Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลในระยะคลอด พยบ. 1131 น.ส. ธนัญธรณ์ นวลประสิทธิ์ รหัสนิสิต…
การพยาบาลในระยะคลอด
พยบ. 1131
น.ส. ธนัญธรณ์ นวลประสิทธิ์
รหัสนิสิต 65019602
-ความเจ็บปวด —> ความรู้สึกไม่สุขสบายหรือทุกข์ทรมาน ที่เกิดจากสิ่งกระตุ้นทางร่างกายเมื่อเนื้อเยื่อถูกทำลาย หรือสิ่งกระตุ้นทางจิตใจที่ถูกคุกคาม จนเกิดปฏิกิริยาตอบสนองเพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิต
ความเจ็บปวดในระยะที่ 1 ของการคลอด
-เริ่มตั้งแต่ปากมดลูกเปิด 1-10 cm. , มดลูกหดรัดตัว เนื่องจากมดลูกขาดเลือดไปเลี้ยงจึงเจ็บ
ความเจ็บปวดในระยะที่ 2 ของการคลอด
-เริ่มตั้งแต่ปากมดลูกเปิด 10 cm. ถึงทารกคลอด, ระยะเบ่งคือเจ็บมาก มีอาการเจ็บอวัยวะส่วนอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดหลัง และหน้าขาทั้ง 2 ข้าง เมื่อส่วนนำเคลื่อนต่ำลงมากๆ แรงดันจากศีรษะทารกจะทำให้เกิดความรู้สึกตึงหรือชาบริเวณฝีเย็บ ถึงสามารถตัดฟรีเย็บโดยไม่ต้องฉีดยาชา
*
ระยะที่ 3 เริ่มตั้งแต่ทารกคลอดถึงรกคลอด, ระยะที่ 4 คือ 2 ชั่วโมงหลังคลอด
ความเจ็บปวดในระยะที่ 3,4 ของการคลอด
-อาการปวดจากการหดรัดตัวของมดลูก เรียกว่า Afterpain มารดาจะรู้สึกเจ็บคล้ายกลับเมื่อเริ่มต้นระยะที่ 1 ของการคลอด รวมทั้งมีอาการปวดแผลฟรีเย็บในกรณีที่แผลฟรีเย็บฉีกขาดและจากการตัดฝีเย็บ (Episiotomy) เพื่อช่วยคลอด
-ทฤษฎีควบคุมประตู (Gate control Theory)
ระบบประสาทส่วนกลาง ใยประสาทขนาดใหญ่และเล็กที่นำกระแสประสาทความเจ็บปวดเข้าสู่ไขสันหลัง ก้านสมอง และเปลือกสมองซึ่งเป็นส่วนแปลผล ไขสันหลังจะมีกลุ่มเซลล์ Substantia gelatinosa อยู่ใน Dorsol horn ทำหน้าที่ ปิด-เปิดประตู การกระตุ้นบริเวณผิวหนังจะกระตุ้นเส้นประสาทขนาดใหญ่ที่บริเวณเนื้อเยื่อของผิวหนังนำกระแสประสาทที่เร็วกว่า และมากกว่ากระแสประสาทจากเส้นใยประสาทขนาดเล็ก ระบบควบคุมประตูจะปิด ทำให้กระแส ความเจ็บปวดไปไม่ถึงสมองจึงไม่เจ็บปวด เช่น การนวด, การประคบ
ทฤษฎีความเจ็บปวด
-ปัจจัยที่กระตุ้นการหลั่ง Endorphins —> การออกกำลังกาย การนวด การฝังเข็ม การผ่อนคลาย และการกระตุ้นปลายประสาท
-ปัจจัยที่ลดการหลั่ง Endorphins —> ระยะการคลอดยาวนาน ความเครียด ความกลัว ภาวะซึมเศร้า
การบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอด
-แนวคิดการคลอดอย่างเป็นธรรมชาติ
1.แนวคิดของ Grantly Dick-Read
กลุ่มอาการกลัว ตึงเครียด เจ็บปวด (หากตัดวงจรตัวใดตัวหนึ่งได้ก็จะดีขึ้น)
2.แนวคิดของ Lamaze การเตรียมตัวเพื่อการคลอดของลามาซ ถูกเรียกว่า วิธีการควบคุมทางจิต (Psychoprophylactic method : PPM)
