Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลผู้ป่วยโรคฉี่หนูที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันและมีภาวะช็อคจากการติดเชื้…
การพยาบาลผู้ป่วยโรคฉี่หนูที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันและมีภาวะช็อคจากการติดเชื้อในกระแสเลือด
ข้อวินิจฉัยการพยาบาล ข้อที่1
ผู้ป่วยมีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด (Septic shock)
กิจกรรมการพยาบาล
ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะช็อก ตรวจวัดสัญญาณชีพทุก 15-30 นาที Mornitoring Respiratory, ECG, Spo ประเมิน Capillary refll อย่างต่อเนื่องและประเมินระดับความรู้สึกตัวทุก 1-2 ชัวโมง
เฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงต่อการเกิด Vital organs failureโดยใช้เครื่องมือ qSOFA Score, SOFA Score, SOS Score, NEWS Score, MEWS Score และค่า Shock Index Score
โดยประเมินทุก 1-2 ชัวโมง
ให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง เพื่อให้เซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกายมีออกซิเจนอย่างเพียงพอกับความ
ต้องการของร่างกาย ติดตามและปรับการให้ออกซิเจนเป็นระยะๆเพื่อให้ Sp02 > 95%]
ให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง เพื่อให้เซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกายมีออกซิเจนอย่างเพียงพอกับความ
ต้องการของร่างกาย ติดตามและปรับการให้ออกซิเจนเป็นระยะๆเพื่อให้ Sp02 > 95%
ดูแลให้ยากระตุ้นการบีบหลอดเลือด Norepinephrine (4:250) IV drip 20 hr.
ติดตามระดับความดันโลหิต และปรับขนาดยาตามแผนการรักษา Keep MAP > 65 mmHg.
ดูแลให้ยาต้านจุลชีพทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษาของแพทย์ ได้แก่ยา Ceftriaxone 2gm.
IV drip OD, PGS 1.5 mu. in 5% D/W 100 ml. IV drip q 6 hr.
ดูแลให้ได้รับยาสเตียรอยด์ช่วยลดกระบวนการอักเสบ โดยใช้ยา Hydrocortisone 100 mg. IV stat then 200 mg. in 5% D/W 100 ml. IV drip in 24 hr. พร้อมทั้งสังเกตลข้างเคียงของยา ได้แก่ ภาวะ
กล้ามเนื้ออ่อนแรง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
ตรวจประเมินร่างกายระบบต่างๆซ้ำเป็นระยะๆ เพื่อประเมินระยะของการช็อก โดยสังเกต ระดับ
ความรู้สึกตัว อาการกระสับกระส่าย สับสน ซึมลง ไม่รู้สึกตัว ผิวหนังเย็นชื้นชื้น
เจาะเลือดส่งตรวจเพื่อหา Source of infection และ ติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
เพื่อประเมินการติดเชื่ออย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ผลการตรวจ CBC VBG และค่า Serum lactate
ดูแลสายสวนปัสสาวะให้อยู่ในระบบปิด บันทึกจำนวนปัสสาวะ ลักษณะ สีปัสสาวะ ปริมาณ
ปัสสาวะทุก 1 ชัวโมง เพื่อประเมินภาวะ Tissue Perfusionและประสิทธิภาพการทำงานของไต เฝ้าระวังภาวะ
ให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยและญาติเป็นระยะๆอย่างเพียงพอ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับการเจ็บป่วย
และให้ความร่วมมือตามแผนการรักษา
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลที่2
ผู้ป่วยมีภาวะการหายใจล้มเหลว (Respiratory fallure) จากมีการติดเชื้ดเชื้อในกระแสเลือด
ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะพร่องออกซิเจน ได้แก่ ปลายมือปลายเท้าเย็นริม ฝีปากและเล็บชืดเขียว กระสับกระส่าย สับสน ซึม ระดับความรู้สึกตัวลดลง หายใจเร็วตื่น หากพบว่าผู้ป่วย มีระดับ ความรุนแรงของภาวะพร่องออกชิเจนมากขึ้น รายงานแพทย์เพื่อให้การรักษา
ติดตามวัดสัญญาณชีพ ค่าออกชิเจนในร่างกาย ประเมินคะแนน NEWS ลักษณะการหายใจและ
อาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยทุก 1-2 ชั่วโมง
จัดท่านอนศีรษะสูง 30 - 45 องศา เพื่อให้กระบังลมหย่อนตัวเพิ่มปริมาตรในช่องอก และปอด
สามารถขยายตัวได้ดีขึ้น ฟังเสียงปอดอย่างน้อยเวรละ 1 ครั้ง
ตั้งค่าการทำงานของเครื่องควบคุมการให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูงตามการรักษาของแพทย์
Flow rate 50 LPM, FiOz 0.4 พร้อมตรวจสอบการทำงานของเครื่องให้ถูกต้อง
ติดตามประเมินระดับความรู้สึกตัว ภาวะพร่องออกซิเจน ภาวะหายใจลำบาก หายใจเหนื่อย มือกบ๋ม
ปีกจมูกบาน มีเสียง stridor, gruntingอ wheezing หรือ มีเสียงหายใจคราดจาดจากการมีเสมหะอุดกั้น สีผิว
ติดเครื่องติดตาม (monitor) เพื่อเฝ้าระวังอาการการเปลี่ยนแปลง และปรับอัตราการไหลหรือ
ความเข้มข้นของออกซิเจนให้เหมาะสมกับผู้ป่วย
ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินการทำงานของเครื่องควบคุมการให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง
ตรวจสอบข้อต่อและสายต่างๆ ไม่ให้เลื่อนหลุดหรือหักพับงออย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับ
ออกซิเจนที่มีประสิทธิภาพเพียงพอตามแผนการรักษา
เฝ้าระวังอาการแทรกช้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง ได้แก่ ภาวะลมรั่วของ
เยื่อหุ้มปอด อาการระคายเคืองหรือแผลกดทับจากสายออกซิเจน cannula ที่บริเวณผิวหนังรอบรูจมูก
และเยื่อบุโพรงจมูก อาการท้องอืด
ประเมินการตอบสนองต่อการรักษาหลังใช้เครื่องควบคุมการให้ออกชิเจนอัตราการไหลสูง
ในระยะแรกทุก 1 ชั่วโมง โดยใช้ ROX Index Score
ส่งเสริมให้ผู้ป่วยพักผ่อนเพื่อลดการใช้ออกชิเจน ดูแลความสะอาดร่างกายผู้ป่วยและ
สิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความสุขสบายส่งเสริมให้พักผ่อนได้ดี
ส่งตรวจและติดตามผลการตรวจตามแผนการรักษาได้แก่ VBG, CBC, Chest X-Ray
กรณีศึกษา
ชายไทยอายุ45ปี ปวดเมื่อยร่างกาย ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายเหลวมากกว่าวันละ10ครั้ง ได้รับยาจากโรงพยาบาลชุมชน อาการไม่ทุเลา เหนื่อย ตัวตาเหลือง ปวดเมื่อยหลังและกล้ามเนื้อน่องทั้ง2ข้าง ประกอบอาชีพทำสวน มีพฤติกรรมไม่สวมรองเท้าเดินในน้ำที่มีน้ำขังพื้นดินชื้นแฉะ
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลที่ 3
ผู้ป่วยมีภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) ) จากช็อกเหตุพิษ
ติดเชื้อและมีของเสียคั่งในร่างกาย
กิจกรรมการพยาบาล
ตรวจวัดสัญญาณชีพ บันทึกค่าความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ ชีพจร และค่าความดันเลือดดำ
ส่วนกลาง (Central Venous Pressure) ทุก 30 นาที
ประเมินสภาวะน้ำในร่างกายโดยการบันทึกปริมาณสารน้ำที่เข้าร่างกาย และจำนวนปัสสาวะที่ออกมา
จากทางสายสวนปัสสาวะทุก 1 ชั่วโมง รวมถึงสังเกตว่ามีอาการบวมตามปลายมือปลายเท้า
ตรวจติดตามและบันทึกการเต้นของหัวใจ ฟังเสียงปอด เพื่อประเมินภาวะน้ำท่วมปอด หรือการเกิด
ภาวะหัวใจล้มเหลว หากพบว่ามีความผิดปกติ รายงานแพทย์เพื่อให้การรักษา
ส่งตรวจและติดตามผลการตรวจอิเลคโตรลัยท์ ได้แก่ ระดับโปแตสเซียม และโซเดียม สังเกตอาการ
ผิดปกติ ได้แก่ ซึมลง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็ว
สังเกตอาการที่เป็นภาวะยูรีเมีย (Uremia) ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน หายใจเหนื่อยหอบ มีอาการน้ำท่วม
ปอด นอนราบไม่ได้ มึนงง สับสน Function Renal Test เพื่อประเมินผลการให้การ
พยาบาลและการรักษา
6.เตรียมความพร้อมด้านจิตใจก่อนทำ CRRT เพื่อลดความวิตกกังวลและความเครียดของผู้ป่วยและครอบครัวให้กำลังใจ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษา ขั้นตอนการทำ CRRT ผลของการรักษา ภาวะแทรกซ้อนและระยะเวลาในการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
เตรียมผู้ป่วยก่อนการฟอกเลือด ช่วยแพทย์ทำหัตถการเปิดหลอดเลือดและเตรียมสายฟอกเลือด
(Double Lumen Catheter : DLC) ทำความสะอาดบริเวณ Double Lumen Catheter เฝ้าระวังการติดเชื้อ
และภาวะแทรกซ้อนหลังการใส่ DLC ได้แก่ Bleeding, Hematoma, Obstruction, Infection
ตั้งโปรแกรมเครื่อง CRRT ตามแผนการรักษา หลังทำประเมินระดับความรู้สึกตัว และสัญญาณชีพทุก
30 นาที เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนขณะบำบัดทดแทนไต หากพบมีอาการเหงื่อออกมาก กระสับกระส่ายสับสน ความดันโลหิตต่ำลงมากจากเดิม รายงานแพทย์เพื่อให้สารน้ำทดแทนอย่างเพียงพอ หรือปรับยากระตุ้นความดัน
บันทึกสารน้ำเข้า-ออกร่างกาย รวมทั้งน้ำที่ต้องการดึงออก
( NET UF) ทุก 1 ชั่วโมง
ดูแลสาย DLC ไม่ให้เกิดการอุดตัน หักพับงอ จัดท่านอนผู้ป่วยป้องกันการเลื่อนหลุด สังเกตการทำงานของวงจรเครื่องบำบัดทดแทนไตและเสียง Alarmเตือน หากพบความผิดปกติให้การพยาบาลได้ทันท่วงทีและถูกต้อง
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลที่4
มีภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic acidosis)เนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง
การพยาบาล
วัดและบันทึกสัญญาณชีพทุก 1 ชั่วโมง Monitor EKG และ SpO อย่างต่อเนื่อง และติดตามผลการ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หากพบว่ามีคลื่นหัวใจผิดปกติ มีQRS complex กว้างขึ้นและมีะมี T wave สูงกว่าปกติ รายงานแพทย์เพื่อให้การรักษา
สังเกตอาการและอาการแสดงของผู้ป่วยที่เกิดจากภาวะเลือดเป็นกรด โดยประเมินระดับความรู้สึกตัว
ซึมลง สับสน ลักษณะการหายใจ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
ดูแลให้ได้รับยา 7.5 % NaHCO3 และสารน้ำอย่างเพื่ยงพอตามแผนการรักษา
เจาะเลือดส่งตรวจ Venous Blood Gas และติดตามผล เพื่อประเมินสมดุลของภาวะกรด - ด่าง
ในร่างกายภายหลังการรักษา
ดูแลความสะอาดและความสุขสบายทั่วไปเพื่อให้ผู้ป่วยได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ
เฝ้าระวังและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุต่างๆอันเนื่องจากระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วยที่เปลี่ยนแปลงไป
ในทางที่ลดลง
บันทึกปริมาณสารน้ำเข้าและออกจากร่างกายทุก 8 ชั่วโมง เพื่อประเมินการสูญเสียสารน้ำและการ
