EP.4 3) ผลของลูกหนี้ผิดนัด
ขอบเขตบังคับชำระหนี้ อยู่ที่มาตรา 214 แต่จะอยู่ภายใต้มาตรา 733 (เจ้าหนี้จำนอง)
มาตรา 214 "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 733 เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิง รวมทั้งเงินและทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่ลูกหนี้ด้วย" (บ้าน, รถ, นาฬิกา, แมว,...การบังคับชำระหนี้กับทรัพย์สินของลูกหนี้ เจ้าหนี้ทำเองไม่ได้ ต้องไปใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล ให้ศาลมีคำสั้งตั้งเรื่องให้กรมบังคับคดีเพื่อบังคับยึดทรัพย์ไปขายทอดตลาด)
มาตรา 733 "ถ้าเอาทรัพย์จำนองหลุดและราคาทรัพย์สินนั้นมีประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ก็ดี หรือถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดี เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใดลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น"
ตัวอย่าง อ.ทรายทำสัญญาจำนองที่ดิน 1 แปลงกับธนาคาร เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ 2 ล้านบาท สมมติที่ดินราคา 2 ล้าน ถ้าอ.ทรายลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เงิน พอถึงกำหนดธนาคารส่งหนังสือมาแจ้งเรื่องขอบังคับจำนองที่ดินแปลงนี้ เมื่อเข้าสู่กระบวนการขายทอดตลาด การประมูลราคา จ่ายเงินให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สมมติขายได้เงิน 1.8 ล้านบาท ธนาคารได้เงินสุทธิ 1.8 ล้าน ยังขาดอีก 200,000 บ. ธนาคารจะไปเอาจากอ.ทรายได้อีกหรือไม่ ตามม.213 ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น แสดงว่า 200,000 นี้ ธนาคารซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองก็ไม่สามารถไปบังคับชำระหนี้ได้ ขายเท่าไหนก็ได้เท่านั้น แต่มีข้อดีคือเจ้าหนี้จำนองจะได้สิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ก่อนเพื่อนเลย ตามมาตรา 702 "อันว่าจำนองนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้จำนอง เอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจำนอง เป็นประกันการชำระหนี้ โดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้รับจำนอง"
วรรคสอง "ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่"
ธนาคารจะได้ 200,000 ที่เหลือหรือไม่ จะต้องสละสิทธิเจ้าหนี้จำนองไปใช้สิทธิเจ้าหนี้สามัญ ซึ่งจะสามารถขายทรัพย์สินอื่นที่มี แต่อาจเจอปัญหาวุ่นวาย ตบตีกับเจ้าหนี้เจ้าอื่น อาจได้ไม่คุ้มเสีย สู้เอา 1.8 ล้านจะดีกว่า
3) ผลของลูกหนี้ผิดนัด
3.3 รับผิดชอบเพิ่มขึ้นระหว่างตนผิดนัด ม.217
มาตรา 217 "ลูกหนี้จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายบรรดาที่เกิดแต่ความประมาทเลินเล่อในระหว่างเวลาที่ตนผิดนัด ทั้งจะต้องรับผิดชอบในการที่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะอุบัติเหตุอันเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ผิดนัดนั้นด้วย เว้นแต่ความเสียหายนั้นถึงแม้ว่าตนจะได้ชำระหนี้ทันเวลากำหนดก็คงจะต้องเกิดมีอยู่นั่นเอง"
ตัวอย่าง สัญญายืมรถของนายซิ่งจากนายรวย กำหนดคืน 31 มีนาคม 64 พอถึงวันที่ 7 เมษายน 64 นายรวยเตือนให้คืนรถ ต่อมาวันที่ 10 เมษายน 64 ซิ่งขับรถประมาทไปชนต้นไม้ ผิดนัด? ความเสียหาย?
วินิจฉัย เป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชัดแจ้งตามวันปฏิทิน กำหนดคืนวันที่ 31 มี.ค.64 ให้ใช้มาตรา 204 วรรคสอง จะผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.64 แสดงว่ารถชนหลังวันผิดนัด ตามมาตรา 217 ลูกหนี้ประมาทจึงต้องรับผิดชอบ รวมถึงการพ้นวิสัย ตัวอย่าง เปลี่ยนโจทย์เป็น นายซิ่งถูกโจรอาวุธครบมือบุกเข้ามาที่บ้านและขโมยรถไป -> นายซิ่งต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นของรถยนต์ของนายรวย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ราคารถยนต์ตามที่ถูกฟ้อง
วิธีพิจารณาเหตุพ้นวิสัย
- ก่อน/ขณะก่อหนี้ เข่น รถยนต์หายไปก่อนจะทำสัญญาอีก จะถือว่าเป็นโมฆะ
มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดย กฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ"
- หลังก่อหนี้ แล้วเหตุนี้เกิดก่อนหรือหลังลูกหนี้ผิดนัด
