือการบริการของตนเอง การเปิด คอร์สออกไล์ รรับสอนเซอร์ การเป็นอินฟูเอนเซอร์ หรือ การเปิดคอมมูนิตี้เก็บค่าสมาชิก เริ่มจากการไว้ใจตัวตน การยินดีจ่ายแลกคุณค่า และประสบการณ์ที่เราเสนอให้ นอกจากรายได้ ยังมีอำนาจในการสร้างชื่อเสียงที่เราควบคุมได้เอง ไม่ต้องรอโชค เราสามารถกำหนดได้ว่าอยากเป็นที่รู้จักในเรื่องไหน อยากให้คนอื่นพูดถึงเราแบบไหน อยากมีผลกระทบเชิงบวกกันใคร อยากสร้างแรงบรรดาลใจให้กับโลกด้านไหน ยิ่งมีการนำเสนอตนเองอย่างสม่ำเสมอ และมีคุณค่า ชื่อเสียงเราจะยิ่งแข็งแรงมากขึ้น แบบเวลาผ่านไปโอกาสดีๆ ก็ยังไหลมาอย่างต่อเนื่อง คนจะจดจำและเชื่อใจเราเสมอ
เช่น มีคนเชี่ยวชาญวางแผนการเงินบุคคล โดยเริ่มจากโพสบทความ เคล็ดลับการเงิน ลงทุนเบื้องต้น การบริหารให้มีเงินเหลือ ทำทุกเดือนจนคนจำได้วางเชี่ยวชาญ จากนั้นเปิดคอร์สสอนออนไลน์ เล็กๆ คนไว้วางใจ.. เพราะเชื่อใจ มีธนาคารก็ติดต่อมา เพื่อโปรโมททางด้านการเงิน ....เกิดจากการตั้งใจการสร้่าง Personal Brand
ห่างจากสังคมที่ดึงพลังเราลง
พลังงานของเรา จะค่อยกัดเซาะเป้าหมาย ศักยภาพ
ชอบพูดแต่เรื่องลบๆ ชอบบ่น ชอบวิจารณ์ ชอบทำตัวเป็นเหยื่อ ชอบเอาเรื่องคนอื่นมาเม้าท์ แต่ไม่ทำอะไรกับชีวิตตนเอง มาในรูปแบบเพื่อนชวนเราไปเสียเวลา ชวนเที่ยวดื่ม เล่นเกม เสพบันเทิงไร้สาระ ไม่มีเป้าหมายใด ระยะสั้นอาจไม่มีผลแต่ระยะยาวกิยพลังงาน ลดโอกาสการเติบโต ทำให้เราชินกับการใช้ชีวิตแบบไม่มีเป้าหมาย เป็นเรื่องธรรมดาของเรา ทำให้ฝันของเราเพ้อเจ้อไร้สาระ ทำให้เราไม่กล้าออกจากกรอบเดิมๆ กลัวล้อเลียน ตั้งแง่ ตัดสินจากคนรอบตัว เหมือนน้ำซึมบ่อทราย ไฟเราหมดโดยไม่รู้ตัว ตื่นมาไม่มีพลังไม่มีความหวัง ไม่รู้ว่าอยากได้อะไรจากชีวิต
คนพลังลบ มองด้านแย่ที่สุด โลกโหดร้าย ไม่ยุติธรรม อะไรก็ยาก ความสำเร็จมันเป็นคนโชคดี ตัวเองเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดึงคนลงมาเหมือนเรา ดูถูก พูดตัดกำลังใจ มันเป็นไปไม่ได้หรอก อย่าคิดเยอะ ทำไม่ต้องเหนื่อยขนาดนั้น ใช้ชีวิตสบายๆ ดีกว่า หากเราได้ยินบ่อยๆ และไม่มีเกราะป้องกันที่แข็งแรง เราจะค่อยๆ เชื่อไปเองว่ามันจริง และหยุดพยายามในที่สุด
เหตุผล ที่ต้องห่าง ไม่ใช่่เพราะว่าเราดีกว่าแต่เราต้องปกป้องพลังชีวิตของตนเอง ต้องปกป้องไฟในใจที่ลุกโชนอยู่ เพราะเส้นทางการเติบโต การสร้างชีวิตในแบบฝันไม่ใช่เรื่องง่าย หากเราปล่อยให้ตนเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ผิด การเดินไปข้างหน้าจะยากกว่าที่ควรจะเป็นมาก การห่างจากคนฟลังลบ ไม่ใช่การเกลียดหรือดูถูกเขาแต่เป็นการเลือกตัวเอง เลือกอนาคตที่ดีกว่า เลือกความฝันที่เราควรมีโอกาสไปถึงอย่างเต็มที่
ตัวอย่าง คนหนึ่งฝีนอยากเปิดร้านกาแฟของตน เพื่อนในกลุ่มมักพูดว่าทำธุรกิจก็เจ๊งเปล่าๆ ประเทศนี้ไม่มีทางรวยหรอก อย่าเสียเวลา หากเงินเดือนไปวันๆ จะดีกว่า เมื่อพูดแผนการ โดนหัวเราะเยอะ ที่สุดก็เลิกความพยายาม ก็กลับไปเหมือนเดิม หากแยกห่างออกมา เชื่อมั่นในตนเอง คนที่ลงมือทำจริงๆ ในชีวิตอาจจะได้เปิดร้านกาแฟเล็กๆ ที่มีคนเต็มร้านไปแล้ว
สรุป ชีวิตเปลี่ยนไปตามคนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด ถ้าเราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นอยากบรรลุเป้าหมาย อยากเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตนเอง เราต้องกล้าตัดสังคมที่ดึงเราลง กล้าก่างกับคนพลังลบ เพื่อรักษาพลังงานในใจเอง เปิดพื้นที่ให้คนมีพลังบวก คนที่มีความฝัน คนมี่มีไฟในตนเอง ได้เข้ามาแทนที เพราะสภาพแวดล้อมที่ดีจะไม่เพียงแค่สนับสนุนเรา แต่จะคอยผลักดันให้เราเก่งขึ้นดีขึ้น และไปได้ไกลกว่าที่เราคิดไว้ในทุกๆวัน
ฝึกสรุปบนเรียนในทุกวันที่ผ่านมา ว่าเราเก่งขึ้นตรงไหน
การฝึกสรุปบทเรียนจากทุกวันทีผ่านมา ไม่ใช่การนึกย้อนความจำแต่เป็นการฝึกการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ฝึกทบทวนมีการประเมินตนเองอย่างตรงไปตรงมา การสรุปบทเรียนแต่ละวัน ทำให้เราไม่ใช้ชีวิตไปวันๆ แบบไร้จุดหมาย ทำให้ทุกวันที่ผ่านเป็นการต่อยอดความเข้าใจของตนเองขึ้นเรื่อยๆ
ตั้งคำถามง่ายๆ กับตนเอง เราทำอะไรไปบ้างวันนี้ อะไรที่ทำได้ดี อะไรที่ต้องพัฒนา อะไรที่เรียนรู้ใหม่ อะไรที่อยากทำให้ดีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ต้องตอบคำถามอย่างซื่อสัตย์ ไม่หรอกตัวเอง ไม่ข้ามไปด้วยข้ออ้าง ไม่มีเวลา เหนื่อย อารมย์ไม่ดี ต้องมองว่าในข้อผิดพลาดนั้น มีอะไรซ่อนอยู่
ข้อดีของการสรุปบทเรียนทุกวันเราจะเห็นพัฒนากรของตอนเองอย่างชัดเจน ธรรมชาติเราจะไม่ค่อยรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ประจำวัน จะมองข้ามสิ่งที่ดีของตนเองอย่างรวดเร็ว และโฟกัสสิ่งที่ไม่ได้ดังใจ ทั้งที่จริงแล้วเราก้าวหน้าอยู่เรื่องยๆ แต่แค่ไม่รู้ตัว การสรุปบทเรียนทุกวันช่วยเก็บเศษเสี้ยวเล็กๆ ของความก้าวหน้า มาประกอบร่างกัน เพราะเรามีข้อมูลจริงจากชีวิต เราไม่ได้คาดการเลื่อนลอยว่าเราก้าวหน้าแค่ไหนและมีผลต่อการสร้างพัฒนานิสัยของตนเองอย่างต่อเนื่อง หากทบทวนทุกวัน สมองจะชินกับการแสวงหาความก้าวหน้าของตนเองอย่างอัตโนมัติ
เราจะต้องพยายามหาสิ่งที่จะต้องปรับปรุงเองโดยไม่ต้องมาบอก เราจะไม่พอใจกับการหยุดอยู่กับที่เราจะสนุกกับการเก่งขึ้นทีละนิดทุกวัน เป็นพฤติกรรมของคนที่ประสบความสำเร็จในทุกสายงานในโลก
ตัวอย่าง คนต้องการพัฒนาการพูดต่อหน้าคน ก่อนนอนจะสรุปว่าการซ้อมวันนี้ดีขึ้นตรงไหน กล้ามองคนในห้องมากขึ้น น้ำเสียงดีขึ้นเล็กน้อย และสรุปเรื่องที่ต้องปรับปรุง ติดอาการพูดเร็วตอนเริ่มต้น ฝึกแบบนี่ทุกวันหลังการซ้อม สมองจะเก็บข้อมูลว่าได้ผลดี และอะไรต้องแก้ไข ผ่านไป 1 เดือนจากคนที่กลัวการพูด จะเป็นคนที่มีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่แต่ละวันพัฒนาได้แค่ทีละเล็ก น้อยก็ตาม
สรุป ถ้าเราอยากเห็นตัวเองเก่งขึ้นทุกวันอยากเป็นเจ้าของเส้นทางชีวิต อยากพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุด การสรุปตนเองในแต่ละวันเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่เราสามารถเริ่มต้นได้ทันที ไม่ต้องลงทุน ต้องซื่อสัตย์ ความตั้งใจจริงให้ชีวิตดีขึ้นจากที่เป็นอยู่