ทำงานของไต
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลที่ 6
สี่ยงต่อการติดเชื้อบริเวณแผลจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง
การพยาบาล
ประเมินอาการการติดเชื้อ วัดอุณหภูมิร่างกายทุก 4 ชั่วโมง
ล้างมือก่อน-หลังสัมผัส หรือให้การพยาบาลผู้ป่วยทุกครั้ง
ประเมินแผล และสภาวะการติดเชื้อ ได้แก่ อาการอุ่น ร้อน มีรอยแดงรอบแผล มีสิ่งคัดหลั่ง เช่นหนอง ของเหลว ซึมไหลจากแผล หรือปวดบวมบริเวณแผล
ทำความสะอาดและเปลี่ยนแผลด้วยวิธีปลอดเชื้อทันทีที่วัสดุปิดแผลร่อน หลุด เผยอ เปียกชื้น ซึมเปื้อน หรือมีสารคัดหลั่งซึม
สังเกตและบันทึกอาการบวม แดง ร้อน ปวดและสิ่งที่ระบาย ซึมจากบริเวณแผลใส่ central line
catheter และบริเวณexit siteของ double lumen catheter
ดูแลความสะอาดจุดเชื่อมต่อ หลีกเลียงการเปิดรอยต่อต่างๆโดยไม่จำเป็น เปลี่ยนสายชุดอุปกรณ์ตามกำหนดการป้องกันการติดเชื้อและเปลี่ยนทันทีที่ปนเปื้อนสิ่งสกปรก
ระวังแผล และสายต่อไม่ให้เปียกน้ำ ขณะดูแลทำความสะอาดร่างกายผู้ป่วย
ดูแลให้ได้รับสารอาหารเพียงพอต่อความจำเป็นของร่างกาย
ส่งสริมสุขวิทยาส่วนบุคคล ดูแลความสะอาดร่างกาย เสื้อผ้า เครื่องนอน ป้องกันแผลปนเปื้อนเชื้อโรคจากสิ่งสกปรก
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลที่ 5
เสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดเเพร่กระจายในหลอดเลือด
(Intravascular Coagulation)
การพยาบาล
สังเกตและประเมิน อาการ สัญญาณชีพ ระดับความรู้สึกตัว เพื่อประเมินภาวะเลือดออกในอวัยวะสำคัญ และปริมาณการไหลเวียนเลือดในร่างกาย
สังเกตอาการผิดปกติต่างๆที่อาจส่งผลต่ออวัยวะสำคัญ ได้แก่ สมอง ปอด ไต ระบบทางเดินอาหารและระบบผิวหนัง อาการที่พบ เช่น ปวดศีรษะ พูดลำบาก มองเห็นไม่ชัด สับสน ซึมลง หมดสติ หายใจเหนื่อย มีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร อาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะมีสีแดง อุจจาระมีสีแดงหรือดำ ถ้าพบรายงานแพทย์เพื่อพิจารณาให้การรักษา
ดูแลทำความสะอาดปากและฟัน โดยให้ผู้ป่วยบ้วนปากด้วยน้ำอุ่น หรือน้ำยาบ้วนปากชนิดอ่อน หากแปรงฟันให้ใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงนิ่มที่สุด แปรงเบาๆด้วยความระมัดระวัง
ระมัดระวังเรื่องการให้สารน้ำ การเจาะเลือด ฉีดยา ไม่ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อเพราะจะทำให้เกิดก้อนเลือดใต้ผิวหนังได้ หลังเจาะเลือดหรือฉีดยาเข้าเส้นจะต้องกดให้นานจนกว่าเลือดหยุดไหล
จัดให้ผู้ป่วยพักผ่อนบนเตียงและรบกวนให้น้อยที่สุด ดูแลใกล้ชิดระวังการเกิดอุบัติเหตุตกจาก ที่สูงอำนวยความสะดวก ช่วยเหลือในการทำกิจกรรมตามความเหมาะสม
ส่งตรวจและติดตามผลการตรวจ CBCและ Coagulation test เพื่อประเมินค่า Platelet count,
Prothrombin Time, Partial Thromboplastin Time ba& INR
ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารนำ และ ยา Norepinephrine, Antibiotic เพื่อรักษาภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นโรคที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดภาวะDIC
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลที่7
