Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
6.1.2 ช่องทางคลอดผิดปกติ, นางสาวกรรภิรมย์ อินธรรม รหัสนักศึกษา 63121301004…
6.1.2 ช่องทางคลอดผิดปกติ
ช่องเชิงกรานแคบ (contracted pelvis หรือ pelvic contraction)
กระดูกเชิงกรานที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง หรือหลายตำแหน่งร่วมกันมีเส้นผ่าศูนย์กลางสั้นกว่าปกติ ทำให้ทารกที่มีขนาดปกติไม่สามารถเคลื่อนผ่านหรือคลอดออกมาได้
ทางเข้าของเชิงกรานแคบ (pelvic inlet contraction)
เส้นผ่าศูนย์กลางวัดจากด้านหน้าไปด้านหลังของ pelvic inlet (A-P diameter หรือ true conjugate หรือ conjugate vera) น้อยกว่า 10 เซนติเมตร (ค่าปกติ 10.5 เซนติเมตร) เส้นผ่าศูนย์แนวขวาง (transverse diameter) น้อยกว่า 12 เชนติเมตร (ค่าปกติ 13.5 เชนติเมตร) เพราะเมื่อตั้งครรภ์ครบกำหนดคลอด ทารกในท่าศีรษะจะใช้ส่วน biparietal diameter ซึ่งกว้างประมาณ 9.5 เซนติเมตรผ่านเข้า pelvic inlet หาก pelvic inlet เท่ากับหรือน้อยกว่า 10 เซนติเมตรจะทำให้เกิดภาวะคลอดยากได้
การประเมินและวินิจฉัย
การตรวจทางหน้าท้องจะพบว่า เมื่อเข้าสู่ระยะคลอด ศีรษะทารกยังไม่มี engagementโดยเฉพาะในครรภ์แรก ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ เช่น ท่ากัน ท่าหน้า หรือท่าขวาง เป็นต้น หรือเมื่อกดบริเวณยอดมดลูก จะพบว่าศีรษะทารกมาเกยอยู่บริเวณรอยต่อกระดูกหัวหน่าว
การตรวจทางช่องคลอด จะคลำพบ sacral promontory หรือ วัด diagonal conjugate ได้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 11.5 เชนติเมตร คลำได้ขอบด้านข้างของ pelvic inlet ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งบ่งชี้ว่า transverse diameter สั้น หรือ เมื่อดันที่ยอดมดลูก ศีรษะทารกไม่มีการเคลื่อนต่ำลง (descent)
3.การถ่ายภาพรังสี (x-ray pelvimetry) จะพบ true conjugate น้อยกว่า 10 เซนติเมตรและ transverse diameter น้อยกว่า 12 เซนติเมตร ใช้เพื่อประเมินขนาดของช่องเชิงกราน
การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง จะใช้ประเมินขนาดศีรษะทารก
แนวทางการรักษา
ต้องดูแลเฝ้าคลอดอย่างใกล้ชิด
1.ระวังภาวะมดลูกแตก (uterine rupture) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ผ่านการคลอดบุตรมาหลายครั้ง
2.ประเมินองค์ประกอบต่าง ๆ
ส่วนนำขนาดของศีรษะทารกขนาดช่องเชิงกราน
การหดรัดตัวของมดลูก
ความก้าวหน้าการคลอด
ภาวะ fetal distress เพื่อประกอบการพิจารณาในการตัดสินใจว่าควรคลอดทางช่องคลอด หรือผ่าตัดคลอด
ถ้าประเมินพบภาวะไม่ได้สัดส่วนระหว่างศีรษะทารกกับช่องเชิงกราน ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ การคลอดไม่ก้าวหน้า หรือ ทารกมีภาวะ fetal distress
ควรผ่าตัดคลอด
ส่วนกลางของเชิงกรานแคบ (midpevic contraction)
ผลรวมของค่า insterpinous diameter และ posterior sagittal diameter น้อยกว่าหรือเท่ากับ 13.5 เชนติเมตร (ค่าปกติ 10.5+5 = 15.5 เซนติเมตร) หรือ ค่า interspinous diameter น้อยกว่า 9 เซนติเมตร (ค่าปกติ 10.5 เซนติเมตร)
การประเมินและวินิจฉัย
มักคลำพบ ischial spine ยื่นนูน
ด้านข้างกระดูกเชิงกรานสอบนูนข้าหากัน
sacrosciatic notch แคบ
เกิดการคลอดล่าช้าในระยะที่ 1 หรือระยะที่ 2
ไม่มีการหมุนของศีรษะทารก (internal rotation)หรือ transverse arrest of fetal head
จะตรวจพบ sagital suture อยู่แนวขวาง
แนวทางการรักษา
ถ้าช่องเชิงกรานส่วนนี้แคบไม่มากพยายามให้คลอดเองทางช่องคลอด
หลีกเลี่ยงการให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกหรือให้อย่างระมัดระวัง
พิจารณาช่วยคลอดด้วยเครื่องดูดสุญญากาศ เนื่องจากปลอดภัยกว่าการช่วยด้วยคีม ซึ่งการใส่คีมทำได้ยากและทำให้ศีษะทารกมีการเงย
ถ้าส่วนกลางของช่องเชิงกรานแคบมากและทารกตัวโต ควรผ่าตัดคลอด
ช่องทางออกของเชิงกรานแคบ (pelvic outlet contraction)
การประเมินและวินิจฉัย
สามารถประเมินเมื่อปากมดลูกเปิดหมด และผู้คลอดเบ่ง ศีรษะทารกจะเคลื่อนต่ำลงมา มองเห็นได้ชัดเจน แต่เมื่อผู้คลอดหยุดเบ่ง ศีรษะทารกจะถอยกลับ
ค่า intertuberous diameter น้อยกว่าหรือเท่ากับ 8 เซนติเมตร (ค่าปกติ 10 เซนติเมตร) และมุมใต้กระดูกหัวหน่าว (subpubic angle) กว้างน้อยกว่า 85 องศา
แนวทางการรักษา
ผู้คลอดที่มีช่องทางออกแคบมักไม่ทำให้เกิดการคลอดยาก แต่จะทำให้เกิดการฉีกขาดของฝีเย็บมากขึ้น ดังนั้นการช่วยคลอดจึงควรตัดแผลฝีเย็บให้กว้างขึ้น เพื่อลดการฉีกขาดของผีเย็บ
เชิงกรานผิดปกติทุกส่วน (general pelvic)
ผลกระทบต่อผู้คลอดและทารก
ผลกระทบของผู้คลอด
การคลอดล่าช้า
จากการที่ส่วนนำของทารกไม่สามารถเคลื่อนผ่านลงมาในช่องเชิงกราน เพื่อช่วยถ่างขยายปากมดลูก
ให้ปากมดลูกเปิดช้ากว่าปกติ > ถุงน้ำคร่ำที่บริเวณปากมดลูกต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติ > เมื่อมดลูกหดรัดตัวจะเกิดแรงกระทำต่อถุงน้ำโดยตรง > ถุงน้ำคร่ำจึงมักแตกก่อนที่จะมีอาการเจ็บครรภ์คลอด > ถ้าถุงน้ำแตกเป็นเวลานาน อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อในถุงน้ำคร่ำ
รวมทั้งผู้คลอดอาจจะอ่อนเพลียหรือมีอาการขาดน้ำจากการคลอดยาวนานและส่วนนำที่ลอยอยู่เหนือช่องเชิงกราน จะทำให้มดลูกส่วนล่างถูกยึดขยายมากกว่าปกติ
รายที่มดลูกหดรัดตัวดี > กล้ามเนื้อมดลูกส่วนล่างถูกยึดขยายจนบางลงเรื่อย ๆ > เกิดเป็นรอยคอด เรียกว่า Pathologica ring หรือ band'l ring > เสี่ยงต่อการเกิดภาวะมดลูกแตก
ส่วนนำที่ลอยอยู่อาจไปใดส่วนหนึ่งเป็นเวลานาน > กล้ามเนื้อบริเวณนั้นขาดเลือดและตาย > เกิดเป็นรูทะลุ(fistula)เช่น vesicovaginal, vesicocervical, rectovaginal fistula
ผลต่อทารก
มีส่วนนำหรือท่าผิดปกติ เช่น ท่ากัน ท่าหน้า ท่าไหล่ มากกว่าปกติ 2-3 เท่า เป็นต้น
เสี่ยงต่อภาวะสายสะดือย้อย และแขน ขา ยื่น มากกว่าปกติ 4-6 เท่า
จากการที่ทารกพยายามมี molding ของศีรษะ เพื่อให้ผ่านช่องเชิงกราน > อาจทำให้มีการบาดเจ็บที่ศีรษะ หรือมีเลือดออกในสมองได้
ทารกอาจได้รับอันตรายจากการคลอดล่าช้า
อาจเกิดจากกระดูกเชิงกรานหัก หรือบิดเบี้ยว ซึ่งมักจะเกิดจากอุบัติเหตุ หรือโรคกระดูกบางชนิด ได้แก่ poliomyelitis, kyphoscoliosis หรือมีความผิดปกติของกระดูกสันหลังร่วมด้วย ทำให้ส่วนนำของทารกไม่สามารถเคลื่อนผ่านช่องเชิงกราน
เกิดการคลอดยาก ควรพิจารณาผ่าตัดคลอด
การพยาบาล
ประเมินลักษณะช่องเชิงกรานของผู้คลอด หากพบว่าการคลอดสามารถดำเนินต่อไปได้ ชิงกรานแคบเพียงเล็กน้อย ทารกตัวเล็ก เป็นครรภ์หลัง
อาจพิจารณาให้คลอดทางช่องคลอด โดยให้การดูแล
1.1 ประเมินติดตามความก้าวหน้าของการคลอด โดยประเมินการหดรัดตัวของมดลูกและตรวจทางช่องคลอดเพื่อติดตามการเปิดขยายของปากมดลูกและการเคลื่อนต่ำของส่วนนำเป็นระยะ
1.2 ดูแลให้กระเพาะปัสสาวะว่าง เพื่อมิให้ขัดขวางการหดรัดตัวของมดลูกและการเคลื่อนต่ำของส่วนนำ
1.3 ดูแลจัดให้ผู้คลอดนอนในท่าศีรษะสูง หรือกระตุ้นให้ลุกเดิน
ในรายที่ถุงน้ำคร่ำยังไม่แตกหรือถุงน้ำคร่ำแตกและส่วนนำลงมากระชับกับปากมดลูกแล้ว เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าของการคลอด
ส่วนรายที่ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนที่ส่วนนำจะเคลื่อนมากระชับกับปากมดลูก
แนะนำให้นอนพักบนเตียงท่าตะแคงช้าย
1.4 ประเมินเสียงหัวใจทารกอย่างต่อเนื่อง หากพบความผิดปกติให้รีบรายงานแพทย์
1.5 ดูแลการได้รับยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกตามแผนการรักษา
1.6 งดน้ำและอาหารทางปาก และดูแลให้ได้รับสารละลายทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษา
1.7 แนะนำให้ผู้คลอดใช้เทคนิคการหายใจ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และดูแลความสุขสบายช่วยนวดบริเวณกันกบ หากมีอาการเจ็บครรภ์มาก รายงานแพทย์เพื่อพิจารณาให้ยาแก้ปวด
1.8 ขณะเบ่งคลอดไม่ควรช่วยดันยอดมดลูกเพื่อส่งเสริมการคลอด เนื่องจากทารกอาจได้รับอันตรายจากการบาดเจ็บของเส้นประสาทบริเวณแขน กระดูกแขนและไหปลาร้าหัก และช่องคลอดของมารดาฉีกขาดอย่างรุนแรง
2.เมื่อปากมดลูกเปิดหมดแต่การคลอดไม่ก้าวหน้า แพทย์อาจพิจารณาช่วยคลอดโดยใช้เครื่องดูดสูญญากาศ เนื่องจากใช้พื้นที่น้อยสำหรับใส่อุปกรณ์ และสามารถทำให้ศีรษะทารกมีการหมุนและก้มจนสามารถคลอดได้เองทางช่องคลอด ควรเตรียมผู้คลอดให้พร้อมและดูแลช่วยเหลือแพทย์ในการช่วยคลอดด้วยเครื่องดูดสุญญากาศ
เตรียมผู้คลอดให้พร้อมสำหรับการผ่าตัดคลอด สำหรับผู้คลอดที่ไม่มีความก้าวหน้าของการคลอด มีภาวะ fetal distress หรือเมื่อช่วยคลอดด้วยสูติศาสตร์หัตถการแล้วไม่มีการเคลื่อนต่ำของส่วนนำ
เฝ้าระวังและป้องกันการตกเลือดหลังคลอด โดยเน้นเรื่องการหดรัดตัวของมดลูก กระเพาะปัสสาวะเต็ม และการตกเลือดจากแผลฝีเย็บ
ช่องทางคลอดอ่อนผิดปกติ (abnormalities of soft passages)
ความผิดปกติของปากช่องคลอด
การตีบแคบของปากช่องคลอดหรือส่วนล่างของช่องคลอด
อาจเป็นมาแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลังจากการผ่าตัด
การบาดเจ็บ หรือการอักเสบ
การคลอดต้องอาศัยแรงดันจากส่วนนำเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยถ่างขยายช่องทางคลอด จึงมักทำให้เกิดการฉีกขาดของฝีเย็บในระดับที่ค่อนข้างลึก
ฝีเย็บแข็งตึง (rigid perineum)
อาจเป็นมาแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลังจากการผ่าตัด
การจี้เนื้อหูดหงอนไก่ด้วยไฟฟ้า
การติดเชื้อ
พบบ่อยในครรภ์แรก โดยเฉพาะในรายที่อายุน้อยหรืออายุมากกว่า 35 ปี
ในการคลอดควรตัดผีเย็บให้กว้าง > เพื่อลดการฉีกขาดเพิ่มของฝีเย็บ
ปากช่องคลอดบวมหรือมีก้อนเลือดคั่ง
เกิดจากการบาดเจ็บ
แรงกดจากการคลอดยาวนานในรายที่เป็นความดันโลหิตสูงร่วมกับการตั้งครรภ์
การใช้ยาทำความสะอาดที่ระคายเคือง
การขาดโปรตีน
ควรให้การรักษาตามสาเหตุ โดยดูแลให้พักผ่อน ให้อาหารโปรตีนสูง ผ่าตัดก้อนเลือดคั่ง และอาจจะให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
การอักเสบหรือเนื้องอก
condyloma acuminate, bartholin abscess, bartholin cyst
ความผิดปกติของช่องคลอด
ช่องคลอดตีบ (vaginal stenosis)
เกิดจากการบาดเจ็บ
การที่ส่วนนำค่อย ๆ กดและถ่างขยายช่องคลอด ก็อาจสามารถคลอดทางช่องคลอดได้เอง
ถ้ามีการคลอดยาก อาจต้องผ่าตัดคลอด
ช่องคลอดมีผนังกั้น (septate vagina)
ถ้ากั้นตลอดแนวและหนามากอาจต้องผ่าตัดคลอด
ถ้าเป็น congenital annular stricture หรือ congenital band ผนังกั้นมักจะนุ่มและขาดได้เองขณะคลอด
ผนังกั้นที่ส่วนบนในแนวขวาง (transverse septum) ทำให้ปิดช่องคลอดเหลือเพียงรูเล็ก ๆ
ในขณะคลอดควรช่วยเหลือโดยตัดเป็นรูปกากบาท เพื่อให้คลอดง่ายขึ้น
เนื้องอก
Gartner duct cyst
fibroma
hemnatoma
carcinoma
sarcoma
ความผิดปกติของปากมดลูก
ปากมดลูกตีบหรือแข็ง
สาเหตุของปากมดลูกตีบที่พบบ่อย
การตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย (conization)
ราย cervical dysplasia
การจี้ปากมดลูกด้วยไฟฟ้า(cauterization)
ปกติเมื่อมีอาการเจ็บครรภ์ ปากมดลูกจะนุ่มและสามารถเปิดขยายได้เอง จึงไม่ค่อยมีปัญหาจากปากมดลูกตีบหรือแข็ง แต่หากมีการคลอดยากอาจพิจารณาการผ่าตัดคลอด
ปากมดลูกบวม (cervical edema)
พบในผู้คลอดเบ่งก่อนที่ปากมดลูกจะเปิดหมด
ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด เนื่องจากส่วนนำของทารกเคลื่อนมากดทับปากมดลูกส่วนที่ยังเปิดไม่หมด ทำให้การไหลเวียนเลือดผ่านปากมดลูกกลับสู่หลอดเลือดของมดลูกไม่สะดวก เกิดอาการบวม
มะเร็งปากมดลูก
อาจทำให้ปากมดลูกเปิดขยายช้ากว่าปกติในขณะเจ็บครรภ์คลอด
ควรพิจารณาผ่าตัดคลอด
ความผิดปกติของมดลูก
มดลูกคว่ำหน้า (anteflexion)
ทำให้แรงดันจากการหดรัดตัวของมดลูกไม่ลงไปที่ปากมดลูกโดยตรง
ปากมดลูกจึงเปิดขยายช้าหรือไม่เปิด
ส่่วนนำไม่เคลื่อนต่ำ
มักพบร่วมกับการมีหน้าท้องหย่อน
ช่วยเหลือโดยใช้ผ้าพันหน้าท้องช่วยประคองให้มดลูกกลับสู่ตำแหน่งปกติ
มดลูกคว่ำหลัง (retroflexion)
ถ้ามดลูกคว่ำหลังมาก มักทำให้เกิดการแท้ง
หากการตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปได้ ผนังด้านหน้าของมดลูกจะถูกยืดและตึงปากมดลูกให้ขึ้นมาอยู่เหนือหัวหน่าว
ไม่สามารถคลอดเองได้ทางช่องทางคลอดต้องผ่าตัดคลอด
มดลูกหย่อน (prolapsed uterus)
อาจพบร่วมกับภาวะช่องคลอดหย่อน
เมื่อการตั้งครรภ์ดำเนินต่อไป
มดถูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะลอยพ้นอุ้งเชิงรานและดึงปากมดลูกให้กลับเข้าไปในช่องคลอดเอง
ติดขัดได้
การรักษาด้วยการผ่าตัดคลอดร่วมกับตัดเนื้องอกออกไปพร้อมกัน
เนื้องอกมดลูก (myoma)
อาจทำให้เกิดการแท้ง
การคลอดก่อนกำหนด
รกลอกตัวก่อนกำหนด
หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่มากกว่า 6 เชนติเมตร อาจทำให้เกิดการคลอดติดขัดได้
ความผิดปกติของรังไข่
มีก้อนเนื้องอกของรังไข่
หากก้อนเนื้องอกเคลื่อนลงมาอยู่ในอุ้งเชิงกราน
อาจทำให้เกิดการคลอดติดขัด
ผลกระทบ
ช่องทางคลอดอ่อนผิดปกติทำให้เกิดผลกระทบ
การคลอดยาวนาน
ถ้าเป็นมากอาจคลอดทางช่องคลอดไม่ได้
การพยาบาล
ประเมินและติดตามความก้าวหน้าของการคลอดโดยประเมินการหดรัดตัวของมดลูกและตรวจทางช่องคลอด หากไม่มีความก้าวหน้าของการคลอดให้ค้นหาสาเหตุและรายงานแพทย์
ให้การพยาบาลเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้า โดยเน้นเรื่องการเบ่งที่ถูกต้องและเบ่งในเวลาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันปากมดลูกบวมซึ่งจะทำให้การคลอดล่าช้าได้
รายที่มดลูกคว่ำหน้า
ส่วนนำไม่เคลื่อนลงช่องเชิงกรานแนะนำให้ใช้ผ้าพันหน้าท้องเพื่อช่วยประคองมดลูกให้กลับสู่ตำแหน่งปกติ ซึ่งอาจทำให้การคลอดดำเนินต่อไปได้ตามปกติ
ถ้าการคลอดไม่มีความก้าวหน้าต้องรายงานแพทย์เพื่อพิจารณาช่วยเหลือการคลอด
รายปากมดลูกบวม
แนะนำให้นอนตะแคงหรือนอนยกปลายเท้าสูงเพื่อลดการกดทับของศีรษะกับปากมดลูก
หากผู้คลอดอยากเบ่งในขณะที่ปากมดลูกยังเปิดไม่หมด แนะนำให้หายใจเข้าลึก ๆ ทางจมูกและออกทางปากช้า ๆ รวมทั้งการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
รายที่ไม่มีข้อห้ามอาจดูแลให้ได้รับยาระงับปวดตามแผนการรักษาเพื่อให้ผู้คลอดได้พัก กล้ามเนื้อคลายตัว
ช่วยลดการเบ่งและการ
กดทับที่ปากมดลูกได้
เตรียมผู้คลอดให้พร้อมสำหรับการผ่าตัดคลอดในรายที่มีข้อบ่งชี้
เฝ้าระวังและป้องกันการตกเลือดหลังคลอด
โดยเน้นเรื่องการหดรัดตัวของมดลูก กระเพาะปัสสาวะเต็มและการตกเลือดจากแผลฝีเย็บ
นางสาวกรรภิรมย์ อินธรรม รหัสนักศึกษา 63121301004