Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา, ด.ญ.ปาหนัน มโนรัตน์ ม.2/1 เลขที่23 - Coggle…
ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา
ลิขสิทธิ์(Copyright)
หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะกระทำการใดๆ กับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกในรูปแบบอย่างใด โดยประเภทของงานอันมีลิขสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้ง 9 ประเภท
1.งานวรรณกรรม เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ คำปราศรัย รวมทั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Coding, Source Code)ด้วย
2.งานการแสดง นาฏกรรม เช่น งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว
3.งานวิจิตรศิลป์ ศิลปกรรม เช่น ภาพวาด ประติมากรรม งานพิมพ์ งานตกแต่งสถาปัตย์ ภาพถ่าย ภาพวาดเขียน แผนที่ ภาพร่าง งานประยุกค์ศิลป์ (งานประยุกตศิลป์ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ 25 ปีหลังจากวันจัดสร้าง)
4.งานดนตรีกรรม เช่น คำร้อง ทำนอง การเรียบเรียง เสียงประสาน และโน้ตเพลง
5.งานสิ่งบันทึกเสียง เช่น เทปเพลง ซีดีเพลง แผ่นเสียง
6.งานโสตทัศนวัสดุ เช่น วีซีดี วีดิโอเทป แผ่นดิสก์ที่บันทึกข้อมูลภาพและเสียงเอาไว้
7.งานภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์ รวมทั้งเสียงประกอบด้วย
8.งานแพร่เสียงแพร่ภาพ เช่นการแพร่ภาพกระจายเสียง ทางวิทยุ หรือโทรทัศน์
9.งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี วิทยาศาสตร์ หรือศิลปะ
ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial Property)
หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ ความคิดสร้างสรรค์นี้อาจเป็นความคิดในการประดิษฐ์คิดค้น ซึ่งอาจจะเป็นกระบวนการหรือเทคนิคในการผลิต ที่ได้ปรับปรุงหรือคิดค้นขึ้นใหม่หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่เป็นองค์ประกอบและรูปร่างของตัวผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องหมายการค้า ความลับทางการค้า การคุ้มครองพันธุ์พืช แบบผังภูมิของวงจรรวม และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น โดยทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมแบ่งออกได้ดังนี้
1.สิทธิบัตร (Patent)
เป็นการคุ้มครองการคิดค้นสร้างสรรค์ที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์ (Invention) หรือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Industrial Design) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท
สิทธิบัตร (Patent) คือ เอกสารทางกฎหมายที่ออกเพื่อคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยให้สิทธิ์เฉพาะแก่เจ้าของในการผลิต ขาย ให้เช่า หรือแจกจ่ายการประดิษฐ์ในประเทศที่ได้รับการคุ้มครอง เจ้าของสิทธิบัตรสามารถกีดกันผู้อื่นจากการใช้ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์หรือการออกแบบนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์ใช้สอย เช่น อุปกรณ์ที่มีการทำงานเฉพาะ หรือการออกแบบที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น รูปทรง ลวดลาย หรือสีของผลิตภัณฑ์
ในการขอรับสิทธิบัตร ผู้ขอต้องเปิดเผยรายละเอียดของสิ่งประดิษฐ์หรือการออกแบบอย่างครบถ้วนต่อสำนักงานสิทธิบัตรในประเทศที่ต้องการการคุ้มครอง การมีสิทธิบัตรช่วยให้ผู้ประดิษฐ์สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ และใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การก่อตั้งธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นวัตกรรม หรือการให้เช่าสิทธิ (license-out) ให้ผู้อื่นนำไปผลิตหรือพัฒนาต่อยอด”
2.เครื่องหมายการค้า (Trademark)
หมายถึง เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือตรา ที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ
ประเภทของเครื่องหมายการค้า
“เครื่องหมาย” สามารถอยู่ในรูปแบบของคำ แบบ2-D และ 3-D เสียง หรือสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งได้ โดยเครื่องหมายแบ่งได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่
1.เครื่องหมายการค้า (Trademark) เป็นเครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น NIKE RED BULL Coca-Cola เพื่อแสดงว่าเครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของบุคคลอื่น
2.เครื่องหมายการบริการ (Service Mark) เป็นเครื่องหมายที่ใช้กับงานบริการ ตัวอย่างเช่น FedEx Hilton Kasikorn Bank เพื่อแสดงว่าเครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายของบุคคลอื่น
เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) เป็นเครื่องหมายที่เจ้าของใช้รับรองสินค้าหรือบริการของผู้อื่น เพื่อใช้รับรองแหล่งที่มา ส่วนประกอบ วิธีการผลิต คุณภาพของสินค้าหรือบริการนั้นว่าเป็นไปตามมาตราฐานตามเงื่อนไขของเครื่องหมายรับรองหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ตรามาตรฐานของ Halal ISO หรือ FDA แม่ช้อยนางรำ เป็นต้น
เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) เป็นเครื่องหมายการค้าหรือบริการที่ใช้โดยบริษัทหรือวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน ตัวอย่างเช่น Siam Cement Group (SCG) หรือ กลุ่ม Charoen Pokphand (CP)
3.ความลับทางการค้า (Trade Secrets)
ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป โดยเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากข้อมูลนั้นเป็นความลับ และมีการดำเนินการตามสมควรเพื่อทำให้ข้อมูลนั้นปกปิดเป็นความลับ
4.ชื่อทางการค้า (Tradename)
หมายถึง ชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการ
ตัวอย่างชื่อทางการค้า เช่น ไทยประกันชีวิต ขนมบ้านอัยการ เป็นต้น
5.สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication)
สัญลักษณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เรียกหรือใช้แทนแหล่งภูมิศาสตร์และสามารถบ่งบอกว่าสินค้าที่เกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้น เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะของแหล่งภูมิศาสตร์ดังกล่าว
ตัวอย่างสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เช่น ข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ ผ้าไหมยกดอกลำพูน ส้มโอนครชัยศรี ไข่เค็มไชยา เป็นต้น
6.แบบผังภูมิของวงจรรวม (Layout – Designs Of Integrated Circuit)
หมายถึง แบบ แผนผัง หรือภาพที่ทำขึ้น ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบหรือวิธีใดเพื่อแสดงถึงการจัดวาง และการเชื่อมต่อของวงจรไฟฟ้า
ตัวอย่างแบบผังภูมิวงจรรวม เช่น ตัวนำไฟฟ้า หรือตัวต้านทาน เป็นต้น
ด.ญ.ปาหนัน มโนรัตน์ ม.2/1 เลขที่23