Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ภาวะความผิดปกติของอิเล็กโตรไลท์. - Coggle Diagram
ภาวะความผิดปกติของอิเล็กโตรไลท์.
แคลเซียม
แคลเซียมต่ำ (Hypocalcemia)
การตรวจวินิจฉัย
การตรวจทางคลินิก (Physical Examination
✅
Trousseau’s Sign
→ ใช้เครื่องวัดความดันรัดแขน 3 นาทีแล้วมือเกร็งหดตัว
✅
Chvostek’s Sign
→ แตะที่หน้าหูแล้วกล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก
แพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อหาสัญญาณของภาวะแคลเซียมต่ำ เช่น
การตรวจเลือด (Blood Tests
ระดับแคลเซียมในเลือด (Serum Calcium Level)**
ค่าปกติ:
8.5 - 10.5 mg/dL
Hypocalcemia:
ต่ำกว่า 8.5 mg/dL
Hypocalcemia รุนแรง:
ต่ำกว่า 7 mg/dL
แคลเซียมอิสระ (Ionized Calcium, iCa)
เป็นแคลเซียมที่ร่างกายนำไปใช้ได้จริง
ค่าปกติ:
4.4 - 5.4 mg/dL
หากแคลเซียมอิสระต่ำ แต่แคลเซียมรวมปกติ อาจเกิดจากโปรตีนในเลือดผิดปกติ
ระดับอัลบูมินในเลือด (Serum Albumin Level)
แคลเซียมในเลือดส่วนใหญ่จับกับอัลบูมิน หากอัลบูมินต่ำ อาจทำให้แคลเซียมรวมดูต่ำได้โดยไม่ใช่ภาวะ Hypocalcemia จริง ๆ
หากอัลบูมินต่ำ ควรใช้ค่า
Corrected Calcium Formula
เพื่อคำนวณระดับแคลเซียมที่แท้จริง
ระดับแมกนีเซียมในเลือด (Serum Magnesium Level)
แมกนีเซียมต่ำอาจทำให้เกิด Hypocalcemia ได้ เนื่องจากมีผลต่อการทำงานของฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (PTH)
ระดับฟอสฟอรัสในเลือด (Serum Phosphorus Level)
Hypocalcemia ที่มีฟอสฟอรัสสูง อาจเกิดจากภาวะไตวายหรือภาวะพาราไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
ระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (Parathyroid Hormone, PTH)
ใช้ตรวจหาสาเหตุของ Hypocalcemia
PTH ต่ำ
→ อาจเกิดจากภาวะพาราไทรอยด์บกพร่อง (Hypoparathyroidism)
PTH สูง
→ อาจเกิดจากภาวะไตวายเรื้อรัง หรือภาวะพร่องวิตามินดี
ระดับวิตามินดี (Vitamin D Level, 25(OH)D)
วิตามินดีต่ำอาจเป็นสาเหตุของ Hypocalcemia เพราะร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง
การรักษา
การให้แคลเซียมเสริม
กรณีรุนแรง
: แพทย์อาจให้แคลเซียมทางหลอดเลือดดำ (Calcium gluconate หรือ Calcium chloride) ในกรณีที่มีอาการรุนแรง เช่น ชัก หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
กรณีไม่รุนแรง
: ให้แคลเซียมรับประทาน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate) หรือ แคลเซียมซิเตรต (Calcium citrate)
การเสริมวิตามินดี
หากภาวะแคลเซียมต่ำเกิดจากการขาดวิตามินดี แพทย์อาจให้วิตามินดีเสริม เช่น
Cholecalciferol (D3)
หรือ
Ergocalciferol (D2)
ในบางกรณีอาจใช้
Calcitriol
ซึ่งเป็นวิตามินดีในรูปที่ออกฤทธิ์ทันที
การรักษาตามสาเหตุ
Hypoparathyroidism (พาราไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ)
→ อาจต้องได้รับฮอร์โมนพาราไทรอยด์สังเคราะห์ร่วมกับแคลเซียมและวิตามินดี
โรคไตเรื้อรัง
→ ควบคุมฟอสฟอรัสในอาหาร และใช้ยาจับฟอสเฟต (Phosphate binders)
ภาวะดูดซึมผิดปกติ (Malabsorption)
→ อาจต้องได้รับการรักษาระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย
การปรับอาหาร
รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น
นม, โยเกิร์ต, เต้าหู้, ปลาตัวเล็กที่กินทั้งกระดูก, ผักใบเขียว
