Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
วิวัฒนาการของนาฏศิลป์และการละครไทย ยุคแรก (น่านเจ้า สุโขทัย ศรีอยุธยา…
วิวัฒนาการของนาฏศิลป์และการละครไทย ยุคแรก (น่านเจ้า สุโขทัย ศรีอยุธยา ธนบุรี)
กรุงศรีอยุธยา
บุลคลสำคัญ
พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบทบาทในการสืบทอดและพัฒนาศิลปะการแสดงในราชสำนัก โดยสนับสนุนการแสดงที่สื่อถึงศาสนาและการเฉลิมฉลองพระราชพิธีต่าง ๆ ที่มีความสำคัญในสังคม
ครูมโนราห์ และ ครูฟ้อน
นักแสดงและศิลปินในราชสำนักที่มีความสำคัญในการถ่ายทอดและสืบทอดทักษะการแสดงต่าง ๆ โดยเฉพาะในรูปแบบการฟ้อนรำที่เป็นที่นิยมในราชสำนัก การฝึกฝนและการแสดงในยุคนี้ถือเป็นการสืบสานศิลปะการแสดงจากรุ่นสู่รุ่น
จุดเริ่มต้น
นาฏศิลป์ในยุคกรุงศรีอยุธยาเริ่มต้นจากการผสมผสานศิลปะการแสดงพื้นบ้านและพิธีกรรมทางศาสนา ทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ เช่น การรำถวายเทพเจ้าและพิธีบวงสรวง ซึ่งสะท้อนความเชื่อและวัฒนธรรมในสังคมยุคนั้น การสร้างการแสดงโขนและละครในที่ดัดแปลงจากวรรณคดี เช่น รามเกียรติ์ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะชั้นสูง
การเเสดง
ละครในมักจะมีลักษณะที่แตกต่างจากละครนอก โดยเน้นความประณีตในการแสดงและเครื่องแต่งกายที่งดงาม รวมถึงบทพูดที่มีความละเอียดอ่อนและการร้องเพลงที่เต็มไปด้วยความหมาย และะใช้ผู้หญิงล้วนในการเเสดง
ละครนอกเป็นละครที่ชาวบ้านจัดแสดงนอกเขต พระราชฐาน ผู้แสดงจะเป็นชายล้วน ดําเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว และได้มีการ สอดแทรกบทในเรื่องด้วย
โขน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีความสง่างาม อลังการและอ่อนช้อย การแสดงประเภทหนึ่งที่ใช้ท่ารำตามแบบละครใน แตกต่างเพียงท่ารำที่มีการเพิ่มตัวแสดง เปลี่ยนทำนองเพลงที่ใช้ในการดำเนินเรื่องไม่เหมือนกับละคร แสดงเป็นเรื่องราวโดยลำดับก่อนหลังเหมือนละครทุกประการ ซึ่งไม่เรียกการแสดงเหล่านี้ว่าละครแต่เรียกว่าโขนแทน จากหลักฐานจดหมายเหตุลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มีการกล่าวถึงการแสดงโขนว่า เป็นการเต้นออกท่าทาง ประกอบกับเสียงซอและเครื่องดนตรีประเภทต่าง ๆ
หลักฐาน
หลักฐานทางนาฏศิลป์ในสมัยอยุธยาสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมและการแสดง โดยเฉพาะในงานจิตรกรรมฝาผนังและเอกสารโบราณที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการแสดง เช่น โขนและละครในที่มีการแสดงตำนานจากวรรณกรรมไทย เช่น รามเกียรติ์ การแสดงเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการบันเทิง แต่ยังสื่อถึงการเผยแพร่เรื่องราวจากวรรณกรรมในรูปแบบของการแสดงที่มีความงดงามและซับซ้อน ซึ่งใช้ในการเฉลิมฉลองและพิธีกรรมทางศาสนาและราชสำนัก
การแต่งกายในสมัยอยุธยาในการแสดงนาฏศิลป์ เช่น โขนและละครใน มีความประณีตและสื่อถึงบทบาทของตัวละคร โดยตัวละครสำคัญ เช่น พระราชา พระนาง และยักษ์ จะสวมเครื่องแต่งกายที่หรูหรา เช่น ชุดผ้าไหม มงกุฏ และเครื่องประดับทองคำ เพื่อแสดงถึงฐานะและสถานะทางสังคม
สุโขทัย
ต้นกำเนิด
ต้นกำเนิดของนาฏศิลป์ในยุคสุโขทัยเกิดจากการผสมผสานของวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อราชสำนัก โดยเฉพาะจากการติดต่อกับขอมและชนชาติอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศิลปะการแสดงในยุคนี้มีความสัมพันธ์กับการบูชาพระพุทธศาสนาและเทพเจ้าต่าง ๆ ผ่านการฟ้อนรำและการละครที่สะท้อนถึงความเชื่อทางศาสนา การแสดงเหล่านี้มักจะใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและกิจกรรมทางวัฒนธรรมในราชสำนัก.
หลักฐาน
พบหลักฐาน การละครและฟ้อนรำ ปรากฏอยู่ในศิลาจาลึก ของพ่อขุนรามคำแหง กล่าวว่า เมื่อจักเข้ามาเรียงกันแต่อรัญญิกพู้นเท้าหัวลานด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื้อน เสียงขับ ใครจักมักเหล้น เหล้นใครจักมักหัว หัวใครจักมักเลื้อน เลื้อน
จึงทำให้รับวัฒนธรรมของอินเดีย ผสมผสานกับวัฒนธรรมไทย มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นใหม่ เพื่อนใช้เรียกศิลปะการแสดงของไทย ว่า โขน ละคร ฟ้อนรำ
การแสดงในยุคสุโขทัย
ระบำเทวีศรีสัญนาลัย
เป็นการแสดงนาฏศิลป์ไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานและเรื่องราวในประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะในยุคสุโขทัย ซึ่งการแสดงนี้มักจะสะท้อนถึงความงดงามและอำนาจของเทวีหรือเทพีแห่งสัญนาลัยที่เชื่อมโยงกับศาสนาและวัฒนธรรมในช่วงเวลานั้น การแสดงระบำนี้มักจะเป็นการแสดงที่มีความพิถีพิถันในการเคลื่อนไหว การใช้ท่ารำที่ละเอียดอ่อนสะท้อนถึงความงามและความเป็นมงคล มีการใช้เครื่องแต่งกายที่ประณีตและการเคลื่อนไหวที่มีท่วงท่าทางสง่างาม ซึ่งสื่อถึงพลังและความอ่อนช้อยของผู้หญิงในบทบาทของเทวีศรีสัญนาลัย
ระบำเทววารศรีเมืองบางขลัง
ระบำเทววารศรีเมืองบางขลัง ในยุคสุโขทัยเป็นการแสดงนาฏศิลป์ไทยที่มีความสำคัญในการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะในวัฒนธรรมของชาวไทยภาคเหนือ การแสดงนี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะของขอมและมีความเชื่อมโยงกับการบูชาเทพเจ้า การฟ้อนรำในระบำนี้มักจะสื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์และความสง่างามของเทพเจ้าหรือเทพีในตำนานที่เกี่ยวข้องกับเมืองบางขลัง ระบำเทววารศรีเมืองบางขลังอาจมีท่ารำที่สอดคล้องกับการแสดงทางศาสนา
ในยุคสุโขทัย ศิลปะการแสดงและการฟ้อนรำมีบทบาทสำคัญในพิธีการต่างๆ โดยเฉพาะในราชสำนักและงานพิธีศาสนา
บุคลลสำคัญ
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช แม้จะไม่มีบันทึกโดยตรงว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงส่งเสริม “นาฏศิลป์” อย่างไร แต่ในยุคสุโขทัยนั้น ศิลปะการฟ้อนรำ การแสดงพื้นบ้าน และพิธีกรรมต่าง ๆ ได้รับการส่งเสริมผ่านงานประเพณีสำคัญ เช่น พิธีบวงสรวงและงานบุญในพระพุทธศาสนา
ยุคน่านเจ้า
อิทธิพล
ศิลปะนาฏศิลป์ในยุคน่านเจ้าได้รับอิทธิพลจากหลายแหล่งที่สำคัญ รวมทั้งการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีน อินเดีย และวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาติพันธุ์ไทในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งได้พัฒนาความหลากหลายและความเป็นเอกลักษณ์ในการแสดงออกทางศิลปะการรำและดนตรี โดยการแสดงเหล่านี้มักจะเชื่อมโยงกับพิธีกรรมทางศาสนาและการขอพรจากเทพเจ้า
จีน
การแสดงในยุคน่านเจ้าได้รับอิทธิพลจากการแสดงของราชวงศ์ถัง และราชวงศ์หมิงในจีน รวมถึงการใช้เครื่องดนตรีและท่ารำที่มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมจีน ที่เน้นการเคลื่อนไหวที่ละเมียดละไมและมีความหมายทางสัญลักษณ์
อิทธิพลจากชนเผ่าไท
ชนเผ่าไทในอาณาจักรน่านเจ้ามีบทบาทในการพัฒนานาฏศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงในพิธีกรรมพื้นบ้าน เช่น การฟ้อนรำในโอกาสสำคัญของชุมชน การใช้ท่ารำที่จำลองการเคลื่อนไหวของธรรมชาติ เช่น ลม น้ำ และต้นไม้ นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องแต่งกายที่ประณีตเพื่อสื่อถึงสัญลักษณ์ทางธรรมชาติและศาสนา
อินเดีย
อิทธิพลจากอินเดียปรากฏชัดในด้านการบูชาพระพิฆเนศและการใช้ท่าทางที่สะท้อนถึงความเชื่อในพุทธศาสนา รวมถึงการนำเอาศิลปะจากอาณาจักรลังกา มาผสมผสานในรูปแบบการแสดง
หลักฐาน
สมัยน่านเจ้า การศึกษาเรื่องการละคร และนาฏศิลป์ไทยในสมัยนี้ พบว่า
ไทยมีนิยายเรื่องหนึ่ง คือ เรื่อง “มโนห์รา” ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ใน ประเทศจีนตอนใต้ในอาณาจักรน่านเจ้าเดิมนั่นเอง นิยายเรื่องนั้น คือ “นา มาโนห์รา (Namanora) เป็นนิยายของพวกไต พวกไตคือไทยเรานี่เอง แต่ เป็นพวกที่ไม่อพยพลงมาจากดินแดนเดิม เรื่องนามาโนห์รานี้จะนำมาเล่น เป็นละครหรือไม่นั้นยังไม่มีหลักฐานปรากฎเด่นชัด ส่วนการละเล่นของไทย
น่านเจ้านั้นมีพวกระบำอยู่แล้ว คือ ระบำหมวก และระบำนกยูง
การเเสดง
ระบำหมาก
มีต้นกำเนิดจากพิธีกรรมและประเพณีของชนเผ่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมไทลื้อและไทอื่นๆ เช่น อาณาจักรน่านเจ้าและภาคเหนือของประเทศไทย การแสดงนี้มักใช้ หมาก (หรือผลไม้จากต้นหมาก) เป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการขอพรจากเทพเจ้าในพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีบวงสรวงหรือพิธีขอฝน ซึ่งหมากถือเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์
การแสดงระบำหมากมีลักษณะเป็นการฟ้อนรำอย่างสง่างามและประณีต
ระบำนกยุง
มีต้นกำเนิดจากชนเผ่าไทลื้อและกลุ่มชาติพันธุ์ในแถบอาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ในมณฑลยูนนานของจีน รูปแบบของระบำนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวที่สง่างามของนกยูง สัตว์ที่มีความสำคัญทางสัญลักษณ์ในวัฒนธรรมไต สะท้อนถึงความงาม ความโชคดี และความอุดมสมบูรณ์
ยุคธนบุรี
ต้นกำเนิด
หลังการเสียกรุงศรีอยุธยา นาฏศิลป์ส่วนใหญ่ถูกทำลายหรือสูญหายไป พระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมนักแสดง ครูละคร และศิลปินที่รอดพ้นจากสงครามกลับมาฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะการแสดงละครในและโขน ซึ่งเคยรุ่งเรืองในยุคอยุธยา ในราชสำนักธนบุรี มีการจัดแสดงโขนและละครขึ้นเพื่อใช้ในพระราชพิธีและสร้างความบันเทิง แม้จะไม่อลังการเท่าสมัยก่อน แต่ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่สำคัญ ครูละครจากอยุธยามีบทบาทในการถ่ายทอดท่ารำและบทละครให้กับคนรุ่นใหม่ ทำให้นาฏศิลป์ไทยค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น
หลักฐาน
เมื่อพระเจ้า กรุงธนบุรี ได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ จึงมีการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมหลายอย่าง โดยเฉพาะนาฏศิลป์ รวมถึงการรวบรวมศิลปินต่าง ๆ มาสนับสนุนการฟื้นฟูการแสดงในราชสำนัก ตัวอย่างการแสดงที่สำคัญมีดังนี้
ตอนอนุมัตินางวานร
ตอนท้าวมาลีวราช
ตอนทศกันฐ์ ตรงพระราชพิธี
ตอนพระลักษณ์ถูกหอกบิลพัทธ์
ตอนปล่อยม้าอุปการ
การเเสดง
1.โขน
ในสมัยกรุงธนบุรีได้รับการฟื้นฟูและสนับสนุนโดยพระเจ้าตากสินมหาราชหลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยา โดยทรงรวบรวมศิลปินและครูละครจากอยุธยาเพื่อถ่ายทอดการแสดงโขนให้กับคนรุ่นใหม่ การแสดงโขนในยุคนี้ยังคงใช้เรื่องราวจาก รามเกียรติ์ เป็นหลัก และเครื่องแต่งกายที่หรูหราเหมือนกับในสมัยกรุงศรีอยุธยา
2.ละครชาตรีในสมัยธนบุรี
ละครชาตรีเป็นการแสดงพื้นบ้านที่มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และยังคงสืบทอดในช่วงกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2310–2325) แม้ว่ายุคธนบุรีจะเป็นช่วงเวลาที่เน้นการฟื้นฟูบ้านเมืองและสังคม แต่ละครชาตรียังคงมีบทบาทในฐานะมหรสพพื้นบ้านที่ใช้ในงานรื่นเริง งานมงคล หรือพิธีกรรมต่าง ๆ
บุคคลสำคัญ
พระเจ้าตากสินมหาราช
พระเจ้าตากสินทรงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมหลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะการฟื้นฟูการแสดงโขนและละครในราชสำนัก
พระยาจักรี
พระยาจักรีมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษาศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงการฟื้นฟูการแสดงทางนาฏศิลป์ในราชสำนัก