เสี่ยงต่อการเกิดพลัดตกเตียงและการเลื่อนหลุดของสายอุปกรณ์การแพทย์ เนื่องจากภาวะเสียสมดุลของเกลือแร่ และมีของเสียคั่งในร่างกาย
การพยาบาล
1.ประเมินระดับความรู้สึกตัวและดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
2.ดูแลยกราวกั้นเตียงขึ้นทุกครั้งหลังการให้การพยาบาล
3.ล็อคล้อเตียงให้มั่นคงเสมอ
4.อธิบายความจำเป็นในการผูกยึดแก่ผู้ป่วยและญาติและขออนุญาตผูกยึด พร้อมผูกยึดตามหลักการ
ปฏิบัติการผูกยึด
ประเมินผู้ป่วยเพื่อคลายการผูกยึดทุกเวร โดยประเมินระดับความรู้สึกตัว และความร่วมมือในการ
ให้การพยาบาล
มีการยึดตรึงสายสวน และตรวจสอบทุก 4 ชั่วโมง
จัดวางสายชุดให้สารน้ำและยา สายสวนปัสสาวะในตำแหน่งที่ความยาวสายเหมาะสม สามารถพลิก
ตะแคงตัวได้ไม่ดึงรั้ง
ใช้เทคนิค Omega strap ม้วนเก็บปลายชุดให้สารน้ำเพื่อช่วยป้องกันการดึงรั้งและเลื่อนหลุดของ
สายสวน
ประเมิน บันทึก และสื่อสารข้อมูลส่งต่อทุกเวร
แจ้งให้ผู้ป่วยทราบทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้าย
ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยต้องมีการให้สัญญาณและเคลื่อนย้ายพร้อมกัน
ดูแลให้ยาเพื่อแก้ไขภาวะเสียสมดุลของเกลือแร่ ตามแผนการรักษาของแพทย์
ดูแลให้การพยาบาลผู้ป่วยได้รับการบำบัดทดแทนไตอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขภาวะของเสียคั่ง ตาม
แผนการรักษาของแพทย์
ประเมินอาการภาวะเกลือแร่ Soduim ต่ำ ได้แก่อาการอ่อนเพลีย อ่อนล้า กล้ามเนื้อกระตุก ซึม
เวียนหัว มึนงง สับสน กระสับกระส่าย หงุดหงิดง่าย และติดตามผลเลือด
มีการประเมินภาวะสับสนเฉียบพลันหรือภาวะเพ้อ (CAM-ICU) เพื่อป้องกันการพลัดตกเตียง หรือ
การดึงอุปกรณ์การแพทย์
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลที่8
ผู้ป่วยและญาติมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคและแผนการรักษา
กิจกรรมการพยาบาล
สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วยและญาติ
2.ประเมินสภาพผู้ป่วย ประเมินความวิตกกังวล เปิดโอกาสให้ซักถามปัญหา ข้อสงสัย และกระตุ้น ให้ระบายความรู้สึก
ให้ข้อมูล อธิบายการดำเนินของโรคและแผนการรักษาพยาบาล ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และชัดเจนเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ให้กำลังใจให้ความสนใจ ให้ความมั่นใจ และยอมรับ
รับฟังด้วยท่าทีเป็นมิตร จริงใจ
ดูแลให้ผู้ป่วยและญาติ เซ็นยินยอมในการรักษา
คอยให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการและการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ให้เวลาในการปฏิบัติการพยาบาล และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยและญาติ
ยืดหยุ่นในการเข้าเยี่ยมบางครั้ง ตามความเหมาะสม เสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีของผู้ป่วยและญาติ
ให้ความมั่นใจให้ข้อมูลในการติดตามอาการให้ผู้ป่วยรับทราบ รวมถึงการสนับสนุนในการร้อง ขอความช่วยเหลือ เช่นการใช้กระดิ่งเรียกพยาบาล ถ้าไม่มีเสียงเรียก เป็นต้น
ทักทายผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ และเรียกชื่อผู้ป่วยทุกครั้งที่ให้การพยาบาล
โรคฉี่หนู
สาเหตุ
ติดต่อจากสัตว์สู่คน
ติดเชื้อแบคทีเรียสกุลเลปโตสไปรา(Leptospira)
อาการ
ตาแดง
ตัวตาเหลือง
คอแข็ง
พยาธิสภาพ
เกิดจากติดเชื้อแบคทีเรียสกุลเลปโตสไปราที่มีคุณสมบัติเคลื่อนที่เร็วผ่านไปยังระบบทางเดินปัสสาวะไปสู่ไตเกิดการติดเชื้อที่ไต จนเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากขึ้นจนเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือดและภาวะตับวาย
ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
Leptospirosis titer
<1:100 = ผลลบ >1:100=ผลบวก
Complete blood count
WBC และ Neutrophils สูง
Lymphocyte ต่ำ
RBC,Hemoglobin,Hematocrit ต่ำ
Platelet <15,000 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
BUN , Creatinine, Electrolyte
BUN,Cr สูง
eGFR ต่ำ
Liver Function test
Total Protein,Albumin ต่ำกว่าปกติ
Globulin ปกติ
Total Bilirubin,Direct Bilirubin,SGOT,SGPT,Alkaline Phosphatase สูงกว่าปกติ
Lactate สูงกว่าปกติ
Venous blood gas
ภาวะกรดจากเมตาบอลิก
Coagulogram
PT ,PTT ,INR สูงกว่าปกติ
CPK สูงกว่าปกติ
Urine Analysis
PH,Sp.gr,WBC ปกติ
RBC,Bilirubin,Protein,blood,glucose,Bacteria,Colour,Clarity ผิดปกติ
Immunology
มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบีและร่างกายไม่อยู่ระหว่างการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งชนิด B และ C
ประเมินสภาพร่างกายตามระบบ
ระบบทางเดินหายใจ
หายใจเร็วตื้น on oxygen cannula 3 ลิตร/นาที
ทรวงอกสมมาตรได้รูปปกติไม่นูนหรือบุ๋ม ฟังปอดไม่มีเสียงผิดปกติ
ระบบหัวใจและหลอดเลือด
ฟังเสียงหัวใจไม่พบ murmur จังหวะการเต้นหัวใจสม่ำเสมอ
จับชีพจรอัตราการเต้นเร็ว100 ครั้งต่อนาที ปลายมือปลายเท้าไม่มีเขียวคล้ำ
ลักษณะทั่วไป
ส่วนสูง 160 ซม.
น้ำหนัก48.5กก็.
BMI=18.94
ถามตอบรู้เรื่องทำตามคำสั่งได้
ผิวแห้ง ไม่มีรอยโรค ไม่บวม
อ่อนเพลีย หายใจค่อนข้างเหนื่อย ตัวตา
เหลืองเล็กน้อย
อุณหภูมิ =36.3 C P = 100 ครั้ง/นาที RR = 26 ครั้ง/นาที
BP = 85/56 มิลลิเมตรปรอท SpO2= 98 %
ระบบเลือด ต่อมน้ำเหลือง และต่อมไร้ท่อ
มี Petechiae ใต้ท้องแขนทั้ง 2 ข้าง
ไม่มีเลือดออกตามไรฟัน คลำต่อมน้ำเหลืองที่คอ
รักแร้ ขาหนีบ ไม่พบอาการบวมโต
ศีรษะ ใบหน้า และลำคอ
ศีรษะ รูปร่างปกติ ผมสีดำมีสีขาวแซมเล็กน้อย ใบหน้า
ได้รูป ไม่บิดเบี้ยว การเคลื่อนไหวบนใบหน้าปกติ
ลำคอ คลำต่อมไทรอยด์ ต่อมน้ำเหลือง และ ต่อมทอนซิล ไม่บวมโต
ตา เยื่อบุตาเหลืองเล็กน้อยทั้ง 2 ข้าง ไม่มีต้อกระจก สายตาปกติมองเห็นชัดเจนดีทั้ง 2 ข้าง
หู ใบหูรูปร่างปกติ ได้ยินเสียงชัดเจนทั้ง 2 ข้าง
จมูก รูปทรงสมมาตรปกติ รับกลิ่นได้ปกติดี
ปาก ริมฝีปากแห้ง ไม่มีแผลในช่องปาก เคี้ยวอาหาร รับประทานอาหารได้ตามปกติ
ไม่มีฟันปลอม
ระบบทางเดินอาหารและช่องท้อง
ท้องปกติ ไม่มีเส้นเลือดดำขยายใต้ผิวหนัง ไม่มีรอยแผล
กดท้องเจ็บเล็กน้อย คลำไม่พบตับม้ามโต
ฟังbowl sound ได้8-10ครั้ง/นาที ไม่ถ่ายอุจจาระ
ระบบทางเดินปัสสาวะ
ใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ ปัสสาวะสีเหลืองเข้มค้างสาย
ไม่มีเลือดออกที่ปลายอวัยวะเพศ
ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก
รูปทรงปกติ การทรงตัวปกติ การทำงานของข้อและกล้ามเนื้อทั้งด้านซ้ายและขวามีกำลังปกติ บ่นปวดหลัง ปวดขาทั้ง 2 ข้างโดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อน่อง