Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Case conference เตียง1 การเปรียบเทียบทฤษฎีและกรณีศึกษา โรค…
Case conference เตียง1
การเปรียบเทียบทฤษฎีและกรณีศึกษา
โรค thrombocytopenia (ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ)
กรณีศึกษา
พยาธิ
กลไกการเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำในกรณีนี้อาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสที่ผู้ป่วยเผชิญอยู่ก่อนหน้านั้น จากอาการไข้ ถ่ายเหลว และอ่อนเพลีย เพราะการติดเชื้อไวรัสบางชนิดสามารถทำให้ไขกระดูกลดการสร้างเกล็ดเลือด หรือกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายเกล็ดเลือดมากผิดปกติ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีที่ระบุว่าภาวะนี้อาจเกิดได้จากทั้งกระบวนการผลิตเกล็ดเลือดที่ผิดปกติและการทำลายเกล็ดเลือดที่มากเกินไป นอกจากนี้ยังพบค่าผลเลือดอื่นที่บ่งชี้ว่าร่างกายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการสร้างเม็ดเลือดโดยรวม เช่น ค่าฮีโมโกลบินและฮีมาโตคริตที่ต่ำ ซึ่งยิ่งสนับสนุนว่าภาวะ thrombocytopenia ในเคสนี้มีความสอดคล้องกับหลักพยาธิวิทยาทางการแพทย์ ทั้งในแง่กลไกการเกิด การแสดงออกของโรค และลักษณะผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง
อาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเหลวปนมูกเลือด น้ำตาปนเลือด อ่อนเพลีย ซึม
การรักษา
ให้เลือดชนิดเกล็ดเลือด 1 unit
ทฤษฎี
พยาธิ
ภาวะเกล็ดเลือดต่ำจัดอยู่ในกลุ่ม autoimmune disease คือ ผู้ป่วยมีความผิดปกติในกลไกทาง immune ของตนเองโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างเกล็ดเลือดกับ Lymphocyte ทำให้เกล็ดเลือดของผู้ป่วยกลายเป็นสิ่งที่เข้ากันไม่ได้กับร่างกายคือ เป็น Antigen ที่สามารถกระตุ้น B-Lymphocyte โดยมี macrophage เป็นตัว transfer antigen information the blastic transformation และมีการ mitosis จนเปลี่ยน เป็น plasma cell สร้าง IgG โดย IgG จะไปจับกับ glycoprotein บนผิวเกล็ดเลือด หรือมีการ จับกันเองของ glycoprotein และเกิดภาวะ dysregulation ของ T-cell ทำให้เกล็ดเลือดถูก ทำลาย นอกจากนี้ร่างกายยังมีการสร้าง antibody ต่อ glycoprotein ที่อยู่บนผิวของmegakaryocytic ทำให้การสร้างเกล็ดเลือดลดลง ส่งผลให้ผู้ป่วย เกิดอาการเลือดออกที่เห็นได้ชัดคือ petechia,purpura, ecchymosis และเลือดอออกตามอวัยวะ
อาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกผิดปกติ เช่น มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง มีเลือดออกตามไรฟัน มีเลือดกำเดาไหล ประจำเดือนมามากกว่าปกติ มีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น และ เมื่อตรวจร่างกายอาจพบมีจุดเลือดออกเล็กๆที่เรียกว่า petechia หรือ purpura ผู้ป่วยบางราย อาจมีเลือดออกในสมองโดยผู้ป่วยจะมีอาการปวด ศีรษะอย่างกะทันหัน คอแข็ง อาเจียน เป็นต้น
การวินิจฉัย
การซักประวัติ
แพทย์จะสอบถามสาเหตุที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เช่น ประวัติการใช้ยา พฤติกรรมการรับประทานอาหาร ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเอดส์ การให้เลือด ประวัติการมีเพศสัมพันธ์ การใช้ยาที่ฉีดเข้าร่างกาย การสัมผัสเลือดที่ติดเชื้อ หรือสารคัดหลั่งอื่น ๆ รวมถึงประวัติการเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำของสมาชิกในครอบครัว เป็นต้น
การตรวจร่างกาย
แพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อหาร่องรอยของอาการเลือดออก เช่น รอยช้ำหรือจุดแดงใต้ผิวหนัง ตรวจที่หน้าท้องว่ามีอาการของม้ามโตหรือไม่ หรือมีไข้ ซึ่งเป็นอาการของการติดเชื้อหรือไม่
การตรวจเลือดจะทำให้ทราบจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ซึ่งผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำจะมีจำนวนของเกล็ดเลือดต่ำกว่า 150,000 เกล็ดต่อไมโครลิตร การตรวจเลือดทำได้หลายวิธี เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count) การตรวจสเมียร์เลือด (Blood Smear) ดูรูปร่างลักษณะของเกล็ดเลือด รวมถึงการตรวจหาจำนวนของสารภูมิต้านทาน หรือแอนติบอดี้ (Antibody) เป็นโปรตีนที่ร่างกายผลิตออกมาเพื่อทำลายเกล็ดเลือด
การตรวจไขกระดูก:เนื่องจากไขกระดูกเป็นอวัยวะที่ใช้ในการสร้างเกล็ดเลือด การตรวจไขกระดูกจะช่วยในการหาสาเหตุว่าทำไมไขกระดูกจึงสร้างเกล็ดเลือดได้ไม่เพียงพอ ตรวจได้ 2 วิธีคือ การเจาะไขกระดูก (Aspiration) แล้วนำไปส่องกล้องเพื่อหาความผิดพลาดของเซลล์ หรือการตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) ซึ่งจะทำหลังการเจาะไขกระดูก ส่วนมากมักตรวจที่ไขกระดูกสะโพก เพื่อตรวจสอบจำนวนและชนิดของเซลล์
การตรวจอื่นๆ บางกรณี แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การตรวจ Prothrombin Time: PT หรือการตรวจ Partial Thromboplastin Time: PTT เพื่อตรวจการแข็งตัวของเลือด หรือแพทย์อาจตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อดูว่าม้ามมีการขยายตัวใหญ่ขึ้นหรือไม่
การรักษา
วิธีการรักษาภาวะเกล็ดเลือดต่ำขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยแต่ละราย หากผู้ป่วยที่มีเกล็ดเลือดต่ำไม่มาก เช่น เกิดบาดแผลแล้วพบว่ามีเลือดไหลไม่มากไปกว่าปกติ อาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา โดยทั่วไปแนวทางในการรักษาจะเน้นที่การแก้ไขต้นเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ดังนี้ การรักษาด้วยการใช้ยา ได้แก่ ยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ในรูปแบบยารับประทานหรือยาฉีด เพื่อชะลอการทำลายเกล็ดเลือด เช่น เพรดนิโซน (Prednisone) อิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulins) หรือ ริทูซิแมบ (Rituximab) เป็นยาชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด เพื่อยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ทำลายเกล็ดเลือด ยาเอลทรอมโบแพก (Eltrombopag) หรือยาโรมิโพลสติม (Romiplostim) เป็นยาชนิดฉีดเข้าที่ใต้ผิวหนัง เพื่อช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเกล็ดเลือด ส่วนผู้ป่วยที่มีเกล็ดเลือดต่ำที่มีสาเหตุมาจากการใช้ยาบางชนิด แพทย์อาจเปลี่ยนยาหรือให้หยุดยาที่ทำให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำ การให้เลือดหรือเกล็ดเลือด การให้เลือดหรือเกล็ดเลือดเป็นวิธีรักษาที่แพทย์อาจใช้ในผู้ป่วยที่มีเลือดออกหรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเลือดออกมาก
การวินิจฉัย
การซักประวัติ ผู้ป่วยมีประวัติใช้ยากันชักหลายตัวแต่รับประทานอาหารได้น้อย
การตรวจร่างกาย พบน้ำตาออกมาปนเลือด มีอาการอ่อนเพลีย ซึม รอยฟกช้ำจากการเจาะเลือดหายช้า
การตรวจเลือด การตรวจเลือดจะทำให้ทราบจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ซึ่งผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำจะมีจำนวนของเกล็ดเลือดต่ำกว่า 150,000 เกล็ดต่อไมโครลิตร