จากเทคโนโลยี RFID สู่โลกของ Internet of Things จากคำนิยามที่นาย Kevin Ashton ได้บรรยายไว้ ก็ได้มีการยกตัวอย่างเจ้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่เข้าข่ายถือเป็น Internet of Things ได้นั้น ก็พบว่าตู้ ATM ที่เราใช้กดเงินกันอยู่ทุกวันนี้นั้นถือเป็น Internet of Things ชิ้นแรกของโลก เพราะมันสามารถเชื่อมต่อสื่อสารหากันได้ ผ่านเครือข่ายของธนาคารและสาขาต่าง ๆ ซึ่งตู้ ATM นั้นถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1974 ก่อนที่จะมีการนิยามคำว่า Internet of Things เสียด้วยซ้ำ
ต่อมาหลังปี 2000 โลกมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออกมาเป็นจำนวนมาก และมีการใช้คำว่า Smart ซึ่งในที่นี้คือ smart device, smart grid, smart home, smart network, smart inteligent transportation ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตได้ซึ่งการเชื่อมต่อเหล่านั้นเอง ก็เลยมาเป็นแนวคิดที่ว่าอุปกรณ์เหล่านั้น ก็ย่อมสามารถสื่อสารกันได้ด้วยเช่นกันโดยอาศัยตัว Sensor ในการสื่อสารถึงกัน นั่นแปลว่านอกจาก Smart devices ต่าง ๆ จะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ดได้แล้ว มันยังสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ตัวอื่นได้ด้วยในปี 2020 จะมีรถยนต์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตถึง 250,000 คัน และเมื่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นเล็ก ๆ ที่เป็น Internet of Things สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้แล้วทำไม Things อย่างรถยนต์ทั้งหลายจะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกับเขาบ้างไม่ได้ ตัวอย่างรถยนต์ที่ว่านั้น ก็คือรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesia ที่เชื่อมต่อข้อมูลของตัวรถเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและศูนย์ข้อมูลของ Tesla motor ในการอัพเดตข้อมูลสำคัญ ๆ ต่างๆให้กับตัวรถยนต์และผู้ขับขี่หรืออย่างโครงการ Google's Self-Driving Car รถยนต์ไร้คนขับของ Google ที่นำระบบ อินเตอร์เน็ตเข้ามาร่วมประมวลผลในการคำนวนเส้นทางต่าง (คล้ายกับที่เราเปิด Google Maps เพื่อค้นหาเส้นทาง) โดยกูเกิลได้นำข้อมูลของรถยนต์กว่า 10,000 คัน ไปประมวลผลในแต่ละ สัปดาห์ เพื่อหาวิธีการขับขี่ที่ปลอดภัยที่สุดให้กับรถยนต์ไร้คนขับของ Google และในปัจจุบัน ก็มีหลายค่ายรถยนต์ก็เริ่มพัฒนารถยนต์ ให้มีความสามารถในลักษณะนี้เพิ่มขึ้น และอาจจะมี