ตัวอย่าง สัญญาซื้อขายม้า วันที่ 1 ม.ค.64 นัดส่งมอบวันที่ 30 เม.ย.64 แต่วันเกิดเหตุ 26 เม.ย.64 เจ้าของเอาม้าไปวิ่งบนทางหลวง ม้าถูกรถชนตาย
ทรัพย์ที่จะพ้นวิสัยได้ ต้องเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งเท่านั้น
ม้าตัวนี้เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง และตายหลังทำสัญญาซื้อขาย และเกิดเหตุก่อนถึงกำหนดส่งมอบ โดยที่ลูกหนี้ประมาท จึงต้องตามมาตรา 218
ตัวอย่าง ทรายทำสัญญาจ้างวันที่ 1 ม.ค.64 จ้างดำขาวมาร้องเพลงคู่วันเปิดตัวสินค้าในวันที่ 10 ม.ค.64 ดำกำลังเดินทางมาที่งาน รอรถอยู่ป้ายรถเมล นายเมาพุ่งชนป้ายรถประจำทาง ทำให้ดำกับขาวได้รับอันตรายสาหัส ร่างกายพิการทั้งคู่ ทำให้มาร้องเพลงเปิดตัวสินค้าไม่ได้แล้ว
วินิจฉัย* ร้องเพลงไม่ได้วันที่ 10 ม.ค.64 ตอนเช้า จะเกิดหลังทำสัญญา(หลังก่อหนี้) แต่เกิดก่อนผิดนัด ลูกหนี้ไม่ได้ทำอะไรผิด จึงหลุดพ้นจากการชำระหนี้ ตามมาตรา 219การพ้นวิสัยสามารถเกิดขึ้นบางส่วนได้
ตัวอย่าง อ.ทรายสั่งแตงโมสวนนายเขียว 100 กก.ๆละ 10 บ. (ทรัพย์ทั่วไป เพราะยังไม่ถูกเลือกและจะพ้นวิสัยไม่ได้) ทำสัญญาวันที่ 1 ม.ค.64 และกำหนดส่งมอบ 30 เม.ย.64 เมือถึงวันที่ 25 เม.ย.64 เขียวตัดแตงโมและชั่งกิโลได้ทั้งหมด 100 ถุง (ทรัพย์เฉพาะสิ่งตามม.195 วรรคสอง และจะพ้นวิสัยได้) จากนั้นเอาแตงโมขึ้นรถบรรทุก นายเขียวขับรถด้วยความเร็ว 200 กม.ต่อชม. ทำให้รถคว่ำ แตงโม 80 กก.แตกกระจายบนถนน ส่วนอีก 20 กก.ไม่เสียหาย
ตามม.218 วรรคสอง ถ้า 20 กก.นี้ไร้ประโยชน์ก็ไม่ต้องรับ แต่กรณีแตงโมยังเป็นประโยชน์
วินิจฉัย : ทรัพย์เฉพาะสิ่ง เมื่อเกิดอุบัติเหตุก็จะเป็นพ้นวิสัย เกิดเหตุหลังทำสัญญาไปแล้ว(หลังก่อหนี้) และเกิดก่อนผิดนัด และเป็นพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ ตามมาตรา 218 จ่ายค่าสินไหม ไม่มีข้อเท็จจริงที่ปรากฎว่าทรายขาดแตงโมไม่ได้ ก็ไม่ต้องรับทั้ง 100 กก.และเรียกค่าเสียหาย (กรณีถ้าไม่สั่งนายเขียวก็จะไปสั่งกับคนอื่นอยู่ดี ก็จะต้องรับ 20 กก.)
3) ผลของลูกหนี้ผิดนัด
3.4 ดอกเบี้ยในหนี้เงินระหว่างผิดนัด ม.224 (ใช้เฉพาะหนี้เงิน)
มาตรา 224 (เดิม) "หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่น อันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น"พระราชกิจจานุเบกษา ประกาศวันที่ 10 เม.ย.64 มีผลวันถัดไปคือวันที่ 11 เม.ย.64
มาตรา 224 (ใหม่) ใช้กับหลังผิดนัด ร้อยละ 5 ต่อปี "หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวก ด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น"มาตรา 7 (ใหม่) ใช้กับก่อนผิดนัด ร้อยละ 3 ต่อปี “ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยปกติให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปีให้ใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก กับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์”ตัวอย่าง นำเงินต้นมาคืนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ...ต่อปี ถ้าได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ชัดเจน ก็จะใช้ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา แต่ถ้าไม่เขียนไว้
- ดอกเบี้ยก่อนผิดนัด (ม.7) = 3%
ตัวอย่าง ถ้าเขียนในสัญญาว่า คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด ก็ต้องปรับใช้ตามม.7
แต่ถ้าเจ้าหนี้กับลูกหนี้ไม่ได้ตกลงกันว่าจะมีการคิดดอกเบี้ย จะใช้มาตรา 7 ไม่ได้
0-5% = 5%
5-15% = เรียกดอกเบี้ยตามนั้น
20% = เป็นโมฆะ ถือว่าไม่มีการเรียกดอกเบี้ยเลย
- ดอกเบี้ยหลังผิดนัด (ม.224) = 5%
ถ้าตกลงว่าจะไม่คิดดอกเบี้ย แต่พอลูกหนี้ไม่คืนเงิน(ผิดนัด) ต้องคิดดอกเบี้ยตามผลของกฎหมาย=5%
0-5% = 5%
5-15% = เรียกดอกเบี้ยตามนั้น
20% = 5% ตามมาตรา 224
มาตรา 654 "ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ สิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี"
พระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 (มีเพิ่มโทษทางอาญาด้วย)
ถ้าเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ จะเป็นโมฆะถ้าผิดนัดตั้งแต่ 11 เม.ย.64 จะต้องใช้กฎหมายใหม่
ก่อนผิดนัดเรียกดอกเบี้ยไว้ 8% หลังผิดนัด 8%
ก่อนผิดนัดเรียกดอกเบี้ยไว้ 3% หลังผิดนัด 5%
ก่อนผิดนัดเรียกดอกเบี้ยไว้ 11% หลังผิดนัด 11%