Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลผู้มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์ - Coggle Diagram
การพยาบาลผู้มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์
โรคทางอารมณ์ (Mood Disorders)
เป็นกลุ่มโรคหนึ่งทางจิตเวชที่ภาวะอารมณ์มีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติอย่างมาก และเป็นต่อเนื่อง
โดยพบเป็น 2 กลุ่มอารมณ์ คืออารมณ์ซึมเศร้าหรือ
ครึกครื้น
อาจเป็นอารมณ์ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งหรือเกิด
สลับกัน
ลักษณะสำคัญโรคทางอารมณ์(Mood Disorders)
อาการสำคัญ
ภาวะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติอย่างมากและเป็นต่อเนื่องโดยพบเป็น 2 กลุ่มอารมณ์ ได้แก่อารมณ์ซึมเศร้า(depression) หรืออารมณ์ครึกครื้น
หรือที่นิยมเรียกว่ากลุ่มแมเนีย (mania)
(Depressive patients)
มีอารมณ์
เศร้า (depressed affect)
หงุดหงิด (irritable affect)
ร่วมกับอาการอื่นที่สำคัญได้แก่
ความกระตือรือร้นหรือความสนใจในสิ่งต่างๆลดน้อยลง (lose of interests)
ลักษณะเฉื่อยชา (loss of energy)
อาจมีความรู้สึกท้อแท้สิ้น
หวัง(hopeless)
รู้สึกผิด ละอาย (guilt)
บางคนมีอาการมากจนถึงขั้นคิดสั้น อยากตาย (suicidal idea)
ร่วมกับอาการ Neurovegetative ต่าง ๆ เช่น
นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
(Manic patients)
มีอารมณ์ดีเบิกบานมาก รื่นเริง ครึกครื้น (elated หรือ elevated affect) หรือบางครั้งอาจมีลักษณะหงุดหงิดง่าย (irritable affect) ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
อาจมีลักษณะวอกแวกง่าย ถูกดึงความสนใจได้ง่าย (distractibility) ทำให้ดูเหมือนขาดความตั้งใจ
สมาธิไม่ดี
ความคิดมักจะเร็วขึ้น คิดหลาย ๆ เรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน (racing thoughts) และแสดงออกมาในลักษณะพูดมากขึ้น (talkative) พูดหลายเรื่องต่อกัน (flight of ideas)
นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยอีกกลุ่ม หนึ่งที่มีอารมณ์ดีครึกครื้น และมีอาการลักษณะเดียวกับกลุ่ม mania เพียงแต่มีอาการในระยะเวลาที่สั้นกว่าจึงเรียกระยะนั้นว่า hypomania เรียกผู้ป่วยในระยะนั้นว่า hypomanic patients
เมื่อผู้ป่วยมีอาการทางอารมณ์จะทำให้ผู้ป่วยเกิดปัญหาในเรื่อง
บุคลิกภาพเปลี่ยนไปอย่างมาก
มีผลต่อการพูดคุย ติดต่อ หรือสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น
มีผลต่อความคิด ความสนใจ รับผิดชอบในการทำงาน
กระทบต่อกิจวัตรประจำวันอย่างมาก
ลักษณะการดำเนินโรค
ส่วนใหญ่มีอาการทางอารมณ์เป็นช่วงๆ (episodic pattern) ได้แก่
ช่วงอารมณ์ซึมเศร้า (depressive episode) หรือ
ช่วงอารมณ์ครึกครื้น
(manic หรือ hypomanic episode)
โดยแต่ละช่วงของอาการมักเป็นนาน 1- 6 เดือน
อาการมักจะหายขาดในแต่ละช่วงที่ป่วย
พบอาการหลงเหลือน้อย ผู้ป่วยจึงสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน รับผิดชอบงานได้ค่อนข้างใกล้เคียงภาวะปกติแต่อาการก็มักจะเกิดซ้ำเป็นการป่วยครั้งต่อๆมาได้
