Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Status epilepticus ผู้ป่วยชาย อายุ 69 ปี - Coggle Diagram
Status epilepticus
ผู้ป่วยชาย อายุ 69 ปี
Care
Specific clinical Risk
[มีภาวะไตเสียหน้าที่
การส่งตรวจพิเศษ
CT brain with CM : Stable of a 4.8
4.3
4.4-cm enhancing extraaxial lesion along right anterior temporal con exits with adjacent brain edema this mass abutting right Middle Cerebral Artery
Right frontal craniotomy
WBC 12.40 10^3/uL (4.00-10.00)
HCT 36.6 % (37.0-54.0)
MCV 79.3 fl (80-100)
PLT 426 10^3/uL (140-400)
NE% 76.5 % (50.0-70.0)
NE# 9.5 10^3/uL (2.0-7.0)
LY% 11.1 % (20.0-40.0)
MO% 1.4 10^3/uL (0.1-1.0)
EO% 0.8 % (1.0-5.0)
BUN 6.7 mg/dL (8.4-25.7)
Creatinine 0.63 mg/dL (0.73-1.18)
Common clinical Risk
ยาที่ผู้ป่วยได้รับ
Phenytoin 250 mg. iv drip 100 mg + NSS 100 ml
Dormicum 100 mg.+NSS 80 ml iv 3 ml/hr.
keppra 500 mg.+ NSS 100 ml.
Diazepam 10 mg / 2 ml iv prn for seizure
มีโอกาสติดเชื้อระหว่างการรักษา
UTI เนื่องจากผู้ป่วยคาสายสวนปัสสาวะ
มีโอกาสเกิดแผลกดทับ เนื่องจากผู้ป่วยถูกจำกัดการเคลื่อนไหว
ประเมิน Weaning Criteria ผ่าน
Communication
CC : ปากด้านซ้ายกระตุกมากขึ้น 3 hr. PTA
PI : 1 day PTA ทานได้ปกติ ทานได้มากขึ้น
1 hr. PTA ชัก ปากซ้ายกระตุกมากขึ้น ไม่มีแขนขากระตุก
พยาธิสภาพ
การเปลี่ยนแปลงเฉียบพลันการทำงาน
ระบบประสาทส่วนกลางจากการก่อ
กระแสประสาทขึ้นเอง(epileptform activity)
จากโรคของเซลล์ประสาท ในgraymatter
ของcortexหรือ ในbrain stem
ขาดการยับยั้งของวงจรประสาท
วงจรยับยั้งของระบบประสาทเกิดจากการทำงานแบบป้อนกลับเชิงลบจาก hippocarnpus
สัญญาณประสาทมาจาก perforatepathถูกส่งไปยังเซลล์กรามูลอีกส่วนหนึ่งก็กระตุ้นเซลล์มอชชี่และเซลล์บาสเก็ต(mossy cell และbasket cell) ซึ่งเป็นเซลล์ประสาทที่สร้างสารสื่อประสาท GABA ทำให้เกิดสัญญาประสาทไปยับยั้งเซลล์กรานูล โดยปกติใยประสาทของเซลล์ กรานูลและเซลล์มอซซี่จะไปประสานกับเชลล์พีรามิด (CA3 pyramidal cell)
การขาดสารสื่อประสาทGABA จากการขาดสารตั้งต้น (วิตามินบี6)ความบกพร่องของตัวGABA Receptorทำให้กลไกการยับยั้งวงจร
ประสาทในสมองเสียไป
เซลล์ประสาทที่ก่อให้เกิดการชัก
เซลล์ประสาทจะไวต่อการกระตุ้นเนื่องจากคุณสมบัติพิเศษของ
myelin sheath , Na-K pump และdonnaneffect ในระยะพักเซลล์
ประสาทจะมีความต่างศักย์ระหว่างเซลล์ประมาณ-70 มิลลิโวลด์
หากเกิดการกระตุ้นNaจากภายนอกวิ่งเข้าเชลล์ทำให้ความเป็นลบลดลง
หากถึงระยะ-55มิลลิโวลด์ก็จะเกิดการส่งสัญญาณประสาทเซลล์อื่น
กลไกที่เซลล์ประสาทก่อให้เกิดการกำเนิด
สัญญาณประสาทอย่างผิดปกติ
ในระยะดีโพลาไรเชชันมีการเลื่อนระดับเป็นพักๆ
(paroxysmaldepolarization shift)
เกิดการกระตุ้นตัวรับ AMPAในระยะแรก
เกิดศักย์เร้าหลังจุดประสานประสาท
(excitatorypost-synapticpotential,EPSP) agissalร็ว
การกระตุ้นตัวรับ NMDAทำให้เกิดศักย์เร้า
หลังจุดประสานประสาท ที่มากและนานกว่าเดิม
การนำโชเดียมและแคลเชียมเข้าเซลล์สูงขึ้นๆ ทำให้ความเป็นบวกในเซลล์
สูงขึ้นๆ เป็นชุดๆต่อเนื่องโดยคงเส้นฐานที่ระยะเกิน thresholdpotentia
Continue
D METHOD
Diagnosis ให้ความรู้กับผู้ป่วยและญาติเกี่ยวกับโรคชัก สาเหตุ อาการนำชัก การสังเกต
อาการนำชัก ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย ความรู้สึกไม่ค่อยสบาย ปวดหรือชาบางส่วน เวียนศี เหงื่อแตก จุกแน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หน้าซีด หน้าแดง
สาเหตุ ไข้ เสียงดัง อดนอน แสงกระพริบ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด
Medication ให้ความรู้กับเราป่วยและญาติเกี่ยวกับยาที่ได้รับ
Environment จัดสิ่งแวดล้อมที่บ้านให้สะอาด อากาศถ่ายเท จัดวางสิ่งของให้เป็นระเบียบและลดสิ่งกระตุ้น เช่น การกระพริบของแสงไฟ การทำเสียงดัง
Treatment ให้ผู้ป่วยและญาติปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม สังเกตุอาการนำชัก และงดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์ และให้ผู้ป่วยรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ
Health แนะนำให้ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดิน โยคะ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงคาเฟอีกและแอลกอฮอล์
Out patient แนะนำแนะนำให้มาพบแพทย์ตามนัด
Died แนะนำให้รับประทานอาหารประเภทแมกนีเซียมสูง เช่น กล้วย อโวคาโด ผักใบเขียว
Team
พยาบาล
แพทย์
นักกายบำบัด
เภสัช
แพทย์รังสี
นักโภชนาการ
Human resource
บทบาท caregiver ในการดูแลผู้ป่วย status epilepticus
การดูแลด้านร่างกาย
การช่วยเหลือกิจวัตรประจำวัน (ADLs - Activities of Daily Living)
อาบน้ำ
แต่งตัว
ช่วยเหลือในการกินอาหาร
การป้องกันภาวะแทรกซ้อน
แผลกดทับ : เปลี่ยนท่าทางทุก 2 ชม.สำหรับผู้ป่วยที่ติดเตียงหรือจำกัดการเคลื่อนไหว
ดูแลด้านโภชนาการ
ควบคุมอาหารที่ลดปัจจัยเสี่ยง เช่น อาหารที่มีคาเฟอีนสูง อาหารที่มีน้ำตาลสูง แอลกอฮอล์
การฟื้นฟูสมรรถภาพและกายภาพบำบัด
กระตุ้นให้ฝึกเคลื่อนไหว โดยทำกายภาพบำบัดร่วมกับนักกายภาพ
การดูแลจิตใจด้านอารมณ์
ผู้ป่วยมักวิตกกัลวง ควรให้กำลังใจ
พูดคุยอย่างเข้าใจ ไม่กดดันหรือเร่งรัดการฟื้นตัว
เฝ้าระวังและสังเกตภาวะแทรกซ้อมผิดปกติ
ปวดศีรษะ
กระสับกระส่าย
ความรู้สึกไม่ค่อยสบาย
ปวดหรือชาบางส่วน
เวียนศีรษะ
เหงื่อแตก
จุกแน่นท้อง
คลื่นไส้ อาเจียน
Environment
ผู้ป่วยคาสายสวนปัสสาวะ
ล้างมือก่อนและหลังสัมผัสสายสวน
ระบบปิด (Closed system) → ห้ามเปิดสายท่อโดยไม่จำเป็น
แขวนถุงปัสสาวะต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะ แต่อย่าให้สัมผัสพื้น
หลีกเลี่ยงการดึงหรือพับงอสายสวน
เปลี่ยนสายสวนปัสสาวะ ทุก 2-4 สัปดาห์ หรือเมื่อพบการติดเชื้อ
Record
ผู้ป่วยมีภาวะชัก ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในระหว่างชัก
ข้อมูลสนับสนุน
S : -ผู้ป่วยให้ประวัติว่ามีโรคประจำตัวคือ Status epilepticus เดิมอยู่แล้ว
O : - E1V1M1
เป้าหมายการพยาบาล
ผู้ป่วยไม่มีอาการสำลักผู้ป่วยไม่มีอาการสำลักสิ่งคัดหลั่งเมื่อเกิดอาการชัก
เกณฑ์การประเมิน
ไม่มีอาการปลายมือปลายเท้าเขียว
ระดับ GCS > 8 คะแนน
การพยาบาล
จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยถ้ามีอาการชัก เช่น มีไม้กั้นเตียง มีแผ่นรองไม้กั้นเตียง (side rail pads)
เตรียมอุปกรณ์ suction, oral airway, O2 therapy
ให้ยากันชัก Phenytoin 250 mg, Keppra 500 mg และเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยา ได้แก่ เวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน สูญเสียการทรงตัว ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร
ถ้าผู้ป่วยชัก ให้จับนอนลงตะแคงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้สำลักเศษอาหาร น้ำลาย เข้าปอด ปลดเสื้อผ้าไม่ให้แน่นเกินไป จัดการสถานที่ให้โปร่งโล่งหายใจได้สะดวก ไม่จำเป็นต้องเอาสิ่งของใดๆ ใส่ปากเพื่อกันผู้ป่วยกัดลิ้น เพราะทำอันตรายให้ผู้ป่วยมากขึ้น ถ้ากลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้ในระหว่างชัก ภายหลังอาการสงบแล้ว ทำความสะอาดร่างกายพร้อมประเมินการบาดเจ็บ เช่น ช่องปาก ฟัน และภาวะเลือดออก
บันทึกอาการชักและระยะเวลาชัก
หาสาเหตุที่กระตุ้นหรือส่งเสริมทำให้ชัก
ประเมินสัญญาณชีพ SpO2 blood glucose
หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นภาวะชัก เช่น แสงไฟกระพริบ เสียงดัง การรบกวนการนอนหลับ
การประเมินผล
O2sat 100%
ไม่มีอาการปลายมือปลายเท้าเขียว
E4V4M6 รวม 14 คะแนน
เสี่ยงชักซ้ำ
ข้อสนับสนุน
S : -ผู้ป่วยให้ประวัติรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ
O : -
เป้าหมายการพยาบาล
ผู้ป่วยไม่เกิดภาวะชักซ้ำ
เกณฑ์การประเมิน
T 36.5-37.4 องศาเซลเซียส
PR 60-100 bpm
RR 90/60-140/90 mmHG
ผู้ป่วยไม่มีอาการซึม สับสน
-ไม่มีแขนขากระตุก
การพยาบาล
ประเมิน V/S , N/S ทุก 1 ชม.
ผู้ป่วยไม่มีอาการและอาการแสดงภาวะชักได้แก่ เกร็ง กระตุก แขนขาเกร็งท่าเดิมซ้ำๆ ประเมินการหายใจของผู้ป่วย
จัดท่านอนศีรษะสูง
หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดการชักขึ้นอีก เช่น จัดสิ่งแวดล้อมให้เงียบ สะอาด
ดูแลไม่ให้ผู้ป่วยมีไข้ วัด BT ทุก 4 ชม.
ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจน HFNC FiO2 0.4 flow 50 LPM ตามแผนการรักษา
การประเมินผล
ผู้ป่วยไม่ชักซ้ำ
T 37.9 co
PR 28 bpm
RR 17 bpm
BP 136/91 bpm
ไม่มีอาการซึม สับสน
ผู้ป่วยมีภาวะ Delirium
ข้อสนับสนุน
S : -
O : จากการสอบถามผู้ป่วยมีอาการเพ้อ คุยคนเดียว
เป้าหมายการพยาบาล
ผู้ป่วยไม่มีภาวะ Delirium
เกณฑ์การประเมิน
ผู้ป่วยไม่มีอาการเพ้อ
GCS E4V5M6
การพยาบาล
ประเมินระดับความรู้สึกตัว โดยใช้ Glasgow Coma Scale (GCS)
สังเกตอาการสำคัญ เช่น สับสน กระสับกระส่าย ประสาทหลอน
อารมณ์แปรปวน
จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ มีแสงสว่างเพียงพอ ลดสิ่งเร้าที่อาจทำให้ผู้ป่วยสับสน
ใช้มาตรการป้องกันการพลัดตกหกล้ม เช่น กั้นเตียง ประเมินความเสี่ยงการล้ม
ให้การดูแลใกล้ชิด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น พยายามลุกออกจากเตียงเอง
ส่งเสริมการฑักผ่อนที่เหมาะสม ลดเสียงรบกวนในช่วงกลางคืน
พูดกับผู้ป่วยด้วยน้ำเสียงสงบ ชัดเจน และใช้คำพูดสั้นๆ
เฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลง และแจ้งแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น
การประเมินผล
ผู้ป่วยไม่มีอาการเพ้อ
GCS E4V4M6