Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
เศรษฐศาสตร์การจัดการ, Screenshot 2023-03-14 230311, 631071131 ปวเรศ…
เศรษฐศาสตร์การจัดการ
ความยืดหยุ่นของอุปทาน
- เส้นอุปทานที่ไม่มีความยืดหยุ่นเลย (Perfectly Inelastic Demand) ทุกจุดบนเส้นอุปทานนี้มีค่าความยืดหยุ่นเป็น 0
ลักษณะเส้นอุปทาน ในลักษณะนี้ ถึงแม้ราคาสินค้าชนิดนี้จะ เปลี่ยนแปลงเป็นอัตราส่วนอย่างไรก็ ตามปริมาณการเสนอขายจะไม่ เปลี่ยนแปลง เช่น ยา นำ้มัน
- เส้นอุปทานที่มีความยืดหยุ่นต่อราคาน้อย (Inelastic Supply) ค่าความยืดหยุ่น ณ จุดใด ๆ บนเส้น อุปทานเดียวกันนี้จะไม่เท่ากัน
ลักษณะเส้นอุปทาน แบบนี้มีความหมาย ว่า ถึงแม้ราคาสินค้าชนิดนี้จะเปลี่ยนแปลงเป็นอัตราส่วนมากเพียงไรก็ ตาม ปริมาณเสนอขายจะเปลี่ยนแปลง เป็นอัตราส่วนน้อยกว่าอัตราส่วนของ ราคาที่เปลี่ยนแปลง เช่น ยา งานศิลปะ สินค้าจำเพราะเจาะจง
- เส้นอุปทานที่มีความยืดหยุ่นคงที่ (Unitary Elastic Supply) ทุกจุดบนเส้นอุปทานนี้มีค่าความยืดหยุ่นเท่ากับ 1
ลักษณะเส้นอุปทาน เช่นนี้แสดงว่า ถึงแม้ ราคาสินค้าชนิดนี้จะเปลี่ยนแปลงใน อัตราส่วนใดก็ตาม ปริมาณเสนอขายจะ เปลี่ยนแปลงในทางทิศทางเดียวกันเป็น อัตราส่วนที่เท่ากัน
เช่น แรงงาน วัตถุดิบ สินค้าเกษร จำพวกไฟฟ้า ตั่วการเดินทาง
- เส้นอุปทานที่มีความยืดหยุ่นต่อราคามาก ( Elastic Supply) ค่าความยืดหยุ่น ณ จุดใด ๆ บนเส้นอุปทานเดียวกัน นี้จะไม่เท่ากัน ลักษณะเส้นอุปทานเช่นนี้มี ความหมายว่า เมื่อราคาสินค้านั้น เปลี่ยนแปลงปริมาณการเสนอขาย เปลี่ยนแปลงไปในอัตราส่วนที่ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของราคา เช่น เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเกษตร ตั่วการเดินทาง
- เส้นอุปทานที่มีความยืดหยุ่นมากที่สุด (Perfectly Elastic Supply) ทุกจดบนเส้นอุปทานมีค่าความยืดหยุ่นเท่ากับ ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ลักษณะเส้นอุปทานเช่นนี้มีความหมาย ว่าถ้าราคาสินค้าอยู่ ณ ระดบราคาเติม จํานวนขายจะไม่จํากัดจํานวน แต่ถ้า ราคาลดลงแม้เพียงเล็กน้อย สินค้าจะไม่ มีขายเลยในตลาด
เช่น สินค้าดิจิทัล เช่น เพลง คลิป วิดิโอบนYouTube
-
-
Product innovation
- นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation)
การปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วให้พัฒนาก้าวหน้า
เช่น รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ, จอโทรทัศน์แบบ HDTV, หูฟังไร้สาย เป็นต้น
- นวัตกรรมกระบวนการ (Process Innovation) การพัฒนาแนวทาง วิธีผลิตสินค้าและบริการ ให้มีรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้น อาจจะเป็นการลดขั้นตอนกระบวนการผลิตให้รวดเร็วมากขึ้น เพื่อประหยัดต้นทุนและเวลา เช่น การย้ายฐานการผลิตสินค้าไปยังแหล่งใหม่ เป็นต้น
- นวัตกรรมด้านการวางตำแหน่งของสินค้า (Position Innovation)
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของนวัตกรรม สินค้าและบริการ จากแบบเดิมๆ ที่คนส่วนใหญ่รู้จักหรือคุ้นเคยอยู่แล้ว ไปสู่การรับรู้ใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้น เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีและภาพลักษณ์ใหม่ๆ สู่ผู้บริโภค เช่น เครื่องสำอางที่ปรับปรุงแบรนด์ โดยใช้เทคโนโลยีปรับปรุงสูตรใหม่ ทำให้ครองใจกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นมากขึ้น เป็นต้น
- นวัตกรรมด้านกระบวนทัศน์ (Paradigm Innovation)
การสร้างนวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดเดิมๆ ได้ เพื่อนำไปสู่การสร้างกรอบความคิดใหม่ๆ เช่น จากเดิมเชื่อว่าสมาร์ทโฟน 5G จะต้องมีราคาที่สูง แต่เทคโนโลยีก็ทำให้สมาร์ทโฟนเหล่านี้ราคาถูกลง และสามารถเข้าถึงคนหลายระดับได้มากขึ้น เป็นต้น
Business Model Canvas
HOW (สีฟ้า) ประกอบด้วย
- Key Partner (พันธมิตรหลัก): คู่ค้าหรือพันธมิตรหลักที่มีส่วนช่วยในการดำเนินธุรกิจ
- Key Activities (กิจกรรมหลัก): กิจกรรมต่างๆที่มีส่วนช่วยในการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ
- Key Resources (ทรัพยากรหลัก): สิ่งที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น พนักงาน ระบบหลังบ้าน ระบบบัญชี เป็นต้น
WHAT (สีส้ม) ประกอบด้วย
- Value proposition (การเสนอคุณค่า): คุณค่าที่ธุรกิจได้ส่งมอบให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพอใจสูงสุด
WHO (สีเหลือง) ประกอบด้วย
- Customer Relationship (ความสัมพันธ์กับลูกค้า): การสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าหรือการช่วยเหลือ สร้างความสัมพันธ์เพื่อเก็บข้อมูล และรักษาฐานลูกค้า นำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของธุรกิจ
- Customer Segment (กลุ่มลูกค้า): กลุ่มลูกค้าที่มีโอกาสที่จะมาซื้อหรือใช้บริการสินค้าของเรา
- Channel (ช่องทาง): ช่องทางที่ลูกค้านั้นสามารถซื้อ หรือ ใช้บริการ หรือ เข้าถึงคุณค่าทางธุรกิจที่เราได้นำเสนอให้แก่ลูกค้า
MONEY (สีเขียว) ประกอบด้วย
- Cost Structure (โครงสร้างต้นทุน): ตุ้นทุนในการดำเนินทางการทางธุรกิจหรือต้นทุนที่ใช้ในการส่งมอบคุณค่าให้แก่ลูกค้า
- Revenue Streams (กระแสรายได้): รูปแบบหรือช่องทางที่มีการเกิดรายได้เข้ามายังธุรกิจ
อดัม สมิธ
เศรษฐกิจการเมือง (Political Economy) เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีคำศัพท์ว่า Economics ต่อมาคำว่าเศรษฐกิจ (Economy) ได้ถูกปรับรูปเป็นคำว่าเศรษฐศาสตร ์(Economics) และกลายเป็นสาขาวิชาอีกแขนงหนึ่งเป็นต้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1870 อดัม สมิธ เป็นนักปรัชญาคนแรกที่เสนอว่าความรำ่รวยของประเทศ ไม่ไดขึ้นอยู่กับเงินคงคลังแต่ขึ้นอยู่กับขนาดเศรษฐกิจ
แนวคดิเกี่ยววกับผลผลิตมวลรวมประชาชาติ(GDP) การส่งออกไม่แน่ว่าจะเป็น ประโยชน์ หรือการนำเข้าก็ไม่แน่ว่าจะเป็นการขาดทุน การค้าขายอาจจะก่อให้เกิด ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายคู่ค้า (win-win situation) และกลไกการตลาด เปรียบเสมือน "มือที่มองไม่เห็น" (Invisible Hand) ซึ่งในระยะยาว (long run) มีแนวโน้มจะปรับตัวเข้าสู่จุดสมดุล
-
อุปสงค์และอุปทาน
อุปสงค์ (demand) หมายถึง ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคมีความเต็มใจที่จะซื้อ และสามารถซื้อหามาได้ในขณะใดขณะหนึ่ง ณ ระดับราคาต่างๆที่ตลาดกำหนด กฎอุปสงค์คือ เราจะซื้อสินค้ามากขึ้นเมื่อราคานั้นต่ำลง และจะซื้อสินค้านั้นน้อยลงเมื่อสินค้าราคาสูงขึ้น
อุปทาน (supply) หมายถึงปริมาณความต้องการเสนอขายสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการมีความเต็มใจที่จะเสนอขาย และสามารถจัดหามาขายหรือให้บริการได้ในขณะใดขณะหนึ่ง ณ ระดับราคาต่างๆที่ตลาดกำหนดมาให้
จากความหมายของอุปทาน
กฎอุปทานคือ เราจะอยากขายสินค้านั้นเมื่อราคาสินค้านั้นสูงขึ้น และขายสินค้านั้นน้อยลงเมื่อราคานั้นต่ำลง
Gross Domestic Product (GDP) มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ถูกผลิตในประเทศในช่วงเวลาหนึ่งๆ
ซึ่งคำนวณมาจาก GDP = C+I+G+(X-M) โดยแต่ละตัวแปรมีความหมายดังนี้
-
-
-
X - M = Export ลบด้วย Import คือจะต้องตัวเลขการส่งออกลบด้วยการนำเข้าถึงจะเห็นอัตราการบริโภคสุดท้ายที่แท้จริง
-
-
-
-
-
-