Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ผู้ป่วยเพศชาย อายุ 45 ปี Dx.Schizophrenia with aggressive behavior -…
ผู้ป่วยเพศชาย อายุ 45 ปี
Dx.Schizophrenia with aggressive behavior
ข้อมูลผู้ป่วย
นายถุงชา อายุ 45 ปี มีอาการป่วยและรับการรักษาโรคทางจิตเวช ตั้งแต่อายุ 25 ปี
มีประวัติรับการรักษาไม่ต่อเนื่อง บางครั้งหยุดยาเอง หงุดหงิดง่ายทำร้ายร่างกายมารดาเพราะมารดาไม่ให้เงินไปใช้จ่าย ชกต่อยแม่ค้าในตลาดเพราะเห็น แม่ค้าเป็นทหารพม่า บอกว่าตนเองเป็นทหารเอกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดินไปเดินมาวุ่นวาย ไม่อาบน้ำ แยกตัว ญาตินำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา อาการดีขึ้นแพทย์จำหน่ายให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลดูแลต่อเนื่อง
ปัจจุบันอาศัยอยู่กับมารดาเพียงลำพัง แต่อยู่ในชุมชนเดียวกับพี่ชายและ
พี่สะใภ้ วันนี้พยาบาลจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ออกไปเยี่ยมบ้านเพื่อติดตามการรักษาภายหลังจากผู้ป่วยได้รับการจำหน่ายออกจาก
โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์
สาเหตุ
ปัจจัยทางพันธุกรรม (genetic factor) บิดาป่วยเป็นโรคจิตเภท
รักษาไม่ต่อเนื่อง หยุดยาเอง
ดื่มสุราเป็นประจำ
อาการความผิดปกติ
มิติด้านโรคจิต (Psychotic Dimension)
มีอาการหลงผิด (Delusion) คิดว่าตนเองเป็นทหารเอกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
อาการหวาดระแวง (Paranoia)
อาการเห็นภาพหลอน (Hallucination) เห็นแม่ค้าเป็นทหารพม่า
แยกตัวทำร้ายร่างกายมารดา/ผู้อื่น ด้วยการชกต่อยและใช้อาวุธ
ก้าวร้าวหงุดหงิดง่าย เจ้ากี้เจ้าการ บงการผู้ป่วยคนอื่น
มิติความผิดปกติของกระบวนการคิด (Disorganization Dimension)
Disorganized Behavior
เดินแก้ผ้า ร้องเพลงคนเดียว ไม่อาบน้ำ
รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งรู้สึกขี้เกียจ อยากนอนตลอดเวลาจึงไม่อยากกลับไปทำงานเหมือนเดิม
สมมติฐานที่คาดว่าเป็นสาเหตุของปัญหา
เมื่อ 20 ปีก่อนผู้ป่วยอาศัยอยู่ในค่ายทหารสมเด็จพระนเรศวร อาจจะมีสิ่งกระตุ้นหรือการฝึกที่
ปลูกฝังการรักชาติประกอบกับแรงกดดันในค่ายทหาร และปัญหาในครอบครัวทำให้เกิด
ภาวะเครียด และป่วยไม่สามารถแยกแยะได้ จึงทำให้คิดว่าตนเป็นทหารของสมเด็จพระนเรศวรจริงๆ
หลังจากได้รับการรักษาผู้ป่วยไม่ยอมรับว่าตนเองป่วยจึงรับประทานยาไม่สม่ำเสมอและดื่มสุราเป็นประจำ ส่งผลให้อาการแย่ลงและไม่สามารถควบคุมตนเองได้
บุคคลที่เกี่ยวข้อง
มารดาที่อาศัยอยู่บ้านเดียวกัน
พี่ชายที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน
พันธุกรรม เนื่องจากบิดามีอาการป่วยเป็นจิตเภท จากทฤษฎีกล่าวว่าถ้าญาติพี่น้องสายตรงหรือบิดา มารดาคนใดคนหนึ่งเป็นโรคจิตเภทตนเองจะมีความเสี่ยงเป็นโรคจิตเภทร้อยละ 10
เกณฑ์การวินิจฉัยตาม
DSM-5
ทฤษฎี
A. มีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 2 ข้อ (ต้องมีอาการข้อ A1, A2 หรือ A3) โดยอาการนั้นจะต้องเป็นอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา 1 เดือน
(หากได้รับการรักษา อาการอาจเป็นต่อเนื่องสั้นกว่า 1 เดือนได้)
A1. อาการหลงผิด
A2. อาการหลอน
A3. กระบวนความคิดและภาษาที่ยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ
A4. พฤติกรรมการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติหรือยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ
A5. อาการด้านลบ
B. หน้าที่การงานหรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หรือการดูแลตนเองนั้นลดถอยลงอย่างชัดเจน
เมื่อเทียบกับตอนก่อนมีอาการ
C. อาการเป็นต่อเนื่องมากกว่า 6 เดือนโดยมีอย่างน้อย 1 เดือนที่อาการเข้าได้กับเกณฑ์ข้อ A โดยที่ระยะเวลา 6 เดือนนั้นให้
นับรวมถึงช่วงที่มีอาการนำ (prodromal symptoms) หรืออาการที่หลงเหลือ (residual symptoms) จากการรักษา
D. อาการข้างต้นต้องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยโรคทางจิตเวชอื่นๆ
E. อาการข้างต้นต้องไม่เกิดขึ้นจากการใช้สารหรือภาวะ
ทางกายจะสามารถวินิจฉัยโรคจิตเภทได้เฉพาะเมื่ออาการ
หลงผิดหรืออาการหลอนนั้นเกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน รูปแบบของการดำเนินโรค เมื่ออาการเป็นต่อเนื่องเกิน 1 ปี
F. มีประวัติกลุ่มโรคออทิสติก หรือโรค ทางการสื่อสารตั้งแต่
วัยเด็ก จะวินิจฉัยโรค จิตเภทก็ต่อเมื่อมีอาการหลงผิดหรืออาการ ประสาทหลอนที่เด่นชัดเป็นระยะเวลา อย่างน้อย 1 เดือนร่วมด้วย
ผู้ป่วย
A1. ผู้ป่วยมีอาการหลงผิดคิดว่าตนเป็นทหารเอกของสมเด็จหระนเรศวร ตั้งแต่ 20 ปีก่อน
A2. ผู้ป่วยมีการเห็นภาพหลอน คือเห็นแม่ค้าในตลาดเป็นทหารพม่า จึงเข้าไปทำร้าย ตั้งแต่ 14 ปีก่อน
A3. ผู้ป่วยมีความคิดหมกมุ่นเกี่ยวกับกับการทำลายล้างทหารพม่า Disorganized Behavior เดินแก้ผ้า ร้องเพลงคนเดียว ไม่อาบน้ำ ตั้งแต่ 20 ปีก่อน
A4. ผู้ป่วยมีพฤติกรรมวุ่นวายตั้งแต่ 14 ปีก่อน
A5. ผู้ป่วยมีพฤติกรรมแยกตัวตั้งแต่ 18 ปีก่อน
B. ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ แต่มักทะเลาะกับมารดาบ่อยครั้งโดยผู้ป่วยมีพฤติกรรมก้าวร้าวและทำร้ายร่างกายมารดาด้วยการชกต่อย โดยอ้างว่าหงุดหงิดเพราะมารดาไม่ให้เงินใช้
C. ผู้ป่วยมีอาการต่อเนื่อง 20 ปี โดยได้รับการรักษามาตลอดแต่ผู้ป่วยรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมอาการได้ โดยในระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมาผู้ป่วยมีการทีาเข้าได้กับดกณฑ์ข้อ A ดังนี้
A1. อาการหลงผิด ผู้ป่วยคิดว่าตนเป็นทหารเอกของสมเด็จพระนเรศวร
A3. กระบวนความคิดและภาษาที่ยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ ผู้ป่วยมีพฤติกรรมวุ่นวาย ไม่อาบน้ำ
A5. อาการด้านลบ ผู้ป่วยมีพฤติกรรมแยกตัว
D. ผู้ป่วยไม่อาการป่วยเป็นโรคในกลุ่มทางอารมณ์ ผู้ป่วยมักมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายซึ่งเป็นผลมาจากอาการของโรค Schizophrenia with aggressive behavior
E. ผู้ป่วยมีอาการหลงผิดมา 20 ปี โดยมีการดำเนินการของโรคต่อเนื่องมาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน
F. ผู้ป่วยไม่เคยมีประวัติของ autism spectrum disorder หรือ communication disorder
ข้อวินิจฉัยพยาบาลผู้ป่วยจิตเภทผิดปกติความคิดและการรับรู้
เสี่ยงต่อการทำร้ายร่างกายต่อตนเองและผู้อื่น เนื่องจากเนื้อหาทางความคิดและการรับรู้แปรปรวน
เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม อาการข้างเคียงจากยาจิตเวช เนื่องจากได้รับยาหลายชนิดที่มีฤทธิ์
กดประสาทส่วนกลาง
เสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำ เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจในการดำเนินโรค
ข้อวินิจฉัยพยาบาลที่ให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วม
พฤติกรรมการแสดงออกไม่เหมาะสมเนื่องจากมีพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการ
มีสุขอนามัยไม่เหมาะสม
เนื่องจากมีพฤติกรรมแยกตัว
สัมพันธภาพระหว่างบุคคลน้อย
เนื่องจากภาวะระหวาดระแวง
ปัญหาในการดูแลผู้ป่วย
ไม่ยอมรับว่าตนเองป่วยเป็นโรคจิตเวช
รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ
มีอาการหลงผิด (Delusion) คิดว่าตนเองเป็นทหารของสมเด็จพระนเรศวร
มีอาการเห็นภาพหลอน (Hallucination)
คิดว่าแม่ค้าเป็นทหารพม่า
ก้าวร้าว ทำร้ายผู้อื่น แยกตัวและวุ่นวาย
เจ้ากี้เจ้าการ ชอบบงการผู้อื่น
มีพฤติกรรมหวาดระแวง (Paranoia)
แนวทางการพัฒนาการพยาบาล
สอนและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพจิตแก่ผู้ป่วย บุคคล ครอบครัวและชุมชน
นิเทศงานด้านสุขภาพจิตแก่บุคลากรทางสาธารณสุข โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและพัฒนางานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
การประสานงานกับครอบครัวผู้ป่วย เพื่อเตรียมความพร้อมให้ครอบครัวเข้าใจผู้ป่วย สนับสนุนให้ผู้ป่วยทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเหมาะสม
ประสานงานกับทีมสุขภาพจิตและองค์กรในชุมชน
ศึกษาวิจัยทางสุขภาพจิต เพื่อการนำผล
การวิจัยมาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา