Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ไทฟอยด์ หรือไข้รากสากน้อย (Typhoid fever), มี 2 ชนิด - Coggle Diagram
ไทฟอยด์ หรือไข้รากสากน้อย
(Typhoid fever)
การพยาบาล
ดูแลให้ได้รับยาลดไข้ตามแผนการรักษาของแพทย์
ดูแลให้ได้รับยาฆ่าเชื้อตามแผนการรักษาของแพทย์
ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำตามแผนการรักษาของแพทย์
ล้างมือก่อนและหลังให้การพยาบาลทุกครั้ง
ดูแลเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำธรรมดา เมื่ออุณหภูมิ
มากกว่า 37.5 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 15-30 นาที
วัดสัญญาณชีพและประเมินสัญญาณชีพ ระดับความรู้สึกตัว ทุก 1-4 ชั่วโมง
สาเหตุ
ได้รับเชื้อจากผู้ที่เป็นพาหะนำโรค แม้ผู้ป่วยบางรายจะหายจากอาการไข้ไทฟอยด์หลังได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้ว แต่อาจยังมีเชื้ออยู่ในลำไส้หรือถุงน้ำดี ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้นับว่าเป็นพาหะนำโรค สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ทางอุจจาระ
ติดต่อจาการรับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน
อาจมีการแพร่กระจายจากผู้ป่วยทางอุจจาระ
เกิดจากการติดเชื้อไทฟอยด์ เป็นเชื้อแบคทีเรีย ชื่อว่า "ซัลโมเนลล่าไทฟี่" (Salmonella typhi)
การรักษา
การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
กรณีที่อาการไม่รุนแรง
แพทย์อาจให้ใช้
ยาไซโปรฟลอกซาซิน ยาคลอแรมเฟนิคอล
ยาไตรเมโทพริม และยาแอมพิซิลลิน
กรณีที่มีอาการรุนแรง
แพทย์จะให้ใช้ยาเซฟไตรอะโซน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่ฉีดเข้าทางหลอดเลือด หรือใช้ในผู้ป่วยที่ใช้ยารับประทานแล้วไม่ได้ผล
การรักษาประคับประคองตามอาการ
เช่น
การให้กินน้ำเกลือแร่หรือให้ทางหลอดเลือด
การให้ยาบำรุงพวกวิตามิน ถ้าผู้ป่วยกินอาหารไม่ได้นานๆ
การให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol)
ร่วมกับใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเมื่อมีไข้สูง
การรักษาตัวที่โรงพยาบาล
โดยปกติจะแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น อาเจียนมาก ท้องเสียรุนแรง และท้องบวม หรือเด็กพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยผู้ป่วยจะได้รับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด และอาจต้องให้ของเหลวหรือสารอาหารต่าง ๆ เข้าทางหลอดเลือด
ผู้ป่วยที่เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด เช่น มีเลือดออกภายในร่างกาย หรือบางส่วนของระบบย่อยอาหารทะลุ แต่กรณีนี้จะพบว่าเกิดขึ้นได้น้อยมาก
การรักษาหลังอาการดีขึ้นแล้ว
ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาและมีอาการดีขึ้นแล้ว ควรได้รับการตรวจอุจจาระเพื่อตรวจสอบว่ายังมีเชื้ออยู่หรือไม่ เพื่อตรวจสอบการเป็นพาหะของโรค และอาจต้องได้รับการรักษาด้วยยาปาฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อเพิ่มอีก 28 วัน
พยาธิสภาพ
เข้าทางต่อมน้ำเหลือง Mesenteric lymph node
ไป Thoracic duct
เข้าสู่กระแสเลือดไปยัง ตับ ม้าม และต่อมน้ำเหลืองในลำไส้
เชื้อ s.typhi (Salmonella typhi) แบ่งตัวในลำไส้เล็ก
1-5% ของผู้ป่วยเชื้อจะอยู่ในถุงน้ำดีหลังจากการหายแล้ว
วิธีการป้องกัน
ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ ล้างก่อนการรับประทานอาหารหรือการเตรียมอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ
หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่อาจมีการปนเปื้อนหรือไม่ปลอดภัย
หลีกเลี่ยงการรับประทานผักผลไม้ดิบ เพราะอาจถูกล้างด้วยน้ำที่มีการปนเปื้อน
ดื่มน้ำสะอาด และรับประทานอาหารปรุงสุก เสร็จใหม่
ใช้ช้อนกลางตักอาหารขณะรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
วัคซีนป้องกันไข้ไทฟอยด์
วัคซีนชนิดฉีด (Vi Capsular Polysaccharide Typhoid Vaccine:ViCPS) ซึ่งใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว และสามารถฉีดกระตุ้นทุกๆ 3 ปี ถ้ามีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ
2.วัคซีนชนิดแคปซูล (Oral Typhoid Vaccine: Ty21a) ซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ แต่ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย อาการข้างเคียงของวัคซีนชนิดมีน้อย ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ บวมแดงบริเวณที่ฉีด และอาจมีปฏิกิริยาอื่นๆ เช่น มึนศีรษะ คันตามตัว และปวดท้อง
อาการและอาการแสดง
อาการแสดง
เริ่มจากมีไข้ต่ำและค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นทุกวันโดยเฉพาะในช่วงกลางคืน อาจมีไข้สูงได้ถึง 40.5 องศาเซลเซียส
ปวดศีรษะ
ปวดศีรษะ ไอแห้ง ร่างกายอ่อนแอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย
เบื่ออาหารและน้ำหนักตัวลดลง ปวดท้อง ท้องบวม ท้องเสียหรือท้องผูก
มีเหงื่อออกมาก
มีผื่นขึ้นบริเวณหน้าท้องหรือหน้าอก
ระยะฟักตัว
อาการในระยะฟักตัวขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อจาก 3 วันถึง 1 เดือน โดยปกติประมาณ 8-14 วัน
โรคไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า ซัลโมเนลล่าไทฟี่ (Salmonella typhi) ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ หากไม่ได้รับการรักษาและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
มี 2 ชนิด