3.แนวคิดของ Robert Bradley ต้นแบบของการให้สามีเป็นผู้ดูแลหญิงตั้งครรภ์ในห้องคลอด
-การหายใจ 4 แบบ
*
ต้องเริ่มจากการหายใจล้างปอดก่อน
1.การหายใจแบบช้า (Slow-deep chest breathing) ใช้ได้ในระยะ Latent ปากมดลูกเปิด 1-3 cm. —> หายใจเข้าลึกๆทางจมูกช้าๆพร้อมนับ 1-4 ในใจ แล้วผ่อนคลายการหายใจออกทางปากช้าๆ พร้อมนับ 1-5 ในใจ ทำแบบเดียวกันในอัตรา 6-9 ครั้ง/นาที
2.การหายใจแบบตื้นเร็วเบา (Shallow accelerated decelerated breathing) ใช้ได้ในระยะ Active ปากมดลูกเปิด 4-7 cm. หายใจเข้าและออกผ่านทั้งปากและจมูกตื้นๆ เร็วๆ และเบาๆ
3.การหายใจแบบตื้นเร็วและเป่าออก (Shallow breathing with forced blowing out หรือ pant-blow breathing) ใช้ในระยะปากมดลูกเปิด 8-10 cm. หายใจเข้าออกทางปากตื้นๆ เร็วๆ เบาๆ 4 ครั้งติดต่อกันและเป่าลมออก 1 ครั้ง
4.การหายใจเพื่อเบ่งคลอด (Pushing) ใช้ในระยะที่ปากมดลูกเปิดหมด หายใจเข้าทางจมูกให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ กลั้นหายใจ ปิดปากแน่น คางจรดหน้าอก พร้อมทั้งเบ่งลงไปทางช่องคลอด (นับในใจ 1-12) แล้วหายใจออกทางปาก หลังจากนั้นหายใจเข้าซ้ำเช่นเดิมอีก ทำทั้งหมดประมาณ 3-4 ครั้ง ต่อการหดรัดตัวของมดลูก 1 ครั้ง
-การกระตุ้นใยประสาทสมองเพื่อเปลี่ยนแปลงกระแสความเจ็บปวด
1.การกระตุ้นประสาทสัมผัส เช่น การได้ยิน (เปิดเพลงให้ฟัง) การสัมผัส การมองเห็น การได้ยิน —> ใช้ได้ผลแค่ช่วงแรกที่ปวดแบบทนได้
2.การกระตุ้นการรับรู้ เช่น กิจกรรมใช้ความคิด ใช่สมาธิ (ข้อเสียคือใช้ไม่ค่อยได้ผล)
3.การปรับอารมณ์ความรู้สึก เช่น การเปลี่ยนทัศนคติ การลดความกังวลโดยการให้ความรู้ (ข้อเสียคือบางคนได้รับความรู้แล้วดีขึ้น, บางคนได้รับความรู้แล้วแย่ลงคือ กลัวยิ่งกว่าเดิม
ทฤษฎีการควบคุมความเจ็บปวดภายใน(Endogenous pain control theory)
-ร่างกายผลิตสารมีฤทธิ์ทำให้การรับรู้ความเจ็บปวดลดลงคือ Endorphins หลั่งจากต่อมใต้สมอง ทำหน้าที่ยับยั้งใยประสาทที่นำกระแสความเจ็บปวดในระบบประสาทส่วนกลาง และระบบประสาทส่วนปลาย ทำให้เกิดการผ่อนคลาย ง่วงนอน เกิดความผาสุข และความรู้สึกปิติยินดี Endorphins จะเพิ่มขึ้นในระยะใกล้คลอด และเพิ่มมากที่สุดคือระยะ Transition(ช่วงที่ปากมดลูกเปิด 8-9 cm. ก่อน 10 cm.) แล้วจะคงอยู่ตลอดระยะที่ 2 แล้วลดลงเมื่อทารกคลอดแล้ว
-การคลอด (Labour) —> กระบวนการที่
1.ทารก
2.รก
3.เยื่อหุ้มทารก
*
ทั้ง 3 อย่างต้องออกนอกร่างกายมารดา
-การคลอดปกติ (Normal labour)
1.เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
2.ทารกครบกำหนด อายุครรภ์ 38-42 สัปดาห์
3.มีศีรษะเป็นส่วนนำ
4.ไม่ต้องใช้สูติศาสตร์หัตถการ
5.ระยะเวลาของการคลอดรวมกัน 4 ระยะไม่เกิน 24 ชั่วโมง
6 ไม่มีภาวะผิดปกติหรือภาวะเสี่ยงในขณะตั้งครรภ์และคลอด เช่น ตกเลือด, ล้วงรก, ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
สัญญาณนำของการคลอด (Premonitory signs of labour)
1.ท้องลด (Lightening)
2.การถ่ายปัสสาวะบ่อย
3.การเจ็บครรภ์เตือน (False pains) —> ไม่ใช่สัญญาณว่าจะคลอดทันที แต่เจ็บครรภ์เตือนชักนำไปสู่เจ็บครรภ์จริง (True pains)
4.ปากมดลูกหดสั้นเล็กน้อย (Taking up of vervix)
อาการแสดงของการคลอดจริง (Signs of True labour)
1.มดลูกหดรัดตัวเป็นจังหวะ สม่ำเสมอ
2.ปากมดลูกบางและปากมดลูกเปิด
3.มี mucous show
ระยะของการคลอด (Stage of labour)
-ระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่เจ็บครรภ์จริงจนถึงปากมดลูกเปิดหมด 1-10 cm.
-ระยะที่ 1 ของการคลอด
1.Latent phase —> ช่วง 1-3 cm. ปากมดลูกเปิดช้า ใช้เวลาเยอะ
-ครรภ์แรก ใช้เวลา 8-10 ชั่วโมง
-ครรภ์หลัง ใช้เวลา 6-8 ชั่วโมง
-ระยะที่ 2 ปากมดลูกเปิดหมด 10 cm. (Fully dilatation) ถึงทารกคลอด
2.Active phase —> ช่วง 3-10 cm. ปากมดลูกเปิดเร็ว ใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง
ระยะที่ 2 ของการคลอด
-ครรภ์แรก ใช้เวลา 2 ชั่วโมง
-ครรภ์หลัง ใช้เวลา 1 ชั่วโมง
-ระยะที่ 3 ทารกคลอด ถึงรก และเยื่อหุ้มทารกคลอด
ระยะที่ 3 ระยะคลอดรก
-ช่วงตั้งแต่ทารกคลอดไปถึงรคคลอดใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที หากเกิน 30 นาทีคือ ผิดปกติต้องรีบรายงานแพทย์
-ระยะที่ 4 หลังรกคลอด 2 ชั่วโมง
ระยะที่ 4 ของการคลอด
-ตั้งแต่รกคลอดไปจนถึง 2 ชั่วโมงหลังรกคลอด(เหมือนกันทั้งท้องแรกและท้องหลัง) เฝ้าระวังภาวะตกเลือดหลังคลอด
*
ทั้ง 4 ระยะรวมกันไม่เกิน 24 ชั่วโมง
ปัจจัยการคลอด (Factor of labour)
1.กำลังการคลอด (Power)
2.ช่องทางคลอด (Passage)
3.ทารกและรก (Passenger)
4.ภาวะจิตใจของผู้คลอด (Psyche or psychological factor)
5.ท่าคลอด (Position)
6.ลักษณะโครงสร้างทางกายภาพ (Physical)
*
Normal คือ ปัจจัยทั้ง 6 ต้องดี
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
-Estrogen เพิ่ม
-Progesterone ลด
-Oxytocin เพิ่ม
*
Progesterone ออกฤทธิ์ตรงข้าม Oxytocin ในช่วงเริ่มและช่วงตั้งครรภ์ แต่ช่วงใกล้คลอดตรงข้ามคือ ชักนำให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอด
กลไกการคลอด
1.Engagement —> การที่ศีรษะของทารกผ่านเข้าสู่ช่องเชิงกราน Pelvic inlet
2.Descent —> การเคลื่อนต่ำของศีรษะทารก
(Descent เกิดขึ้นตลอดช่วงกลไกที่ 1-8)
3.Flexion —> การก้มของศีรษะทารก, งอตัวจนคางชิดอก
4.Internal rotation —> การหมุนภายในของศีรษะทารก
5.Extension —> การเกิดของศีรษะทารกโดยการเงยหน้า
6.Restitution —> การหมุนภายนอกของศีรษะทารกเพื่อให้ท้ายทอยอยู่ตรงกับหลังที่อยู่ภายใน การหมุนกลับของศีรษะทารก 45 องศา เพื่อให้สัมพันธ์กับหลายที่อยู่ในช่องทางคลอด เมื่อศีรษะทารกเกิดออกมาแล้ว
ภายนอกเป็นที่วางไม่ได้อยู่ในที่บังคับของช่องทางคลอดอีกต่อไปศีรษะจะหมุนกลับ 45 องศา เพื่อให้อยู่ในแนวตั้งฉากกับไหล่ (จากท่า ROA หมุนไป 45 องศา
External rotation —> การหมุนภายนอกศีรษะทารก เพื่อให้สัมพันธ์กับไหล่ที่หมุนภายใน
8.Expulsion —> การเกิดของไหล่ ลำตัว แขนและขา
-การพยาบาลในระยะรอคลอด
การรับใหม่ผู้คลอด
ซักประวัติ
ตรวจร่างกาย —> ทั่วไป, เฉพาะที่
การเตรียมผู้คลอดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
การบันทึกรายงานการรับใหม่
กระบวนการพยาบาลระยะรับใหม่
การพยาบาลในระยะรอคลอด
-การเฝ้าคลอด
1.การประเมินความก้าวหน้าของการคลอด
2.การเฝ้าคลอดโดยใช้ WHO Partograph
3.การพยาบาลระยะที่ 1ของการคลอด
-การเฝ้าคลอด(Attend) —> เป็นการดูแลเพื่อให้ผู้คลอดและทารกในครรภ์ปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆในระยะรอคลอด
ประเมินสภาพของผู้คลอดแต่ละราย เพื่อค้นหาภาวะเสี่ยงและวางแผนให้การดูแลได้อย่างเหมาะสม เช่น การประเมินความก้าวหน้าของการคลอด อาการผิดปกติที่อาจพบในขณะประเมินการหดรัดตัวของมดลูก
-การพยาบาลผู้คลอดระยะรอคลอด —> ภาวะจิตใจและอารมณ์ เช่น กลัวความเจ็บปวด
ในระยะ Latent ยังเจ็บปวดไม่มาก ควรให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการคลอด แนะนำการปฎิบัติตัวในการดูแลตนเองในระยะรอคลอด เช่น ฝึกการหายใจ แต่ระยะ Active ไม่ควรสอนหรือแนะนำ แต่ควรช่วยควบคุมให้นำวิธีลดความเจ็บปวดมาใช้ เช่น การจัดท่าที่สุขสบาย นวดหลัง การใช้เทคนิคหายใจ, ภาวะทั่วไปของผู้คลอด —> การวัดสัญญาณชีพ , กิจกรรมการพักผ่อนและท่าของผู้คลอด —> ในรายที่เจ็บปวดไม่มากอนุญาตให้ลุกนั่งหรือเดินไปมาได้ ส่วนรายที่เจ็บครรภ์มากควรแนะนำให้นอนพักบนเตียง ท่านอนแนะนำให้นอนตะแคงซ้าย, กระเพาะปัสสาวะและอุจจาระ—> ควรกระตุ้นให้ผู้คลอดถ่ายปัสสาวะทุก 3-4 ชม. ถ้าปัสสาวะเองไม่ได้ ควรสวนปัสสาวะให้โดยการสวนทิ้ง, อาหารระหว่างรอคลอด ระยะ Latent ควรให้อาหารอ่อนย่อยง่าย ปริมาณน้อยๆแต่บ่อยครั้ง ,ระยะ Active ควรให้งดอาหารและน้ำ
การเฝ้าคลอดตามระยะเวลาที่กำหนด
1.วัด V/S ทุก 4 ชม. หรือในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนให้วัดตามแผนการรักษา
2.PV —> Latent ทุก 4 ชม., Active ทุก 2 ชม.
3.จับ Contraction —> Latent ทุก 1 ชม.
Active ทุก 30 นาที
4.ฟัง FHS —> Latent ทุก 30 นาที, Active ทุก 15 นาที
นวัตกรรม ผ้าโอบกอดสายใยรัก
-การผลิตผ้าโอบกอดสายใยรักเพิ่มประสิทธิภาพในการโอบกอดระหว่างแม่กับลูกขณะที่มารดาเย็บแผลในห้องคลอด และลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ในการเฝ้าขณะได้รับการโอบกอด
วัตถุประสงค์
เพื่อส่งเสริมให้มารดาทารกได้รับการโอบกอดทันทีหลังคลอด
ป้องกันการพลัดตกขณะโอบกอด
มารดามีความพึงพอใจในบริการท่าโอบกอดสายใยรัก
ประโยชน์ที่ได้รับ
1.ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้ตามนโยบาย
2.ป้องกันความเสี่ยงจากการพลัดตกเตียงขณะแม่โอบกอดลูกบนเตียงคลอด
3.แม่สามารถโอบกอดลูกได้นาน และไม่มีอาการเมื่อยล้า มีความสุข สบายขึ้น
4.ลดภาระงานเจ้าหน้าที่ในการเฝ้าระวังเด็กทารกพลัดตกเตียงคลอด
เอกสารอ้างอิง
ลักษคณา เจริญราษฎร์. (2564). ผ้าโอบกอดสายใยรัก. งานห้องคลอด. โรงพยาบาลสกลนคร.
อักษราภัค ศรีนางาม. (2551). การพยาบาลมารดาในระยะคลอด
ตัวอย่างข้อวินิจฉันทางการพยาบาลในระยะคลอด
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล —> ผู้รับบริการไม่สุขสบายเนื่องจากเจ็บครรภ์คลอด
ข้อมูลสนับสนุน
S -ร้องเรียกพยาบาลตลอดเวลา บอกว่าปวดมากเมื่อไหร่จะคลอดร้องขอยาแก้ปวด
O -มารดา กระสับกระส่าย นอนพลิกตัวไปมา
วัตถุประสงค์
- มารดามีความสุขสบายมากขึ้น
เกณฑ์การประเมินผล
มารดาให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามคำบอก
มารดาสามารถพักผ่อนได้ในระยะมดลูกคลายตัว
กิจกรรมการพยาบาล
พูดคุยสร้างสัมพันธภาพกับมารดาและญาติ
อธิบายธรรมชาติของการคลอดบุตร ต้องเจ็บถี่ขึ้นจนกว่าจะคลอด
ให้คำแนะนำญาติ ช่วยนวดหลัง ลูบหน้าท้อง เพื่อบรรเทาอาการเจ็บครรภ์
จัดท่าให้นอนตะแคงซ้าย เพื่อให้สุขสบาย ไม่แน่นอึดอัดท้อง
ได้รับยาPethidine50 mg+Dimenhydrinate25 mgฉีดเข้าหลอดเลือดดำช้าๆ เพื่อแก้ปวด
การประเมินผล
หลังได้รับยา มารดาสามารถหลับพักได้ในระยะ
มดลูกคลายตัวให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามคำบอก