Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
งูสวัด (Herpes zoster) เปรียบเทียบกับ
เริม (Herpes simplex) Link Title,…
งูสวัด (Herpes zoster) เปรียบเทียบกับ
เริม (Herpes simplex) Link Title
พยาธิสภาพ
เกิดจากเชื้อไวรัส Herpes simplex virus type I (HSV-1) ติดต่อโดยการสัมผัสผู้ที่มีเชื้อ หรือจากการใช้ภาชนะที่ไม่สะอาดร่วมกัน เมื่อมีการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อสามารถแฝงตัวที่ปมประสาทรับความรู้สึกได้ตลอดไป และถูกกระตุ้นให้กลับมาเพิ่มจำนวนที่ผิวหนังได้เสมอ ๆ โดยจะปรากฏอาการทางคลินิกหรือไม่ก็ได้ และสามารถแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้แม้ว่าจะไม่มีอาการ
หลังจากเป็นโรคอีสุกอีใส เชื้อ Varicela zoster virus สามารถแฝง ตัวอยู่ตาม Sensory ganglion ของเส้นประสาท เมื่อมีการกระตุ้นซ้ำก็จะเกิดการติดเชื้อขึ้นมาอีกทำให้เกิด การอักเสบของเส้นประสาทและเกิดรอยโรคตามแนวเส้นประสาทอันเป็นลักษณะเด่นของงูสวัด งูสวัดเป็นได้กับทุก Dermatome ของร่างกายแต่ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณหน้าอก โรคนี้มักพบในกลุ่ม ผู้สูงอายุ แต่ในคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำลงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ติดเชื้อ HIV พบว่างูสวัดจะพบได้ในกลุ่มคนอายุน้อยและโรคมักมีความรุนแรงมากกว่าปกติ
สาเหตุ
เชื้อไวรัสเริม หรือเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (herpes simplex virus/HSV) ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ทั้งบริเวณผิวหนัง ช่องปาก อวัยวะเพศซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด และเยื่อเมือกต่าง ๆ ระยะฟักตัวสำหรับการติดเชื้อครั้งแรกประมาณ 2-20 วัน เมื่อหายจากโรค เชื้อเริมจะเข้าไปหลบซ่อนที่ปมประสาทในบริเวณใต้ผิวหนังหรือเยื่อบุ และแฝงตัวอยู่อย่างสงบแต่เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น เป็นไข้ ถูกแดดจัด ร่างกาย อิดโรย อารมณ์เครียด วิตกกังวล การมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ การได้รับบาดเจ็บหรือผ่าตัดบริเวณใบหน้าการทำฟัน ภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นตัน เชื้อริมที่แฝงตัวอยู่นั้นจะเกิดการแบ่งตัวเจริญเติบโต เกิดการติดเชื้อซ้ำ(reactivation) ซึ่งสามารถเป็นได้บ่อยๆบ
เป็นโรคติดเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus: VZV) ที่มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคอีสุกอีใส (Chickenpox) หากเชื้อชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายผู้ที่ไม่เคยได้รับเชื้อก็จะทำให้เป็นโรคอีสุกอีใส และเมื่อหายเป็นปกติแล้ว เชื้อจะหลบอยู่บริเวณปมประสาทของร่างกาย และจู่โจมร่างกายเมื่อ ร่างกายอ่อนแอจนเกิดเป็นงูสวัด งูสวัดเป็นโรคมักจะเกิดกับผู้สูงอายุ และผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้หากได้รับการรักษาทันท่วงที หากได้รับการรักษาเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน แต่หากปล่อยไว้ อาจเกิดผลร้ายแรงต่อสุขภาพได้
อาการ
เริมแสดงอาการเริ่มต้นด้วยอาการคันยุบยิบบริเวณที่ติดเชื้อไวรัส HSV จากนั้นจะเกิดตุ่มน้ำพองใส อักเสบ และเจ็บแสบบนฐานของผื่นบวมแดงที่รวมกลุ่มกันบนผิวหนัง โดยมีอาการประมาณ 2-3 วันจนถึง 1-2 สัปดาห์ และสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ผ่านการสัมผัส จากนั้นตุ่มน้ำพองใสจะแตกออก มีเลือดไหลซึม แล้วจึงตกสะเก็ดเมื่อแผลสมานตัว เริมเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อาจมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก โดยหลังจากที่อาการของโรคหายไปแล้ว เชื้อไวรัส HSV จะยังคงฝังตัว หลบซ่อนอยู่บริเวณปมประสาท (Ganglion) ของร่างกายโดยไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาตราบจนภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำ อาการของโรคเริมจึงจะเริ่มปรากฎให้เห็นขึ้นอีกครั้ง
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบร้อนบริเวณผิวหนัง หลังจากนั้น 2 - 3 วัน จะมีผื่นแดงขึ้นตรงบริเวณที่ปวดแล้วกลายเป็นตุ่มน้ำใส ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย ผื่นมักเรียงกันเป็นกลุ่ม หรือเป็นแถวยาวตามแนวเส้นประสาทและจะแตกออกเป็นแผล ต่อมาจะตกสะเก็ดและหายได้เองใน 2 สัปดาห์ และเมื่อแผลหายแล้ว อาจยังมีอาการปวดตามแนวเส้นประสาทได้
การตรวจวินิจฉัย
ถ้าจะทำการวินิจแพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคเริมโดยการซักประวัติตรวจอาการและตรวจดูลักษณะของตุ่มน้ำใสหรือแผลพองจากนั้นแพทย์จะทำการทดสอบ ทางแล็บปฏิบัติการโดยการตรวจตัวอย่างเลือดหรือเนื้อเยื่อบริเวณบาดแผลผ่านการส่องกล้องการเพาะเชื้อและตรวจแอนติบอดีในร่างกายเพื่อวัดระดับภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคลืมโดยวิธีการทดสอบ PCR test เป็นวิธีการตรวจสอบหาเชื้อไวรัส HSV ที่มีความแม่นยำและสามารถระบุชนิดของเชื้อไวรัส HSV ด้อย่างชัดเจน
ในระยะที่มีรอยโรคผิวหนังแล้วจะวินิจฉัยได้ง่ายโดยอาศัยลักษณะทางคลินิกคือมีผื่นหรือตุ่มน้ำในระยะที่มีรอยโรคผิวหนังแล้วจะวินิจฉัยได้ง่ายโดยอาศัยลักษณะทางคลินิกคือมีผื่นหรือตุ่มน้ำขึ้นอย่างผิดปกติที่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายรวมกับมีอาการปวดหรือแสบร้อนหรือคันบริเวณที่ผื่นขึ้นร่วมกับมีไข้ร่วมกับการซักประวัติโดยโรคจะเกิดกับผู้ที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาแล้วเท่านั้นยกเว้นรอยโรคในบางdermatomeที่พบน้อยหรือไม่แน่ใจต้องทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรค
การรักษา
จะรักษาตามอาการร่วมกับยาต้านไวรัส เช่น Acyclovia เพื่อเร่งกระบวนการหายของโรคและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัดอาจใช้ยาลดอาการปวด เช่น ยากลุ่มลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และยาทาบางชนิด เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดที่รุนแรง หลังจากอาการทางผิวหนังหายเป็นปกติแล้ว
จะรักษาตามอาการร่วมกับยาต้านไวรัส เช่น Acyclovia เพื่อเร่งกระบวนการหายของโรคและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัดอาจใช้ยาลดอาการปวด เช่น ยากลุ่มลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และยาทาบางชนิด เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดที่รุนแรง หลังจากอาการทางผิวหนังหายเป็นปกติแล้ว ยังมีอาการปวดต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ หลังจากเป็นงูสวัด แพทย์จะจ่ายยารักษาอาการปวดที่ปลายประสาท
ปัญหาและการพยาบาล
1.มีโอกาสเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนทําให้สมองอักเสบจากการ ติดเชื้อ Varicella Zoster Virus หรือ Herpes Virus
ข้อมูลสนุบสนุน
S: ผู้ป่วยกล่าวว่า มีอาการอ่อนแรง ง่วงซึม สับสน ปวดศีรษะเล็กน้อย
O: ผู้ป่วยมีอุณหภูมิร่างกายมากกว่า 37.4 องศาเซลเซียส
เป้าหมายทางการพยาบาล
ผู้ป่วยไม่เกิดภาวะสมองอักเสบจากการติดเชื้อ Varicella Zoster Virus
เกณฑ์การประเมินผล
1.ผู้ป่วยไม่มีอาการแสดงของสมองอักเสบ ได้แก่ปวดศีรษะรุนแรง สับสน งุนงง ซึมลง ชัก
มีไข้สูง เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน คอแข็ง
2.อุณหภูมิร่างกายอยูระหว่าง 36.5 -37.4 องศาเซลเซียส
กิจกรรมการพยาบาล
1.สังเกต ประเมินการการรับรู้ ความรู้สึกตัว และอาการผิดปกติ ถ้ามีอาการ ปวดศีรษะ รุนแรง สับสน งุนงง ซึมลง ชัก มีไข้สูง เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน คอแข็ง รายงานแพทย์ทราบเพื่อพิจารณาให้การรักษาและวางแผนการดูแลร่วมกัน
2.ดูแลให้ได้รับยาลดไข้ ยา acyclovir และยากันชัก ตามแผนการรักษา
2.ผู้ป่วยและญาติขาดความรู้เรื่องโรคงูสวัดและเริม ในระยะแพร่กระจายเชื้อ และการปฏิบัติตัวเมื่อเข้าเยี่ยม
S: ผู้ป่วยและญาติกล่าวว่า ไม่รู้จะทำอย่างไรเมื่อเป็นงูสวัดหรือเริม
O: ญาติพยายามใช้มือสัมผัสบริเวณแผลตุ่มพอง
เป้าหมายทางการพยาบาล
ผู้ป่วยและญาติมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคงูสวัดและเริมในระยะแพร่กระจายเชื้อและสามารถปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อได้อยางถูกต้อง
เกณฑ์การประเมินผล
- ผู้ป่วยและญาติสามารถตอบคําถามเกี่ยวกับโรคงูสวัดและเริมในระยะแพรกระจายเชื้อ การป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรคอีสุกอีใสได้อยางถูกต้อง
2.ญาติสามารถปฏิบัติตัวเมื่อเจอกับผู้ป่วยโรคงูสวัดและเริมได้ถูกต้องและเหมาะสม
กิจกรรมการพยาบาล
- เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและญาติได้ซักถามถึงปัญหาและข้อข้องใจต่างๆ และให้ความสนใจรับฟังปัญหาด้วยท่าทีเต็มใจเป็นกันเอง
- ประเมินความเข้าใจของผู้ป่วยและญาติประเมินความพร้อมของญาติทั้งทางร่างกายและจิตใจในการเรียนรู้และป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรคงูสวัดและเริมและอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้เมื่อพร้อม
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-