Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อ (HIV/AIDS & TB & Nosocomial infection) -…
การพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อ
(HIV/AIDS & TB & Nosocomial infection)
HIV
HIV เชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะยึดจับและทำลายเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 เป็นสาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากไม่รับการรักษา ระดับ CD4 ลดต่ำลงเรื่อยๆ จะทำให้ป่วยเป็นเอดส์ได้
โรคเอดส์ (AIDS) คือระยะท้ายของการติดเชื้อ HIV ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและมีโรคแทรกซ้อนได้ เชื้อ HIV จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า CD4 (ซีดีโฟร์) ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายลดต่ำลง ทำให้มีโอกาสเกิดการติดเชื้อโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคเอดส์ (AIDS) คือระยะท้ายของการติดเชื้อ HIV ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและมีโรคแทรกซ้อนได้ เชื้อ HIV จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า CD4 (ซีดีโฟร์) ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายลดต่ำลง ทำให้มีโอกาสเกิดการติดเชื้อโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
การติดต่อของเชื้อ HIV
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เช่น ไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย ไม่ว่าชายกับชาย ชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิง ทั้งทางช่องคลอดและทวารหนัก
2.ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV ซึ่งมักพบในกลุ่มผู้ฉีดสารเสพติดเข้าเส้นเลือด
3.การสัมผัสเลือดหรือน้ำเหลืองของผู้ติดเชื้อ HIV ผ่านผิวสัมผัสที่เป็นแผลเปิดหรือรอยถลอก
4.การติดต่อจากแม่สู่ลูก ทั้งระหว่างตั้งครรภ์ การคลอดและการเลี้ยงดูด้วยนมแม่
5.การรับโลหิตบริจาคที่มีเชื้อ HIV ปนเปื้อน
ระยะของการติดเชื้อ
ระยะเฉียบพลัน(Active HIV)
เกิดขึ้นระหว่าง 2-4 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ
บางรายไม่มีอาการ บางรายอาจมี acute retroviral syndrome (ARS) โดยมีอาการคล้ายไข้หวัด (Flu-like Symptoms) เช่น ไข้ ปวดหัว เจ็บคอ ต่อมน้าเหลืองโต มีผื่น ปวดเมื่อยตามร่างกาย
เป็นช่วงที่ไวรัสเพิ่มจำนวนในร่างกายอย่างรวดเร็ว และมีปริมาณไวรัสในเลือดสูง จึงเป็นระยะที่มีความเสี่ยงสูงมากที่ผู้ติดเชื้อจะแพร่กระจายไวรัสไปยังผู้อื่น
ระยะสงบ/เรื้อรัง (Chronic HIV)
อาจยาวนานได้หลายปี (โดยเฉพาะหากผู้ติดเชื้อได้รับยาต้าน ไวรัสอย่างเหมาะสม)
ไวรัสจะยังคงเพิ่มจำนวนในร่างกาย แต่มีปริมาณน้อยกว่าในระยะเฉียบพลัน
หากไม่ได้รับการรักษา ปริมาณไวรัสจะเพิ่มขึ้นช้า ๆ และ CD4 จะลดลงอย่างต่อเนื่อง
ระยะโรคเอดส์ (AIDS)
เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ ที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องอย่างมาก ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเสียชีวิตสูง
จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเอดส์ เมื่อ
-CD4 < 200 cell/mm3 หรือ
-มีการติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection)
ชนิดรุนแรง พร้อมกันหลายโรค
มีอาการแสดงตามโรคฉวยโอกาสที่เป็น
Window period
ช่วงเวลาตั้งแต่ที่ได้รับเชื้อจนถึงเวลาที่สามารถตรวจพบเชื้อในร่างกายได้ มีเชื้อแต่ยังตรวจไม่พบ
แต่เป็นระยะที่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้
หากผลเป็นลบในช่วงนี้ แนะนำให้ตรวจซ้าอีกครั้งเพื่อยืนยันผล (โดยทั่วไปแนะนำที่หลัง 90 วัน นับจากวันที่สัมผัสเชื้อ
การตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี
การตรวจหาเชื้อ HIV ต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับบริการ โดยมีการให้คำปรึกษาก่อนและหลังตรวจ การแจ้งผลตรวจทำเป็นการส่วนตัวเท่านั้น การตรวจหาเชื้อทำได้ 2 รูปแบบ คือผู้ขอรับการตรวจเองหรือได้รับการเสนอให้ตรวจ สำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน ผู้ป่วยวัณโรค หญิงตั้งครรภ์ และผู้ใช้ยาเสพติด การตรวจในระยะแรกของการติดเชื้ออาจไม่พบแอนติบอดี (Anti-HIV) ซึ่งเรียกว่าช่วง
window period
ต้องใช้การตรวจหา p24 antigen หรือ HIV-RNA เพื่อตรวจหาการติดเชื้อในช่วงนี้
การรักษาการติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์
การรับประทานยาต้านไวรัส (Antiretroviral drugs)
Entry/Fusion inhibitor (EIs) ยับยั้งการเกาะของไวรัสเข้ากับ host’s cell membrane
Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NNRTIs) ยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ Reverse transcriptase ที่ไม่ใช่อนุพันธุ์ของสาร Nucleosides
Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs) ยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ Reverse transcriptase ที่เป็นอนุพันธุ์ของสาร Nucleosides
Protease Inhibitors (PIs) ยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ Protease
Integrase Inhibitors (IIs) ยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ Integrase
เป้าหมายของการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวี
ลดปริมาณเชื้อเอชไอวี ให้ต่าที่สุด (< 50 copies/mL) และนานที่สุด
เพิ่มจำนวนเซลล์ CD4
ป้องกัน drug resistance
วัณโรค (Tuberculosis, TB)
การติดเชื้อวัณโรคเกิดจากการสูดหายใจละอองฝอยที่มีเชื้อ M. tuberculosis เชื้อวัณโรคถูกทำลายโดยง่ายด้วยแสงแดดและอากาศที่ถ่ายเท ติดต่อผ่านทางฝอยละอองขนาดเล็ก (Airborne) เมื่อไอ จาม
สามารถรับเชื้อได้เนื่องจาก
การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
ภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอ
กลุ่มเสี่ยงของการติดเชื้อวัณโรค
ภูมิต้านทานโรคต่ำ
ได้รับยากดการสร้างภูมิต้านทานโรค
ภาวะโภชนาการไม่ดี
เจ็บป่วยหรือโรคเรื้อรัง
อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่เชื้ออยู่รอด
อาการและอาการแสดง
ในระยะแรก ๆ อาการอาจไม่เห็นชัดเจน
อาการแทรกซ้อน :
แพร่ไปอวัยวะอื่น เช่น เยื่อหุ้มสมอง, ฝีใน ปอด มีน้ำในช่องหุ้มปอด, ต่อมน้ำเหลือง กระดูก ลำไส้ และลุกลามไปที่เยื่อบุช่องท้อง ไต
ไข้เรื้อรัง ไอเป็นเลือด ช็อก กระดูก ลาไส้ และ ลุกลามไปที่เยื่อบุช่องท้อง ไต กล่องเสียง เป็นต้น
การวินิจฉัยวัณโรค
ซักประวัติการสัมผัสโรค
อาการและอาการแสดง
เอกซเรย์ปอด
AFB Culture: Sputum, Bronchoalveolar Lavage etc.
เป็น gold standard มีความไวและจำเพาะ 100% แต่รอผลนาน ทำให้ได้เริ่มการรักษาช้า
AFB smear: Sputum, Bronchoalveolar Lavage etc.
การตรวจหาวัณโรคระยะแฝง
• Tuberculin skin test (TST)
• Interferon-gamma release assay (IGRA)
Latent TB
อาการทางคลินิก : ไม่มี
เอกซเรย์ปอด (CXR) : ปกติ
การแพร่กระจายเชื้อ : ไม่แพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น
การทดสอบทูเบอร์คูลิน (TST) : ไม่มี/พบก้อนแกรนูโลมา
การตรวจ IGRA : เป็นบวก
การย้อมเชื้อ AFB (AFB smear) : เป็นบวก
การเพาะเชื้อ AFB (AFB culture) : เป็นลบ
Active TB
อาการทางคลินิก : มี
เอกซเรย์ปอด (CXR) : มีความผิดปกติ
• Cavitary lesions
• Infiltrate
• Nodules
การแพร่กระจายเชื้อ : สามารถแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น
การทดสอบทูเบอร์คูลิน (TST) : มักเป็นบวก
การตรวจ IGRA : มักเป็นบวก
การย้อมเชื้อ AFB (AFB smear) : เป็นบวกหรือลบก็ได้
การเพาะเชื้อ AFB (AFB culture) : เป็นบวก
การรักษา
ยาหลัก 5 ตัว
1.Isoniazid (INH) ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์
2.Rifampicin (R) ยับยั้งการสร้าง DNA
3.Pyrazinamide (Z) ยับยั้งการสร้างกรดไขมันและโปรตีน
4.Ethambutol (E) ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์
5.Streptomycin
การรักษาวัณโรคใช้เวลา 6 เดือน ช่วง 2 เดือนแรกเป็นการรักษาเข้มข้นด้วยยาทั้ง 4 ตัว ส่วนช่วง 4 เดือนหลังเป็นการรักษาต่อเนื่องโดยใช้ยา 2 ตัว ผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 6 เดือน ห้ามหยุดยาเองแม้อาการจะดีขึ้น เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำหรือดื้อยา ผู้ป่วยจะไม่แพร่กระจายโรค หลังเริ่มยาไปแล้ว 2 สัปดาห์