หลีกเลี่ยงอาหารที่ขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม เช่น อาหารที่มีออกซาเลตสูง (ผักโขม, ชา, ช็อกโกแลต) และอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง (น้ำอัดลม, อาหารแปรรูป)**
การพยาบาล
การประเมินผู้ป่วย (Assessment)
• การตรวจสอบอาการและอาการแสดง: ตรวจสอบอาการที่เกี่ยวข้องกับภาวะแคลเซียมต่ำ เช่น ชัก, อาการชาและเสียว, การกระตุกของกล้ามเนื้อ, หรือความอ่อนแอของกล้ามเนื้อ
• ประเมินระดับความรู้สึกเจ็บปวดหรืออาการอื่นๆ: เช่น อาการปวดกระดูก
• การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: ตรวจระดับแคลเซียมในเลือด (Ca2+), ระดับฟอสฟอรัส, ฮอร์โมนพาราไธรอยด์ (PTH) และวิตามินดี
การวางแผนการพยาบาล (Planning)
• กำหนดเป้าหมายการรักษา: เช่น การฟื้นฟูระดับแคลเซียมในเลือดให้กลับสู่ภาวะปกติ และการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
• การวางแผนการให้ยา: วางแผนการให้แคลเซียมเสริมทั้งในรูปแบบทางปากและทางหลอดเลือด (ตามที่แพทย์สั่ง)
กิจกรรมการดูแล (Implementation)
• การให้ยา:
• หากผู้ป่วยมีภาวะรุนแรง ให้แคลเซียมทางหลอดเลือด (เช่น calcium gluconate หรือ calcium chloride)
• หากอาการไม่รุนแรง ให้แคลเซียมในรูปแบบเม็ด (เช่น calcium carbonate หรือ calcium citrate)
• ให้วิตามินดีเสริม (เช่น cholecalciferol) เพื่อช่วยการดูดซึมแคลเซียม
• การติดตามอาการ:
• ตรวจสอบอาการที่เกี่ยวข้องกับการมีแคลเซียมในเลือดต่ำ เช่น ชัก หรืออาการชาที่มือและเท้า
• ติดตามการหายใจและการทำงานของระบบประสาท เช่น ตรวจการตอบสนองทางสติปัญญาหรือการสั่นของมือ
• การปรับอาหาร:
• ส่งเสริมให้ผู้ป่วยทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม, โยเกิร์ต, ผักใบเขียว
• การดูแลจากภาวะแทรกซ้อน:
• หากผู้ป่วยมีภาวะชัก ควรให้การดูแลที่ถูกต้อง เช่น การติดตามการหายใจและการช่วยชีวิตเบื้องต้น
• ตรวจสอบการทำงานของระบบไตและการหายใจ
การศึกษาและคำแนะนำ (Education)
• การให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะแคลเซียมต่ำ: อธิบายสาเหตุของภาวะนี้และวิธีการรักษา
• การแนะนำการทานอาหาร: แนะนำอาหารที่มีแคลเซียมสูงและการรับวิตามินดี
• การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยา: แนะนำให้ผู้ป่วยทานยาอย่างสม่ำเสมอและไม่ขาดยา
การประเมินผล (Evaluation)
• การติดตามระดับแคลเซียม: ตรวจสอบระดับแคลเซียมในเลือดอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามผลการรักษา
• การประเมินการปรับปรุงอาการ: เช่น การลดอาการชาและเสียว หรือการลดการเกิดชัก
• การปรับปรุงแผนการดูแล: หากระดับแคลเซียมยังไม่ฟื้นฟู ควรปรับแผนการรักษา เช่น การเพิ่มขนาดยาหรือการให้วิตามินดีเพิ่มเติม
การดูแลด้านจิตใจ
• การสนับสนุนจิตใจ: เนื่องจากภาวะแคลเซียมต่ำสามารถทำให้ผู้ป่วยวิตกกังวลหรือเครียด การให้การสนับสนุนทางจิตใจและคำปรึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลผู้ป่วย
• การให้คำแนะนำในการรับมือกับอาการ: ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับภาวะที่เกิดขึ้น และทำให้ผู้ป่วยรู้สึกมั่นใจในการรักษา
ความหมาย
คือ ภาวะที่ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน อาจเกิดขึ้นได้หากร่างกายสูญเสียแคลเซียมปริมาณมาก หรือร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้อย่างเพียงพอ ซึ่งอาจทำให้เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ตามมา โดยเฉพาะโรคกระดูกพรุนหรือภาวะกระดูกบาง เนื่องจากแคลเซียมจำเป็นต่อระบบประสาท กล้ามเนื้อ กระดูก ฟัน