มีข้อยกเว้นในกรณีผู้ป่วยที่เป็นโรคในกลุ่มเรื้อรัง ได้แก่ persistent depressive disorder (dysthymia) และ cyclothymic disorder การดำเนินโรคจะเป็นลักษณะเรื้อรัง อาจไม่พบลักษณะ episodic pattern ที่ชัดเจน
สาเหตุของการเกิดความผิดปกติทางด้านอารมณ์
ปัจจัยด้านชีวภาพ (Biological factors)
พันธุกรรม (Genetics)
ความผิดปกติของอารมณ์ชนิด bipolar disorders และ major depressive disorder มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
ในครอบครัวที่มีบิดามารดาคนใดคนหนึ่งป่วยเป็นโรคซึมเศร้า บุตรจะมีโอกาสเป็นโรค Bipolar I ร้อยละ 50
ในครอบครัวที่มีบิดาและมารดาเป็นโรค Bipolar I บุตรจะมีโอกาสเป็นโรคผิดปกติ
ทางด้านอารมณ์ ร้อยละ 50-75
ในครอบครัวที่มีบิดามารดาคนใดคนหนึ่งป่วยเป็นโรคซึมเศร้า บุตรก็จะมีโอกาสป่วยถึวร้อยละ 10-25 แต่ถ้าบิดามารดาป่วยทั้งคู่ บุตรก็จะมีโอกาสป่วย 2 เท่า
สารสื่อประสาท (Neurotransmitter)
norepinephrine มีปริมาณลดลง ทำให้เกิดอารมณ์ซึมเศร้าและถ้ามีปริมาณสูงขึ้นทำให้เกิดอาการคลุ้มคลั่ง
serotonin ต่ำทำให้เกิดอารมณ์ซึมเศร้าและถ้ามีปริมาณสูงทำให้เกิดอาการคลุ้มคลั่ง
การทำงานของต่อมไร้ท่อ (Neuroendocrine)
ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีความผิดปกติของฮอร์โมน เช่น thyroid stimmulating hormone (TSH) มีการลดลงของ growth hormone (GH), follicle-stimulating hormone (FSH),luteinizing hormone (LH) และ testosterone
การทำงานของสารที่มีผลต่อร่างกาย (Neurophysiological factors) ผลของยาบางชนิดที่ผู้ป่วยได้ร้บ เช่น steroids,amphetamine
การขาดสารอาหารบางอย่าง เช่น วิตามินบี 1 บี 6 บี 12 วิตามิซี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และโปแตสเซียม ทำให้เกิดอารมณ์ซึมเศร้าได้
ปัจจัยด้านจิตสังคม (Psychosocial factors)
ทฤษฎีเกี่ยวกับความคิด (Cognitive theory)
มองตัวเองในแง่ลบ (negative view of self)
มองอนาคตในแง่ลบ (negative view of future)
มองโลกในแง่ลบ (negative view world)
ทฤษฎีบุคลิกภาพ (Personality theory)
การมองสิ่งต่างๆในแง่ร้าย
รู้สึกตนเองไร้ค่า
วิตกกังวลง่าย
ไม่ยอมรับตนเอง
มีแนวโน้มทำอะไรเอาจริงเอาจัง
เป็นคนรับผิดชอบสูง
ไม่สามารถที่จะมีอารมณ์สนุกและผ่อนคลาย
ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic theory)
เกิดจากการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักและหันความโกรธเข้าหาตนเอง โดยใช้กลไกทางจิตแบบโทษตนเอง (Introjection) ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผิด (Guilt) และสูญเสียความภาคภูมิใจในตนเอง (Low self-esteem)
บุคคลมีการสูญเสียใน oral phase of psychosexual development จะทำให้บุคคลมีอาการ depression ได้ถ้ามีการสูญเสียในเวลาต่อมา
เหตุการณ์ในชีวิตและทฤษฎีเกี่ยวกับความเครียด (Life events and stress theory)
การรับรู้ถึงความรุนแรงของเหตุการณ์และการประเมินเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตว่ามีความรุนแรง มีผลต่อการเริ่มต้นในการเกิดโรคและการกลับเป็นซ้าของอาการคลุ้มคลั่ง(Mania) และอารมณ์ซึมเศรา้ (Depression)
เหตุการณ์ต่างๆที่ทำให้เกิดความเครียดได้แก่ การไม่มีบุคคลใกล้ชิด การไม่มีสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นการไม่มีงานทำ และการสูญเสียบุคคล อันเป็นที่รัก
การวินิจฉัยแยกในกลุ่มโรคทางอารมณ์ (Mood Disorders)
กลุ่มโรคซึมเศร้า (Depressive disorder)
ภาวะซึมเศร้า (Depression)
ความเศร้าปกติ (Sadness)
โรคซึมเศร้า (Major depressive disorder)
โดยไม่มีอาการของช่วงครึกครื้นร่วมดว้ ยเลย
โรคที่มีอารมณ์ซึมเศร้า (depressive episode) เป็นอาการหลัก คือ มักจะมีอารมณ์เศร้า รู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้รู้สึกไร้ค่า สิ้นหวัง ความสนใจในสิ่งต่างๆ ลดลงอย่างมาก
เกณฑ์การวินิจฉัย F32 Depressive episodes ตามเกณฑ์ของ ICD – 10
อาการหลัก
มีอารมณ์เศร้า
ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน หรือ ความสนใจในกิจกรรมลดลง
อ่อนเปลี้ยเพลียแรง มีกิจกรรมน้อยลง
อาการร่วม
สมาธิลดลง
ความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตนเองลดลง
รู้สึกผิดและไร้ค่า
มองอนาคตในทางลบ
คิดฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตนเอง
มีความผิดปกติในการนอนหลับ
เบื่ออาหาร
อาการทางกาย
เบื่อหน่าย ไม่สนุกสนาน
ไร้อารมณ์ต่อสิ่งรอบข้าง
ตื่นเช้ากว่าปกติ
อาการซึมเศร้าเป็นมากในช่วงเช้า
ทำอะไรช้า เคลื่อนไหวช้าลง หรือกระสับกระส่าย
เบื่ออาหารอย่างมาก
น้ำหนักลดลง
การวินิจฉัยตาม DSM -5 กลุ่มโรคซึมเศร้า
4.premenstrual
dysphoric disorder
5.substance/medicationinduced
depressive disorders
3.persistent depressive
disorder (dysthymia)
6.depressive disorder
due to another medical condition
2.disruptive mood
dysregulation disorder
7.other specified
depressive disorders
1.major depressive
disorder
8.unspecified
depressive disorders
Major Depressive Disorder : MDD
เกณฑ์การวินิจฉัย Major depressive disorder ตามเกณฑ์ของ DSM – 5
C
อาการไม่ได้เป็นจากผลทางด้านสรีรวิทยาจากสาร หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางอื่น
D
อาการของ major depressive episode ไม่ใช่อาการของ schizoaffective disorder หรือ schizophrenia หรือ schizophreniform disorder หรือ delusional disorder หรือ โรคทางจิตอื่น ๆ
B
อาการก่อให้เกิดความทุกข์อย่างมาก หรือ ทำ ให้กิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านที่สำคัญต่างๆ บกพร่องไป
E
ไม่เคยมีmanic episode หรือ hypomanic episode
A
มีอาการดังต่อไปนี้อย่างน้อย 5 อาการ ร่วมกันนาน 2 สัปดาห์ และแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ต่างไปจากแต่ก่อน โดยมีอาการอย่างน้อย 1 ข้อของ (1) อารมณ์ซึมเศร้า หรือ (2) เบื่อหน่าย ไม่มีความสุข
มีอารมณ์ซึมเศร้าเป็นส่วนใหญ่ของวัน แทบทุกวัน โดยได้จากการบอกเล่าของผู้ป่วย
ความสนใจหรือความสุขใจในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้ง หมดหรือแทบทั้ง หมดลดลงอย่างมาก
น้ำหนักลดลงโดยมิได้เป็นจากการคุมอาหาร หรือเพิ่มขึ้นอย่างมีความสำคัญ
นอนไม่หลับ หรือหลับมากไปแทบทุกวัน
Psychomotor agitation หรือ retardation แทบทุกวัน
อ่อนเพลีย หรือไร้เรี่ยวแรงแทบทุกวัน
รู้สึกตนเองไร้ค่า หรือรู้สึกผิดอย่างไม่เหมาะสมหรือมากเกินควร
สมาธิหรือความสามารถในการคิดอ่านลดลง หรือตัดสินใจอะไรไม่ได้แทบทุกวัน
คิดถึงเรื่องการตายอยู่เรื่อย ๆ
ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคซึมเศร้าจะมีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ในลักษณะเศร้า เบื่อหน่าย และมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง มีความคิดช้ำคิดเรื่องที่เป็นด้านลบ รู้สึกท้อแท้ หมดหวัง ความสนใจในกิจกรรมรอบตัวลดน้อยลงมาก การนอนอาจเปลี่ยนไป ส่วนใหญ่มักพบปัญหานอนน้อยลง นอนไม่หลับ การกินเปลี่ยนไป ส่วนใหญ่มักพบเป็นการเบื่ออาหาร กินน้อยลง
ผู้อื่นอาจสังเกตเห็นผู้ป่วยพูดน้อยลง ซึมลง เก็บตัว นั่งครุ่นคิด หรือร้องไห้บ่อยๆ อาการมักเกิดต่อเนื่องทุกวัน เป็นช่วง แต่ละช่วงมีอาการนานตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป และอาการอาจยาวนานไดถึ้ง 6 เดือน
ประกอบด้วยอาการสำคัญของในเกณฑ์ข้อ A – C ในส่วนของเกณฑ์ข้อ D-E เป็นการวินิจฉัยแยกโรค
อุบัติการณ์
ภาวะซึมเศร้ามักพบในผู้ที่หย่าร้างแยกทาง หรืออยู่คนเดียว
พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเป็นอัตรา 2:1
แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้า
แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าในเด็ก (Children’s Depression Inventory (CDI) ฉบับภาษาไทย
แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น (Center for Epidemiologic Studies-Depression Scale: CES-D) ฉบับภาษาไทย
Patient Health Questionnaire (PHQ-2) ฉบับภาษาไทย*[Self-Report]
Patient Health Questionnaire (PHQ-9) ฉบับภาษาไทย*[Self-Report]
Beck Depression Inventory IA (BDI-IA) ฉบับภาษาไทย
แบบประเมินโรคซึมเศร้า 2 คำถาม (2Q)* แบบสัมภาษณ์]
แบบประเมินโรคซึมเศร้า 9 คำถาม (9Q)* แบบสัมภาษณ์]
การตรวจและสัมภาษณ์ผู้ป่วยกลุ่มโรคทางอารมณ์ (Mood Disorders)
การตรวจสภาพจิต (mental status examination: MSE)
การตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การซักประวัติ
การตรวจทางจิตวิทยา (psychological test)
การบำบัดรักษา
การจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการบำบัด (Milieu Therapy)
การบำบัดด้านจิตใจหรือการทำจิตบำบัด
(Psychotherapy)
การบำบัดทางปัญญา (Cognitive Therapy: CT)
การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT)
การทำจิตบำบัดสัมพันธภาพระหว่างบุคคล (Interpersonal Psychotherapy: IPT)
การบำบัดพลวัตแบบย่อสั้น
(Brief Dynamic Therapy: BDT)
การบำบัดโดยการแก้ปัญหา (Problem-Solving Therapy)
การบำบัดพฤติกรรมแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน-กลุ่มฝึกทักษะ (Dialectical Behavior Therapy-Based Skills Group: DBT-Based Skill Group)
การทำจิตบำบัดแบบจิตวิเคราะห์ ระยะสั้น
(Short-Term Psychodynamic Psychotherapy/ Psychodynamic Interventions/ Psychological Interventions)
การให้การปรึกษา (Counseling)
การบำบัดด้านร่างกาย (Physical Therapy)
การรักษาด้วยยา (Medication) ยาต้านอาการเศร้า (Antidepressant drugs) ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นภายใน 3-4 สัปดาห์ เวลารักษาเพื่อให้หายจากอาการ 2-4 เดือน
การรักษาด้วยไฟฟ้า (Electroconvulsive Therapy: ECT)
การจำกัดพฤติกรรม (Setting Limite)
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่พบบ่อย
มีความบกพร่องในการดูแลตนเอง
แบบแผนการเผชิญปัญหาไม่เหมาะสม
แบบแผนการนอนแปรปรวน
ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองต่า
ได้รับสารน้าและอาหารไม่เพียงพอ
ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมบกพร่อง
เสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง
กิจกรรมการพยาบาล
ดูแลจัดเตียงผู้ป่วยให้อยู่ใกล้บริเวณเคาน์เตอร์พยาบาล เพื่อสามารถติดตามอาการและมองเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน
เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยพูดระบายปัญหาหรือความทุกข์ใจโดยพยาบาลใช้ทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจปัญหา
มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ติดตามตลอดเวลา
ดูแลจัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย ไม่มีอุปกรณ์ที่เอื้อ
ต่อการทำร้ายตนเอง เช่น ของมีคม เชือก กระจก เข็มขัดเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยนำอุปกรณ์มาใช้ในการทำร้ายตนเอง
ประเมินความเสี่ยงของพฤติกรรมการทำร้ายตนเอง โดยประเมินจากสีหน้า แววตา ท่าทาง คาพูด อารมณ์และการเคลื่อนไหว
ดูแลให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมบำบัด เช่น กลุ่ม ภาพสะท้อน กลุ่ม เสริมสร้างคุณค่าในตนเอง
ดูแลสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัดกับผู้ป่วยด้วยท่าทีเป็นมิตร แสดงท่าทีใส่ใจในความรู้สึกของผู้ป่วยเพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัยและเกิดความไว้วางใจ
ค้นหาแหล่งช่วยเหลือที่เป็นที่พึ่งหรือบุคคลสำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจต่อการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วย
ดูแลใหผู้ป่วยได้รับประทานยาตามแผนการรักษา และสังเกตอาการข้างเคียงจากยาโดยดูแลให้รับประทานยาต่อหน้าทุกครั้ง
กลุ่มโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder)
เป็นโรคที่มีอาการเด่นของ manic episode หรือ hypomanic episode
คือ มักจะมีอารมณ์ครึกครื้น ร่าเริง คิดเร็ว พูดเร็ว พูดมากขึ้น ขยันมากกว่าปกติ
โดยอาการอาจเป็ นสลับกับช่วงที่มีอาการซึมเศร้า (depressive episode) จึงนิยมเรียกว่าโรคอารมณ์สองขั้ว
การวินิจฉัยตาม DSM -5 กลุ่มโรคอารมณ์สองขั้ว
other specified bipolar and related disorders
substance/ medication- induced bipolar and related disorders
cyclothymic disorder
unspecified bipolar and related disorders
bipolar II disorder
bipolar and related disorder due to another
medical condition
bipolar I disorder
เกณฑ์การวินิจฉัย manic episode ตามเกณฑ์ของ DSM – 5
A
มีอารมณ์สนุกสนานรื่นเริงผิดปกติ หรือมีอารมณ์หงุดหงิดโกรธง่ายผิดปกติอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับมีพลังเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นเป็นเกือบทั้งวันเกือบทุกวัน นานอย่างน้อย 1 สัปดาห์ (หรือนานเท่าใดก็ได้หากจำเป็นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล)
B
ในช่วงที่มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์นี้ ต้องมีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 3 อาการ (หรือ 4 อาการ หากมีอารมณ์เป็นแบบหงุดหงิด) และอาการนี้รุนแรงอย่างมีความสำคัญและแตกต่างจากพฤติกรรมปกติ
มี self-esteem เพิ่มขึ้นมาก หรือมีความคิดว่าตนยิ่งใหญ่ (grandiosity)
ความต้องการนอนลดลง (เช่น ได้นอนเพียง 3 ชั่วโมงก็รู้สึกว่าเพียงพอแล้ว)
พูดคุยมากกว่าปกติหรือต้องการพูดอย่างไม่หยุด
flight of idea หรือผู้ป่วยรู้สึกว่าความคิดแล่นเร็ว
วอกแวก (distractibility) (ได้แก่ ถูกดึงความสนใจได้ง่าย แม้สิ่งเร้าภายนอกจะไม่สำคัญหรือไม่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่สนใจอยู่ในขณะนั้น)
มีกิจกรรมซึ่งมีจุดหมายเพิ่มขึ้นมาก (ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม การงานหรือการเรียน หรือด้านเพศ) หรือ psychomotor agitation
หมกมุ่นอย่างมากกับกิจกรรมที่ทำให้เพลิดเพลิน แต่มีโอกาสสูงที่จะก่อให้เกิดความยุ่งยากติดตามมา (เช่น ใช้จ่ายอย่างไม่ยั้ง ไม่ยับยั้งใจเรื่องเพศหรือลงทนุ ทำธรุกิจอย่างโง่เขลา)
C
ความผิดปกติด้านอารมณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงจนทำให้มีความบกพร่องอย่างมากในด้านการงาน หรือกิจกรรมทางสังคมตามปกติ หรือสัมพันธภาพกับผู้อื่น หรือทำให้ต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อป้องกันอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีอาการโรคจิต
D
อาการมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา หรือการรักษาอื่น) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
เกณฑ์การวินิจฉัย hypomanic episode ตามเกณฑข์ อง DSM – 5
A
มีอารมณ์สนุกสนานรื่นเริงผิดปกติหรือมีอารมณ์หงุดหงิดโกรธง่ายผิดปกติอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับมีพลังเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้น คงอยู่ตลอดอย่างน้อย 4 วันติดต่อกัน เป็นเกือบทั้งวัน เกือบทุกวัน
B
ในช่วงที่มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์นี้ ต้องมีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 3 อาการ (หรือ 4 อาการ หากมีอารมณ์เป็นแบบหงุดหงิด) และอาการนี้รุนแรงอย่างมีความสำคัญและแตกต่างจากพฤติกรรมปกติ
มี self-esteem เพิ่มขึ้นมาก หรือมีความคิดว่าตนยิ่งใหญ่ (grandiosity)
ความต้องการนอนลดลง (เช่น ได้นอนเพียง 3 ชั่วโมงก็รู้สึกว่าเพียงพอแล้ว)
พูดคุยมากกว่าปกติหรือต้องการพูดอย่างไม่หยุด
flight of idea หรือผู้ป่วยรู้สึกว่าความคิดแล่นเร็ว
วอกแวก (distractibility) (ได้แก่ ถูกดึงความสนใจได้ง่าย แม้สิ่งเร้าภายนอกจะไม่สำคัญหรือไม่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่สนใจอยู่ในขณะนั้น)
มีกิจกรรมซึ่งมีจุดหมายเพิ่มขึ้นมาก (ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม การงานหรือการเรียน หรือด้านเพศ) หรือ psychomotor agitation
หมกมุ่นอย่างมากกับกิจกรรมที่ทำให้เพลิดเพลิน แต่มีโอกาสสูงที่จะก่อให้เกิดความยุ่งยากติดตามมา (เช่น ใช้จ่ายอย่างไม่ยั้ง ไม่ยับยั้งใจเรื่องเพศหรือลงทนุ ทำธรุกิจอย่างโง่เขลา)
C
ระยะที่มีอาการมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะประจำของบุคคลนั้นขณะไม่มีอาการ
D
มีผู้อื่นสังเกตเห็นความผิดปกติด้านอารมณ์และการเปลี่ยนแปลงในด้านการทำงานต่างๆ
E
อาการไม่ได้รุนแรงมากพอที่จะทำให้เกิดความบกพร่องด้านสังคมหรือหน้าที่การงาน ไม่ต้องอยู่โรงพยาบาล และไม่มีอาการทางจิต
F
อาการไม่ได้เกิดจากผลทางสรีรวิทยาของสาร (เช่น การใช้สารเสพติด ยา การรักษาอื่นๆ)
Bipolar I disorder
ผู้ป่วยโรคนี้มักมีอาการเด่นในช่วง manic episode
คือ จะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะครึกครื้น
ครื้นเครงมากกว่าปกติ
ร่วมกับมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป มีความคิดเร็ว พูดเร็ว มั่นใจ กล้าแสดงออกมากขึ้น ขยันมากขึ้น มีเรี่ยวแรงมากขึ้น กล้าเสี่ยงจนอาจทำให้ตัดสินใจทำอะไรเกิน ตัวไปหรือไม่ปลอดภัยกับชีวิตและทรัพย์สิน เช่น ทำงานผิดพลาด ใช้จ่ายเกินตัว ลงทุนเกินฐานะ เที่ยวเตร่ทางเพศ
อาการมักเกิดเป็นช่วงต่อเนื่องกัน 1-3 เดือน
อาการอาจหายเองได้ แต่หากได้ รับการรักษาอาการมักจะหายเร็วขึ้น
เกณฑ์การวินิจฉัย bipolar I disorder ตามเกณฑ์ของ DSM – 5
A
มีอาการเข้าเกณฑ์ของ manic episode อย่างน้อย 1 ครั้ง (ตามเกณฑ์ในข้อ A-D ในการวินิจฉัย manic episode)
B
manic episode หรือ major depressive episode ไม่ใช่อาการของ schizoaffective
disorder หรือ schizophrenia หรือ schizophreniform disorder หรือ delusional disorder หรือ โรคทางจิตอื่นๆ
Bipolar II disorder
ผู้ป่วย bipolar II disorder มักมีอาการรุนแรงน้อยกว่าผู้ป่วย bipolar I disorder
ในการวินิจฉัยผู้ป่วยจะต้องมี hypomanic episode และ major depressive episode เป็นอาการสำคัญ
การดำเนินโรคระยะยาวพบโอกาสเป็นซ้ำได ้
หากติดตามผู้ป่วยไปในระยะยาวแล้ว พบ manic episode เกิดขึ้นมาในช่วงใดช่วงหนึ่ง ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนการวินิจฉัยของผู้ป่วยคนนั้นไปเป็น bipolar I disorder แทน
เกณฑ์การวินิจฉัย Bipolar II disorder ตามเกณฑข์ อง DSM – 5
B
ไม่เคยมีอาการ manic episode
C
hypomanic episode หรือ major depressive episode ไม่ใช่อาการของ schizoaffective disorder หรือ schizophrenia หรือ schizophreniform disorder หรือ delusional disorder หรือ โรคทางจิตอื่นๆ
A
มีอาการเข้าเกณฑ์ของ hypomanic episode อย่างน้อย 1 ครั้ง (ตามเกณฑ์ในข้อ A-F ในการวินิจฉัย hypomanic episode) และ major depressive episode อย่างน้อย 1 ครั้ง (ตามเกณฑ์ในข้อ A-C ในการวินิจฉัย major depressive episode)
D
อาการก่อให้เกิดความทุกข์อย่างมาก หรือ ทำให้กิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านที่สำคัญต่างๆ บกพร่องไป
การบำบัด
รักษา
การบำบัดด้านจิตใจหรือการทาจิตบำบัด (Psychotherapy)
การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT)
การทำจิตบำบัดสัมพันธภาพระหว่างบุคคลและสังคม (Interpersonal And Social Rhythm Therapy)
การบำบัดที่มุ่งเน้นการปรับภาวะสุขภาพและแรงสนับสนุนภายในครอบครัว (Family Focused Therapy)
การสอน (Education)
การจัดการการดำเนินชีวิต (Lifestyle Management)
การสนับสนุน (Support)
การจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการบำบัด (Milieu Therapy)
การบำบัดด้านร่างกาย (Physical Therapy)
การรักษาด้วยยา (Medication)
การรักษาด้วยไฟฟ้า (Electroconvulsive: ECT )
การจำกัดพฤติกรรม (Setting Limite)
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่พบบ่อย
การเผชิญปัญหาไม่เหมาะสม
ได้รับสารน้ำสารอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อผู้อื่น
แบบแผนการนอนแปรปรวน
เสี่ยงต่อการได้รับการบาดเจ็บ
มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมบกพร่อง
กิจกรรมการพยาบาล
ดูแลให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมบาบัดที่ต้องออกแรงมาก เช่น การออกกำลังกายกลางแจ้ง การทำกายบริหาร กิจกรรมนันทนาการ เพื่อให้ผู้ป่วยใช้พลังงานส่วนเกินไปในทางที่สร้างสรรค์
ดูแลจัดสิ่งแวดล้อมของผู้ป่วยให้มีสิ่งกระตุ้นความสนใจของผู้ป่วยน้อยที่สุด เช่น มีความเงียบ สงบ ไม่มีเสียงดังรบกวน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวและจัดเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถนำมาเป็นอาวุธได้ เช่น ของมีคม แก้ว เพื่อป้องกันการนำมาเป็นอาวุธทำร้ายผู้อื่น
เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยระบายความรู้สึกคับข้องใจ ความไม่พอใจต่างๆออกมา และรับฟังผู้ป่วยอย่าง สงบ เข้าใจ และให้การยอมรับในความรู้สึกนึกคิดของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป้่วยรู้สึกปลอดภัยและเกิดความไว้วางใจ
ให้แรงเสริมทางบวกโดยการกล่าวชื่นชมผู้ป่วยเมื่อ
แสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมขณะอยู่ในกลุ่ม และเข้าร่วมกลุ่มได้สาเร็จ เพื่อให้ผู้ป่วยคงไว้ซึ่งพฤติกรรมที่ดีนั้น
ประเมินความเสี่ยงของการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวทั้งด้านอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม เพื่อ วางแผนให้การพยาบาลป้องกันการเกิดอันตรายต่อผู้อื่นและตนเองได้อย่างเหมาะสม
ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยาตามแผนการรักษาของแพทย์และสังเกตอาการข้างเคียงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ยาช่วยในการควบคุมอารมณ์ของผู้ป่วย
ดูแลสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัดกับผู้ป่วยด้วยท่าทีเป็นมิตร แสดงท่าทีใส่ใจในความรู้สึกของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัยและเกิดความไว้วางใจ
เฝ้าระวังการเกิดภาวะคุ้มคลั่งของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยการสังเกตอาการเตือนต่างๆ ก่อนเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ที่แสดงออกมาทางสีหน้า ท่าทาง และคำพูด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นและวางแผนให้การพยาบาลได้อย่างเหมาะสมทันท่วงที