Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
โรคหนองใน(Gonorrhea) - Coggle Diagram
โรคหนองใน(Gonorrhea)
3.การตรวจวินิจฉัย
3.3 Culture : เพื่อหาเชื้อ Neisseria gonorrhoeae สิ่งที่ใช้ในการเพาะเชื้อ เช่น หนองหรือสารคัดหลั่งจากบริเวณที่ติดเชื้อ นำเชื้อที่เพาะได้มาทดสอบด้วย Glucose fermentation test หากตรวจพบการเจริญเติบโตของเชื้อ Neisseria gonorrhoeae และเชื้อสามารถหมักกลูโคสได้ จะถือเป็นการยืนยันว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อ
ที่มา:พงษ์ศักดิ์ ชัยศิลป์วัฒนา. (2545)
3.2 Gram Stain Smear: ใช้ตรวจจากตัวอย่างตกขาวหรือหนอง พบgram-negative intracellular diplococci จากสารคัดหลั่งในท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ช่องคลอดหรือทวารหนัก ซึ่งมีความแม่นยำ 50-70% สำหรับผู้หญิงและ 95% สำหรับผู้ชาย
ที่มา:พงษ์ศักดิ์ ชัยศิลป์วัฒนา.(2545)
3.4 Antigen Detection: เพื่อหาเชื้อ Neisseria gonorrhoeae สิ่งที่ใช้ในการตรวจ ตัวอย่างจากเนื้อเยื่อหรือของเหลวของผู้ป่วย เช่น จากปากมดลูกหรือท่อปัสสาวะ นำเชื้อที่เพาะได้มาทดสอบด้วย Glucose fermentation test หากตรวจพบโปรตีนหรือดีเอ็นเอที่จำเพาะของ Neisseria gonorrhoeae ในตัวอย่าง ถือว่าเป็นการยืนยันการติดเชื้อ
ที่มา:พงษ์ศักดิ์ ชัยศิลป์วัฒนา. (2545)
3.5 การตรวจเลือด
1.การตรวจหาแอนดิบอดี(Antibody Testing) ตรวจพบภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นต่อเชื้อโรค
2.การตรวจหาแอนดิเจน (Antigen Testing) ตรวจพบโปรตีนหรือตัวเชื้อที่มีอยู่ในร่างกายขณะนั้น
- การตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อ (NAAT - Nucleic Acid Amplification Test) ตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อโรค
ที่มา : รสพร กิตติเยาวมาลย์,ศุภโชค คงเทียน(2562)
3.1 การซักประวัติ
3.1.1 ประวัติการเจ็บป่วย
มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน 3 สัปดาห์ก่อน
8 วันก่อนมาโรงพยาบาล มีอาการคันปวดท้องน้อย
พบตกขาวสีเหลือง และแสบขณะปัสสาวะ
-
-
1.สาเหตุ
โรคหนองในเกิดจากเชื้อแบคทีเรียไนซีเรียโกโนเรีย (Neisseria gonorrhoeae)ซึ่งสามารถติดต่อจากคู่นอนระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ผ่านทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนักโดยการแพร่เชื้อนั้นอาจเกิดได้แม้จะไม่มีการหลั่งน้ำเชื้อ อย่างไรก็ตาม การสัมผัสกับวัตถุสิ่งของ เช่น โถส้วม ไม่ทำให้ติดเชื้อ
ที่มา:ศิริวรรณ ตั้งจิตกมล(2566)
การติดเชื้อมักเริ่มต้นที่ท่อปัสสาวะเเละปากมดลูกเป็นส่วนใหญ่ จึงสามารถตรวจพบได้ในน้ำอสุจิและสารคัดหลังในช่องคลอด การติดเชื้อสามารถถ่ายทอดผ่านทางเพศสัมพันธ์เป็นหลักเเละสามารถถ่ายทอดได้บ้างจากการสัมผัสโดยตรง เช่น ทารกที่คลอดผ่านทางช่องคลอด มารดาที่ติดเชื้อบริเวณปากมดลูก
2.พยาธิสภาพ
พยาธิสภาพของโรคหนองใน (Gonorrhea) เริ่มจากเชื้อ N. gonorrhoeae ที่เข้าสู่ร่างกายและเกาะติดกับเยื่อบุผิวของทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ โดยใช้ pili และโปรตีนผิว เชื้อจะเข้าสู่เซลล์เยื่อบุและเนื้อเยื่อใต้เยื่อบุผ่านการทำงานของ pinocytosis และปล่อย endotoxin และ gonococcal lipopolysaccharide ที่ทำลายเซลล์และสร้างความเสียหายให้กับเนื้อเยื่อ การติดเชื้อสามารถนำไปสู่ภาวะต่าง ๆ เช่น urethritis, cervicitis, PID, และ disseminated gonorrhea โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น chorioamnionitis และอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ เช่น prematurity และ neonatal sepsis ระยะฟักตัว
ระยะฟักตัว (Incubation period)นาน 3-5 วัน ดังนั้นเมื่อติดเชื้อแล้วผู้ป่วยจะเกิดอาการผิดปกติภายใน 1 สัปดาห์ ที่มา:พงษ์ศักดิ์ ชัยศิลป์วัฒนา.(2545)
4.การรักษา
การรักษาหนองใน
-Ceftriaxone 500 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว- Spectinomycin 2g ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว (ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ได้มีการติดเชื้อหนองในที่ช่องคอ) ร่วมกับazithromycin 2 g กินครั้งเดียว
- Gentamicin 160-240 mg ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำครั้งเดียว ร่วมกับ azithromycin 2 g กินครั้งเดียว
:ที่มา ศุภโชค คงเทียน,ธันยนันท์ กังวาฬพรโรจน์,ณัฐพล งามจิรธรรม
6.ปัจจัยเสี่ยง
บุคคลที่มีเพศสัมพันธ์สามารถติดเชื้อ Chlamydia หรือ
N.gonorrhoeae และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามจํานวนคู่นอน กลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุดสําหรับการติดเชื้อ Chlamydia คือหญิงสาวที่อายุน้อยกว่า 24 ปี อาจเกี่ยวข้องกับปากมดลูกที่ยังไม่โตเต็มที่ (CDC, 2015) ความเสี่ยงของ N. gonorrhoeae ยังรวมถึงหญิงสาวที่มีเพศสัมพันธ์และผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย