Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด**, image, image …
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด**
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีโรคหรือผิดปกติของหัวใจ
1.1 โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี(Coronary artery disease, CAD)
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
อายุ เพศชาย 45 ปีขึ้นไปและหญิงอายุ 55ปีขึ้นไป
ประวัติคนในครอบครัว ส่วนปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ได้แก่ 1) การสูบบุหรี่ซึ่งมีสารพิษทำลายเซลล์หลอดเลือด
2) ภาวะอ้วนค่า BMI มากกว่า 30
กลไกการเกิดโรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี
การมีPlaque โคเลสเตอรอลและสารอื่น สะสมในผนังของหลอดเลือดแดงรวมทั้งหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นในหนาตัวขึ้นหรือมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)เมื่อ Plaque ก่อให้เกิดการอักเสบหรือบาดเจ็บของผนังหลอดเลือด ร่างกายจะซ่อมแซมโดยการจับตัวเป็นก้อนของเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวส่งผลให้ช่องในหลอดเลือดตีบแคบมากขึ้น มีการอุดตันใน หลอดเลือดแดงหัวใจโคโรนารี จึงทําให้เลือดไหลผ่านไม่ได้เกิดความไม่สมดุลของปริมาณออกซิเจนทีกล้ามเนื้อหัวใจต้องการและปริมาณออกซิเจนที่กล้ามเนื้อหัวใจได้รับ โดยเฉพาะช่วงที่ต้องการออกซิเจนมาก
อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ
ไม่มีอาการ เมื่อเริ่มมีหลอดเลือดตีบ
อาการอื่นได้แก่ ใจสั่น เหงื่อออก เหนื่อยขณะออกแรง เป็นลม หมดสติ หรือเสียชีวิตเฉียบพลัน
การประเมินภาวะสุขภาพผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ
การซักประวัติ
อาการเจ็บแน่นหน้าอก ประวัติเจ็บป่วยในอดีต
การตรวจร่างกาย
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
cardiac enzymes* ที่บ่งชี้ถึงการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ เช่น Troponin T (TnT)
การตรวจพิเศษอื่นๆ
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)* ช่วยในการวินิจฉัยและรักษาได้เร็ว
การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ
การรักษาด้วยยาต่างๆ ตามอาการ เช่น ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
การรักษาในภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
ยาต้านเกร็ดเลือด (Antiplatelet agents)
ยาละลายลิ่มเลือด (Thombolytic หรือ fibrinolytic agents)
ยาต้านการเเข็งตัวของเลือด (Anticoagulant agents)
การสวนหัวใจ และพิจารณาเปิดหลอดเลือดหัวใจ
การขยายหลอดเลือดโดยการใช้บอลลูนร่วมกับเครื่องมือใหม่ (Percutaneous Coronary Intervention, PCI)
การขยายหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยบอลลูน (Percutaneous Transluminal Coronary Angioplasty, PTCA)
การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือ การทําทางเดินของหลอดเลือดใหม(Coronary Artery Bypass Grafting, CABG หรือ Bypass)
การพยาบาลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
ระยะฉุกเฉิน** ผู้ป่วยต้องได้รับการวินิจฉัยให้เร็วที่สุด และประเมินอัตราเสี่ยงประเมินและเฝ้าระวัง CHF, Cardiogenic shock
ระยะแรก พิจารณาให้ Reperfusion therapy ให้เร็วที่สุดเพื่อลดขนาด/ ป้องกันการตายของกล้ามเนื้อหัวใจเพิ่ม
ภายหลังจากระยะแรก (Subsequent care) การดูแลหลัง reperfusion
ก่อนออกจากโรงพยาบาล ** การประเมินอัตราเสี่ยงหัวใจล้มเหลวและลดอัตราตาย
การฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ
การเริ่มฟื้นฟูจะเริ่มประมาณ 3-5 วันภายหลังกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือภายหลังการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจและผู้ป่วยไม่มีเจ็บหน้าอก วันที่ 3 ผู้ป่วยที่จะเริ่มจะต้องไม่มีภาวะแทรกซ้อน
การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ
เจ็บหน้าอกเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนไม่พียงพอกับความต้องการ
-ประเมินอาการเจ็บอกจากลักษณะ ตําแหน่ง ความรุนแรง อาการเจ็บ
วิตกกังวลเกี่ยวกับความเจ็บป่วย/พร่องความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง
ดูแลให้ได้รับยา Nitroglycerin 1 tab อมใต้ลิ้น เมื่อเจ็บหน้าอกตามแผนการรักษา
ประเมินภาวะขาดออกซิเจนได้แก่ สีผิว Capillary refill timeอาการเจ็บหน้าอก ปวดศีรษะ สับสน ทุก 2-4 ชั่วโมงหลังตื่นนอนตอนเช้า
มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการทํา Percutaneous coronaryintervention (PCI): เช่นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด/เลือดออกบริเวณที่ใส่สายสวนในหลอดเลิอดแดง/ การอุดตันในหลอดเลือดแดง/ไตบาดเจ็บเฉียบพลัน
ประเมิน EKG monitor อาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น
ประเมินอาการปวด เพื่อให้ยาลดหรือบรรเทาอาการปวด
สังเกตการถ่ายปัสสาวะ ถ้า 6 ชั่วโมงไม่ถ่ายปัสสาวะ
พร่องความรู้ในการดูแลตนเอง
การใช้ยาไนโตรกลีเซอรีน (Nitroglycerine) อมเมื่อเจ็บหน้าอก
เมื่อเจ็บหน้าอก ให้อมยาใต้ลิ้นหรือในกระพุ้งแก้ม อม 1 เม็ดเมื่อมีอาการ
การรับประทานยาแอสไพรินเพื่อป้องกันการแข็งตัวของเลือดตามแผนรักษา
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิดหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว
ภาวะหัวใจห้องบนสั่น (Atrial fibrillation, AF)
ปัจจัยเสี่ยง
อายุที่เพิ่มขึ้น เพศชาย ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เช่น CAD, mitral valve heart disease,
การประเมินภาวะสุขภาพผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว
การซักประวัติ สอบถามระยะเวลา ความถี่ ความรุนแรง ปัจจัยกระตุ้น
การตรวจร่างกาย เมื่อมี AF อาจมี drop beat หรือ pulse deficit
การตรวจพิเศษ - EKG: ลักษณะคลื่น P wave หายไป มี fibrillation (f) wave
การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
ปัจจัยเสี่ยงสูง (Major risk factors (ข้อละ 2 คะแนน): 1) อายุ ≥75 ปี
ปัจจัยเสี่ยง (Clinically relevant non-major risk factors (ข้อละ 1 คะแนน)
หาก CHA2DS2 -VASc score ≥ 2 คะแนนในเพศชาย และ ≥ 3 คะแนน ในเพศหญิงแนะนำให้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) เพื่อป้องกัน stroke
การรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว
การรักษาด้วยยา
ยาเพื่อให้EKG เป็น sinus rhythm เช่น Amiodarone ซึ่งต้องระวัง QT prolong
การช็อกหัวใจด้วยไฟฟ้า (cardioversion) เพื่อปรับอัตราการเต้นของหัวใจใหม่
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว
-วิตกกังวลเกี่ยวกับการเจ็บป่วย/ พร่องความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง
-ประเมินความวิตกกังวลและความกลัว
-แนะนำการรับประทานยาต่อเนื่องเพื่อป้องกันลิ่มเลือด
การพยาบาลผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจผิดปกติ(Cardiac valvular disease, Valvular heart disease,Heart valve disease)
โรค Mitral Stenosis
โรค Mitral Regurgitation
โรค Aortic Stenosis
โรค Aortic Regurgitation
อาการและอาการแสดง
ส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ อาจพบหัวใจเต้นแรง รู้สึกได้ที่บริเวณcarotid และ temporal
การประเมินภาวะสุขภาพ
การซักประวัติหอบเหนื่อย
การตรวจร่างกาย สัญญาณชีพ ชีพจรไม่สม่ำเสมอ หอบเหนื่อย ขาบวม เสียงฟู
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (CXR) เช่น หัวใจโต หรือเส้นเลือดไปปอดขยายใหญ่
การรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจ
การรักษาด้วยยา ได้แก่ 1) ยาดิจิทาลิส รักษาอาการเต้นเร็วของเวนตริเคิล
การรักษาด้วยวิธีการขยายหรือถ่างลิ้นหัวใจตีบด้วยบอลลูน (Balloon valvuloplasty)
การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนหรือซ่อมแซมลิ้นหัวใจ
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะลิ้นหัวใจผิดปกติ
ความทนต่อการทำกิจกรรมลดลงเนื่องจากปริมาตรเลือดออกจากหัวใจลดลง
ประเมินสัญญานชีพ ลักษณะการเต้นของหัวใจความแรงและจังหวะชีพจร
การกำซาบเนื้อเยื่อลดลงเนื่องจากปริมาตรเลือดออกจากหัวใจลดลง
ประเมินภาวะการติดเชื้อ เช่น multiple respiratory infection
พร่องความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง
แนะนำความผิดปกติของลิ้นหัวใจ และความสำคัญในการดูแลตนเอง อาการที่ผิดปกติและต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างรีบด่วน