Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำ โดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม (Blockchain) - Coggle…
เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำ
โดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม
(Blockchain)
ความหมาย Blockchain
Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่มีคนพูดถึงมากว่าจะเป็นตัวเปลี่ยนโลกเหมือนที่อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนโลก ในยุค 1990
Blockchain ตอนนี้สภาพเหมือนอินเทอร์เน็ตตอนเริ่มต้น ซึ่งภาคการเงินจะปล่อยผ่านไปไม่ได้ ต้องมีคนศึกษาเรื่องนี้
เพื่อเป็นการลองทำดูว่าเอา Blockchain มาใช้กับเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างไร แม้ว่าวันนี้อาจจะยังไม่มีการประยุกต์ใช้ใน ลักษณะที่เห็นเป็นรูปธรรมก็ตาม
แนวคิด Blockchain
เริ่มกลับมาเป็นกระแสที่ต้องจับตามมองอีกครั้ง พร้อมมีการพัฒนาใหม่ ๆ ไปสู่การใช้งานที่มากกว่าการทำธุรกรรม
ในอดีตที่ไม่ได้รับการยอมรับมากนักผนวกรวมกับกระแส การเพิ่มขึ้นของอุปกรณ์ที่ใช้แนวคิด อินเทอร์เน็ต
ต้องมีการจัดการดูแลอย่างการรักษาความปลอดภัยระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆและความจำเป็นที่จะต้องบันทึกฐานข้อมูลของการติดต่อต่าง ๆ เหล่านั้น
ทำให้เทคโนโลยีอย่าง Blockchain ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนบุคคลจะกลายมาเป็น ตัวช่วยสำคัญของการใช้งานดังกล่าว
วิวัฒนาการของ Blockchain ด้วยการ Fork
การ Fork เป็นส่วนที่สำคัญในการเกิดวิวัฒนาการของบล็อกเชน เหมือนอย่างที่การกลาย พันธ์สำคัญต่อ DNA ในสิ่งมีชีวิต
การ Fork ของบล็อกเชน เกิดขึ้นได้เพราะโค้ดปัจจุบันและสถานะของบล็อกเชนสามารถ ถูกคัดลอกได้อย่างเปิดเผย
การ Fork ทำให้เราสามารถทดลองบล็อกเชนหลายเวอร์ชั่นขนานกันได้ โดยจะมีเพียงเวอร์ชั่น ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอด
เรื่องสำคัญอีกเรื่องก็คือ ต้องไม่ลืมว่าการ Fork ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างการแข่งขันกันโดยตรงเสมอไป เหมือนกับการกลายพันธ์ของ DNA ที่สร้างสิ่งมีชีวิตมากมายที่เริ่มต้นจาก genetic tree เดียวกัน
การ Fork ก็มีจุดอ่อนในบางเรื่อง เช่นเดียวกันกับการกลายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
ลักษณะการทำงานของ Blockchain
A ต้องการโอนเงิน (ส่งข้อมูล) ไปให้ B ผ่านเลขบัญชี โดยใช้ Privatekey+Password และ Public Key
ผู้ใช้ (Node) ทุกคนต้องมีกุญแจสองอัน อันแรกคือ Private key ที่ถือเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของของสมุดบัญชีพร้อมกับ Password ซึ่งถูกจากสร้างลายเซ็น และชุดตัวเลขที่ใช้อัลกอริทีม สร้างขึ้นมาทำให้ไม่มีทางซ้ำกับเลขอื่น ๆ
เก็บ Transaction ไว้ใน Public Ledger
ข้อมูลการเดินบัญชี (Transaction) ถูกเริ่มต้นสร้างขึ้น รายการจะแจ้งว่าตัวเลขทั้งหมด ที่เกิดขึ้นตั้งแต่จำนวนเงินที่ถูกต้องที่มีอยู่ในบัญชีของ A ถูกส่งไปให้บัญชีของ B ที่แสดงจำนวนเงินที่มีอยู่เช่นกัน โอนเท่าไหร่ ตัวเลขขึ้นตามนั้น
ยืนยันความถูกต้องโดย Miner และต้องไม่ถูกคัดค้านจากผู้ใช้หลังจากที่ได้รับข้อมูล (Data) แล้วจะมีผู้ตรวจสอบมายืนยันความถูกต้อง เราเรียกคนคนนี้ว่า Miner มาจากผู้ใช้ที่เสนอตัวเข้ามา
เพิ่ม Block นั้นเข้าไปยัง Chain
จากนั้น Block หรือข้อมูลการเดินบัญชีที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว และมีข้อมูลที่เกิดขึ้น ก่อนหน้า เป็นสิ่งที่อ้างอิงสู่กล่องถัดไป จะถูกส่งมาต่อเพื่อร้อยเรียงกันและกันไปเรื่อย ๆ
เงินถูกถ่ายโอนและอัพเดทข้อมูลแก่ผู้ใช้
เมื่อทุกอย่างสำเร็จตามขั้นตอน เงินจะถูกถ่ายโอนและอัพเดทข้อมูลแก่ผู้ใช้ทุกคนพร้อมกัน การส่งต่อข้อมูลจากเครื่องถึงเครื่อง เรียกว่า Peer-to-peer ส่วนเงินที่ว่านี้เป็นเพียงแค่จำนวนที่ถูกระบุขึ้น ไม่มีเป็นสิ่งของที่จับต้องได้
หลักการทำงานของเทคโนโลยี Blockchain
การทำงานของ Blockchain บล็อกเซน เป็นรูปแบบการเก็บข้อมูล (Data structure) แบบหนึ่ง ที่ทำให้ข้อมูล Digital transadion ของแต่ละคนสามารถแชร์ไปยังทุก ๆ คนได้ เป็นเสมือนห่วงโซ่
การประยุกต์ใช้ เช่น วงการอสังหาริมทรัพย์ สามารถประยุกต์ใช้ทำ Smart contract โดยถ้าสัญญาอยู่ในบล็อกเชน ทุก คนจะเห็นข้อมูลตรงกัน เราจึงสามารถไว้ใจให้ระบบ Automate ปฏิบัติงานใดๆ
องค์ประกอบของเทคโนโลยี Blockchain
Block เป็นการเก็บ Data Transaction/Fact โดยบรรจุในกล่อง(Block) และเมื่อปิดกล่องแล้วข้อมูลภายในกล่องห้ามเปลี่ยนแปลง
Chain- มีแค่ header (hash) ล่าสุดสามารถตรวจสอบได้ตลอดทั้ง Chain ว่าไม่ถูกเปลี่ยนแปลง
การทำธุรกรรมก็แค่เอา hash ล่าสุด 2 คนมาเทียบกัน ถ้าตรงกันคือเชื่อถือได้ทำธุรกรรมได้
เราสามารถเก็บแค่ hash ล่าสุดไว้ก็ได้ ไม่ต้องเก็บทั้ง blockchain ในการทำธุรกรรม
วิธีใดก็ได้ที่ตกลงกันแล้วทุกคนยอมรับ "ซุรกรรม" ที่เกิดขึ้น เช่น เป่ายิงชุบ,แบบประชาธิปไตย, หัวหน้าฟันธง etc. แต่วิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเช่น
Prove of Work : คือให้คนที่โชคดีและขยันที่สุดชนะ ซึ่งยิ่งจำนวน peer มากความน่าเชื่อถือยิ่งเยอะ และยิ่งปลอดภัยจากการถูกทำลายระบบ
Prove of Stake : ให้สิทธิ์กับคนที่ถือมูล (value) ที่มีค่าสูงสุด ในการตัดสินแต่วิธีนี้อาจจะใส่กฎอื่นเพิ่มเช่น อาจจะใช้ได้แล้วต้องหยุดสักพักConsensus
Validation การตรวจสอบธุรกรรม ใช้ digital signature (private key) เพื่อประกันว่าธุรกรรมเกิดจากเจ้าของเงินจริง ๆ Bitcoin มีมา 9 ปี ยังไม่มีใครโดน Hack ระบบ แต่ที่โดน hack
Wallet (optional) กระเป๋าเงินที่ทำให้เราทราบมูลค่าของเงินที่เรามีอยู่
ประเภทของ Blockchain
Public Blockchain (Blockchain แบบเปิดสาธารณะ )Blockchain ประเภทนี้ เรามักรู้จักกันดีในชื่อ Bitcoin กับ Ethereum ซึ่งเป็น Blockchain ที่ใช้งานจริง กับคนทั่วโลก ข้อดีของ Public Blockchain ประเภทนี้
Private Blockchain (Blockchain แบบปิด) Blockchain ประเภทนี้เป็นการสร้างระบบ Blockchain เพื่อมาใช้กันภายในองค์กร
หรือเป็นระบบปิด บล็อกเชนประเภทนี้จะมีการจำกัดการเข้าถึงข้อมูล ทำให้จะมีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้น
Consortium Blockchain (Blockchain แบบ เฉพาะกลุ่ม) Blockchain ประเภทคือการรวมเอา 2 แนวคิดแรกเข้าด้วยกัน เป็นการผสมผสานระหว่างข้อดี ของ Public Blockchain และ Private Blockchain เข้าด้วยกัน ซึ่งแนวคิด Consortium Blockchain นี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงสำหรับการนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรด้านการเงินในปัจจุบัน
Blockchain มีประโยชน์อย่างไร
การโอนเงิน ชำระเงิน การโอนเงินชำระเงินทั้งภายในถือเป็นกรณีการใช้งานที่แพร่หลาย ที่สุดของ Blockchain ซึ่งการโอนเงินในลักษณะนี้มีหลายรูปแบบ และรวมไปถึงการสร้างเงินสกุลดิจิทัลขึ้นมาใหม่
การซื้อขายพันธบัตรและหุ้น กระบวนการซื้อขายพันธบัตรนั้นประกอบไปด้วยขั้นตอน ที่เป็นอัตโนมัติและขั้นตอนที่ต้องมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งยังมีผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน นั่นทำให้บางครั้งกระบวนการนี้ใช้เวลามากถึง 7 วันในการทำและยืนยันธุรกรรม
การชำระแบบ Peer to Peer และการส่งเงินกลับประเทศ การเพิ่มขึ้นของ Mobile Wallet ทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน นำมาซึ่งปัญหาการเชื่อมต่อกันระหว่างผู้ให้บริการแอปพลิเคชันแต่ละตัว และปัญหาการเชื่อมต่อกับระบบธนาคาร
การรักษาความปลอดภัย และการแบ่งปันข้อมูล KYC เนื่องจากข้อมูลที่บันทึกอยู่ใน Blockchain นั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ (นอกจากจะเพิ่มข้อมูล/ธุรกรรมเท่านั้น)
การเพิ่มประสิทธิภาพงาน Trade Finance และงานประกัน โดยทั่วไปในการส่งสินค้าและชำระเงินระหว่างประเทศมีเอกสารสำคัญอยู่ 2 ประเภทคือ Letter of Credit (LC) และ Bill of Lading (BL) ซึ่งในหนึ่งธุรกรรมนั้นเอกสาร BL