ระดับแคลเซียมในเลือดที่ปกติ: 8.5 - 10.5 mg/dL
ภาวะแคลเซียมต่ำ (Hypocalcemia): ต่ำกว่า 8.5 mg/dL
ภาวะแคลเซียมต่ำรุนแรง: ต่ำกว่า 7 mg/dL
สาเหตุ
1.ขาดวิตามินดี → วิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ ถ้าขาดวิตามินดีจะทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดลดลง
2.ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานผิดปกติ (Hypoparathyroidism) → ต่อมนี้ผลิตพาราไทรอยด์ฮอร์โมน (PTH) ซึ่งช่วยควบคุมระดับแคลเซียมในเลือด
3.โรคไตเรื้อรัง → ไตช่วยกรองและควบคุมแร่ธาตุในเลือด หากทำงานผิดปกติจะส่งผลต่อระดับแคลเซียม
4.ภาวะแมกนีเซียมต่ำ (Hypomagnesemia) → แมกนีเซียมมีส่วนช่วยในการผลิตพาราไทรอยด์ฮอร์โมน หากขาดอาจทำให้แคลเซียมต่ำ
5.โรคตับหรือการดูดซึมผิดปกติ → โรคทางเดินอาหาร เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) อาจทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดลง
6.ผลข้างเคียงจากยา เช่น ยาขับปัสสาวะ ยารักษาโรคลมชัก หรือยาคีเลตที่ใช้รักษาภาวะฟอสเฟตสูง
อาการและอาการแสดง
ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (Neuromuscular Symptoms) แคลเซียมมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของเซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อ ดังนั้นเมื่อแคลเซียมต่ำ จะส่งผลให้เกิดภาวะกระตุ้นประสาทและกล้ามเนื้อมากผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการต่อไปนี้
อาการชาและเสียวแปลบ (Paresthesia): พบมากที่ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า รอบริมฝีปาก และลิ้น
กล้ามเนื้อกระตุก (Muscle Twitching): อาจเป็นแบบเบา ๆ หรือกระตุกรุนแรง
ตะคริว (Muscle Cramps): โดยเฉพาะที่มือ เท้า และใบหน้า
มือหดเกร็ง (Carpopedal Spasm หรือ Trousseau's Sign): เมื่อตรวจโดยใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแล้วรัดแขนไว้ 3 นาที มือจะเกิดการหดเกร็งโดยอัตโนมัติ
ใบหน้ากระตุก (Chvostek’s Sign): เมื่อใช้นิ้วหรือเครื่องมือแตะบริเวณหน้าหู กล้ามเนื้อใบหน้าจะกระตุก
อาการเกร็งกล้ามเนื้อแบบรุนแรง (Tetany): หากภาวะรุนแรงมากขึ้น อาจทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งทั้งตัว
ระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Symptoms)
แคลเซียมมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการเต้นของหัวใจ หากแคลเซียมต่ำ อาจทำให้เกิด
หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia): อาจเต้นช้าหรือเร็วผิดปกติ
ความดันโลหิตต่ำ (Hypotension): ทำให้เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม
หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Heart Failure): ในกรณีที่แคลเซียมต่ำอย่างรุนแรง
ระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Symptoms)
ภาวะแคลเซียมต่ำสามารถส่งผลต่อกล้ามเนื้อเรียบในทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการ
เบื่ออาหาร (Loss of Appetite)
คลื่นไส้ อาเจียน (Nausea & Vomiting)
ปวดเกร็งในช่องท้อง (Abdominal Cramping)
ท้องเสีย (Diarrhea)
ระบบผิวหนัง ผม และเล็บ (Dermatologic Symptoms)
แคลเซียมมีบทบาทต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนังและอวัยวะเกี่ยวเนื่อง ถ้าแคลเซียมต่ำเป็นเวลานาน อาจเกิดอาการดังนี้
ผิวแห้ง หยาบกร้าน (Dry, Rough Skin)
เล็บเปราะ หักง่าย (Brittle Nails)
ผมร่วง (Hair Loss / Alopecia)
เป็นแผลง่ายและหายช้า (Slow Wound Healing)
ระบบจิตใจและสมอง (Neuropsychiatric Symptoms)
แคลเซียมมีผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาทส่วนกลาง อาการที่อาจพบ ได้แก่
อารมณ์แปรปรวนง่าย (Mood Swings)
ซึมเศร้า (Depression)
วิตกกังวล (Anxiety)
สมาธิสั้น ความจำลดลง (Poor Concentration & Memory Impairment)
ภาวะสับสน (Confusion or Delirium)
แคลเซียมสูง
ความหมาย
Hypercalcemia หรือภาวะแคลเซียมในเลือดสูง เป็นภาวะที่อาจทำให้กระดูกของผู้ป่วยอ่อนแอลง ทำให้เกิดนิ่วในไต และส่งผลต่อการทำงานของสมองและหัวใจได้ เนื่องจากมีระดับแคลเซียมในเลือดสูงกว่าปกติ โดยภาวะนี้มักเกิดจากต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หรืออาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การใช้ยาบางชนิด การบริโภคแคลเซียมหรือวิตามินดีเสริมมากเกินไป โรคมะเร็งหรือการเจ็บป่วยอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้
สาเหตุ
ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินไป เป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุด อาจเกิดจากการมีเนื้องอก หรือต่อมพาราไทรอยด์ขยายใหญ่ขึ้น โดยเพศหญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปจะเสี่ยงเกิดภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินได้มากกว่าคนทั่วไป
ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง หากมีของเหลวในกระแสเลือดน้อยอาจทำให้ระดับแคลเซียมเพิ่มสูงขึ้นได้ โดยเป็นสาเหตุของภาวะ Hypercalcemia ที่ไม่รุนแรงหรือเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด
การเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ หากต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งหรือนอนบนเตียง เมื่อกระดูกไม่ได้ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักเป็นเวลานาน อาจทำให้กระดูกสลายแคลเซียมสู่กระแสเลือดได้
โรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งเม็ดเลือด เป็นต้น โรคมะเร็งเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง นอกจากนี้ การแพร่กระจายของมะเร็งไปยังกระดูกก็เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะ Hypercalcemia ได้เช่นกัน
โรคอื่น ๆ เช่น วัณโรค และโรคซาร์คอยโดซิส เป็นต้น เป็นโรคที่อาจส่งผลให้มีระดับวิตามินดีในเลือดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้ระบบทางเดินอาหารดูดซึมแคลเซียมมากกว่าปกติ
พันธุกรรม โรคทางพันธุกรรมบางชนิดอาจส่งผลให้มีระดับแคลเซียมที่ผิดปกติได้ เช่น ภาวะ Familial Hypocalciuric Hypercalcemia ที่เกิดจากร่างกายขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะได้น้อยลง แต่ผู้ป่วยโรคนี้มักไม่มีอาการแสดงหรือภาวะแทรกซ้อนใด ๆ จึงไม่จำเป็นต้องรับการรักษา
ซึ่งเป็นเหตุให้มีระดับแคลเซียมเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เช่น ยาลิเธียมที่นำมาใช้รักษาโรคไบโพลาร์ เป็นต้น
อาหารเสริม การบริโภคแคลเซียมหรือวิตามินดีเสริมในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเพิ่มขึ้นจนผิดปกติได้
การรักษา
การรักษาภาวะ Hypercalcemia จะขึ้นอยู่กับสาเหตุ โดยผู้ที่มีภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานเกิน ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อย อาจต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อนำเอาต่อมพาราไทรอยด์ที่ผิดปกติออกไป ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แพทย์อาจต้องคอยเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล และอาจได้รับการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้
ให้สารน้ำหรือของเหลวเข้าทางหลอดเลือด
ใช้ยารักษาตามสาเหตุ เช่น ยาแคลซิโทนินสำหรับควบคุมระดับแคลเซียมในเลือด ยาแคลซิมิเมติกที่ช่วยควบคุมการทำงานของต่อมพาราไทรอยด์ และยาเพรดนิโซโลนหากมีภาวะ Hypercalcemia เนื่องจากมีระดับวิตามินดีสูงเกินไป เป็นต้น
ใช้ยาขับปัสสาวะ เช่น ยาฟูโรซีไมด์ เป็นต้น เพื่อช่วยขับแคลเซียมที่มีมากเกินไปออกทางปัสสาวะ
หากไตได้รับความเสียหาย ผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการฟอกไตด้วย
ใช้ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนตส์ เพื่อหยุดการสลายตัวของกระดูกและการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย
การพยาบาล
การประเมินสภาพผู้ป่วย
• ตรวจระดับแคลเซียมในเลือด (Serum calcium) และอิเล็กโทรไลต์อื่น ๆ
• สังเกตอาการทางระบบประสาท กล้ามเนื้อ และหัวใจ
• ประเมินภาวะขาดน้ำ
การดูแลและการรักษา
• กระตุ้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากขึ้น (2.5-3 ลิตร/วัน) เพื่อลดระดับแคลเซียมและป้องกันนิ่วในไต
• ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ (IV Normal Saline, 0.9% NaCl) เพื่อขับแคลเซียมออกทางไต
• ให้ยาลดระดับแคลเซียม เช่น
• ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Loop diuretics (เช่น Furosemide)
• ยา Biphosphonates (เช่น Pamidronate, Zoledronic acid) กรณีที่มีภาวะแคลเซียมสูงจากมะเร็ง
• ยา Calcitonin ช่วยลดการสลายกระดูก
• ยากลุ่ม Corticosteroids กรณีเกิดจากพิษของวิตามินดี
• กรณีรุนแรง อาจต้องทำ Dialysis เพื่อลดระดับแคลเซียม
การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว
• แนะนำให้ลดอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผลิตภัณฑ์นม
• หลีกเลี่ยงอาหารเสริมแคลเซียมหรือวิตามินดีเกินขนาด
• กระตุ้นให้ดื่มน้ำมากขึ้นเพื่อป้องกันนิ่วในไต
• ติดตามระดับแคลเซียมในเลือดเป็นระยะ
การติดตามและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน
• ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อติดตามภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
• เฝ้าระวังภาวะไตวายเฉียบพลัน
• ประเมินภาวะซึมเศร้าและสับสนในผู้ป่วยสูงอายุ
อาการและอาการแสดง
ผู้ป่วย Hypercalcemia ในระดับไม่รุนแรงอาจไม่มีอาการใด ๆ ปรากฏให้เห็น แต่ในรายที่ป่วยรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับระดับแคลเซียมในเลือดและอวัยวะที่ได้รับผลกระทบด้วย เช่น
อาการในระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หรือท้องผูก เป็นต้น
ไตผิดปกติ เช่น กระหายน้ำมากขึ้น ปัสสาวะบ่อย เป็นต้น
กล้ามเนื้อกระตุก หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
การทำงานของสมองเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการบางอย่าง เช่น เหนื่อย อ่อนเพลีย หรือสับสน เป็นต้น
ในกรณีที่กระดูกอ่อนแอหรือบางลง อาจทำให้มีอาการปวดกระดูกและกระดูกแตกหักได้ง่าย
อาการเกี่ยวกับหัวใจ เกิดขึ้นเมื่อมีภาวะ Hypercalcemia อย่างรุนแรง จึงส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและอาจทำให้เกิดอาการ เช่น ใจสั่น หน้ามืด หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น และอาจมีปัญหาอื่น ๆ เกี่ยวข้องกับหัวใจ แต่มักพบได้น้อย
การตรวจวินิจฉัย
เนื่องจากภาวะ Hypercalcemia มักไม่มีอาการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน แพทย์จึงอาจตรวจพบภาวะนี้จากการตรวจเลือด ซึ่งจะช่วยให้ทราบระดับแคลเซียมในเลือดและระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์ที่อาจบ่งบอกได้ว่ามีภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานเกิน
นอกจากนั้น อาจมีการทดสอบอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้มีแคลเซียมในเลือดสูง เช่น
การเอกซเรย์หน้าอก เพื่อตรวจดูมะเร็งในปอด
การตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม (Mammogram) เพื่อตรวจหามะเร็งเต้านม
การทำ MRI Scan เพื่อตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะและโครงสร้างอื่น ๆ ภายในร่างกายอย่างละเอียด
การทำ CT Scan เป็นการวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติต่าง ๆ ในร่างกายอย่างละเอียด
การตรวจ DEXA หรือการตรวจประเมินความแข็งแรงของกระดูก
แมกนีเซียม
แมกนีเซียมต่ำ
(Hypomagnesemia )
สาเหตุ
การรับประทานอาหารที่มีแมกนิเซียมน้อย เช่น อาหารแปรรูป หรืออาหารที่ขาดสารอาหาร
การขับแมกนิเซียมออกทางปัสสาวะมากเกินไป อาจเกิดจากการใช้ยาขับปัสสาวะ (diuretics), การมีภาวะไตเสื่อม
การดูดซึมแมกนิเซียมที่ไม่ดี เช่น ในผู้ป่วยโรคทางเดินอาหาร ทำให้การดูดซึมแมกนิเซียม
ลดลง
การสูญเสียแมกนิเซียมจากการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ทำให้การดูดซึมแมกนิเซียมลดลงและเพิ่มการขับออกทางปัสสาวะ
การตรวจวินิจฉัย
2.การตรวจเลือด
(Serum Magnesium Test)
การตรวจแมกนีเซียมในปัสสาวะ (Urinary Magnesium Test)
1.ซักประวัติ การรับประทานยาขับปัสสาวะ การดื่มแอลกอฮอล์
โรคประจำตัว รวมถึงการตรวจร่างกาย
การรักษา
การให้แมกนีเซียมทดแทดในรายที่มีอาการไม่รุนแรงชนิดกินได้
ในรายที่มีอาการรุนแรงให้แมกนีเซียมทดแทนทางหลอดเลือดดำ
4.การปรับอาหาร โดยการเพิ่มอาหารที่มีแมกนีเซียมสูงในอาหารประจำวัน เช่น ถั่วและเมล็ดพืช อัลมอนด์, เมล็ดฟักทอง, เมล็ดทานตะวัน
5.หลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจทำให้แมกนีเซียมถูกขับออกจากร่างกายมากเกินไป เช่น การใช้ยาขับปัสสาวะเป็นระยะเวลานาน หรือการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
3.ในรายที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเเมกนีเซียมต่ำ เนื่องจากกินได้น้อย ติดสุรา แนะนำให้ปรึกษาแพทย์และนักโภชนาการ เพื่อบำบัดอาการติดสุราและปรับโภชนาการ
2.แนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยการต้ม เพราะจะทำให้สูญเสียเเมกนีเซียม
ถ้าพบ Torsades De Pointes ร่วมกับ Cardiac Arrest ให้ Mgso4 1-2 gm ทางหลอดเลือดดำในเวลา 5-20 นาที
กรณีพบ Torsades De Pointes เป็นระยะๆ แต่ไม่มี Cardiac Arrest ให้ในเวลา 5-60 นาที
ถ้ามีอาการชักให้ Mgso4 2 gm ทางหลอดเลือดดำในเวลา10นาที
การพยาบาล
ประเมินอาการ
ตรวจสอบอาการที่อาจแสดงถึงภาวะแมกนีเซียมต่ำ เช่น กล้ามเนื้อเกร็ง, การกระตุกของกล้ามเนื้อ, หรือปัญหาการเต้นของหัวใจ (เช่น อาการหายใจเร็ว หรือลำบาก) และประเมินระดับแมกนีเซียมในเลือดโดยการตรวจเลือด
วัด V/S ทุก4ชั่วโมง หรือตามความรุนแรง
ติดตาม EKG เพื่อฝ้าระวังความผิดปกติ เช่น TORSADES DE POINTES
ให้คำแนะนำผู้ป่วยเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมสูง เช่น ผักใบเขียว ธัญพืช เมล็ดพืช
แนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เนื่องจากอาจทำให้ระดับแมกนีเซียมต่ำลง
ดูแลการให้แมกนีเซียมทดแทนตามแผนการรักษา
ในรายโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 เฝ้าระวังภาวะแมกนีเซียมในเลือดสูง ส่วนในโรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 หรือได้รับการบำบัดทดแทนหน้าที่ไต เช่น HEMODIALYSIS, PERITONEAL DIALYSIS หากพบภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ให้รายงานแพทย์ผู้รักษาเพื่อค้นหาสาเหตุและแก้ไขสาเหตุ
ติดตามระดับแมกนีเซียมในพลาสมา
ความหมาย
แมกนิเซียมในเลือดต่ำกว่าระดับ 1.5 meq/L (1.8 Mg/dl )
อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบประสาท, กล้ามเนื้อ, และหัวใจ
อาการและการเเสดง
ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ พบ Chvosteck's Sign (กล้ามเนื้อรอบๆ ปากหรือเบ้าตากระตุก )
และ Trousseau's Sign (การกระตุกหรือเกร็งของกล้ามเนื้อในแขนและมือ )ให้ผลบวก
หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ชนิด Torsades De Pointes, Ventricular Fibrillation
หัวใจเต้นผิดปกติ (arrhythmia
4.ชัก
แมกนีเซียมสูง
(HYPERMAGNESEMIA)
ความหมาย
ภาวะที่ระดับแมกนีเซียมในเลือดสูงกว่าปกติ โดยค่าปกติของแมกนีเซียมในเลือดอยู่ที่ประมาณ 1.7–2.2 mg/dL (0.7–1.1 mmol/L) หากระดับสูงเกิน 2.5 mg/dL (1.2 mmol/L) ถือว่าเป็นภาวะแมกนีเซียมสูง
สาเหตุ
ไตขับแมกนีเซียมออกทางปัสสาวะได้ลดลง
ได้รับแมกนีเซียมในปริมาณที่มากเกินไป ได้แก่ การได้รับยาถ่าย หรือยาเคลือบกระเพาะ
มีการดูดกลับแมกนีเซียมที่ไตมากขึ้น
อาการและอาการเเสดง
อาการหน้าแดง
หัวใจเต้นผิดจังหวะ พบ EKG ผิดปกติ
กล้ามเนื้อลายอ่อนแรง Deep Tendon Reflex ลดลง ซึม สับสน ถึงขั้นหมดสติ
การตรวจวินิจฉัย
การซักประวัติและตรวจร่างกาย
การตรวจเลือดเพื่อวัดระดับแมกนีเซียมในเลือด
การตรวจการทำงานของไตเช่น ค่า BUN, Creatinine
การตรวจดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ EKG
การรักษา
ให้ 10% Calcium Gluconate 10 ml ทางหลอดเลือดดำในเวลา 2-5 นาที เพื่อต้านฤทธิ์ของยา M" ก่อน
ให้ 0.9% NSS ทางหลอดเลือดดำ เพื่อเพิ่มการขับแมกนีเซียมออกทางไต ส่วนการให้ยาขับปัสสาวะ Furosemide จะยับยั้งการดูดกลับแมกนีเซียมที่ไต
ในรายที่มีภาวะไตวายรักษาโดยการล้างไต
ติดตาม V/S และ EKG ทุก 4 ชม.หรือตามความรุนแรง
การพยาบาล
ในรายที่อาการไม่รุนแรงและไตยังทำหน้าที่ปกติ
1.ค้นหาสาเหตุและแก้ไข
2.ติดตามอาการที่บ่งบอกถึงภาวะแมกนีเซียมสูง เช่น อาการหน้าแดง คลื่นไส้อาเจียน
3.ติดตามระดับ Mg2+ ในพลาสมา
ในรายที่อาการรุนแรง
1.ดูแลให้ 10% Calcium Gluconate 10 ml ทางหลอดเลือดดำในเวลา 2-5 นาที ตามแผนการรักษา
2.ดูแลให้ 0.9% NSS ทางหลอดเลือดดำ เพื่อเพิ่มการขับแมกนีเซียมออกทางไต
3.ดูแลให้ยาขับปัสสาวะ
4.ติดตามอาการที่บ่งบอกถึงภาวะแมกนีเซียมสูง
5.ติดตาม EKG เพื่อประเมินคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
6.V/S ทุก 4 ชม. หรือตามความรุนแรง
7.เตรียมผู้ป่วยเพื่อรับการทำ Hemodialysis หรือ Peritoneal Dialysis ในรายที่มีภาวะไตวายและใช้การรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล