Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Arrhythmias, Atropine ขนาด 0.5 มก.ให้ซ้ำได้ทุก 3-5 นาที ไม่เกิน 3 มก.
…
Arrhythmias
-
ข้อวินิจฉัย
-
2.การกำซาบของเนื้อเยื่อทั่วร่างกายเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความดันโลหิตลดลง ภาวะ thromboemboli หรือผลจากยา
- ป้องกันภาวะ tissue hypoxia โดยให้ออกซิเจนตามแผนการรักษา
- ติดตามค่าเกลือแร่ในเลือด เพื่อหาสาเหตุนำของารเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจิงใต้ในการรักษาผู้ป่วย ว่ามียาชนิดใดที่มีผลต่อ อัตรา และจังหวะการเต้นของหัวใจ
- ติดตามและบันทึกอาการแสดงของภาวะอวัยวะและเนื้อเยื่อได้รับเลือดไปเลี้ยงลดลง จาก ระดับ ความรู้สึกตัวลดลง
- ติดตามและบันทึกการเปลี่ยนแปลงของ สัญญาณชีพ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ โดยเฉพาะ ST segment
- ให้ยา antidysrhythmia ตามแผนการรักษาและเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำ synchronized cardioversion ในผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจเต้นผิด จังหวะชนิดไม่รุนแรง
- ทำ CPR ร่วมกับที่มรักษาผู้ป่วย ในกรณีเกิดภาวะ หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง
-
-
การตรวจวินิจฉัย
- ตรวจ ชีพจร → เร็ว, ช้า, ไม่สม่ำเสมอ
- EKG → วิธีหลัก แยกชนิด Arrhythmia
- ตรวจ Holter / Event recorder → จับจังหวะผิดปกติ
- ตรวจ EPS → ระบุวงจรไฟฟ้าผิดปกติ
- ตรวจ Echocardiogram → ดูโครงสร้างหัวใจ
- Lab → เกลือแร่, ไทรอยด์, Cardiac enzymes
- จาก ประวัติ และ อาการ → ใจสั่น, หมดสติ, เจ็บอก
-
-
-
Cardiac pacemaker
เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นตามปกติมี 2 ประเภท
-
-
- Atropine ขนาด 0.5 มก.ให้ซ้ำได้ทุก 3-5 นาที ไม่เกิน 3 มก.
- Dopamine ขนาด 2-20 ไมโครกรัม/กก./นาที
- Epinephrine ขนาด 2-10 ไมโครกรัม/นาที
- กระตุ้นหัวใจผ่านทางผิวหนัง (Transcutaneous pacing) เป็นวิธีการรักษาโดยการใช้กระแสไฟฟ้าจากภายนอกกระตุ้นหัวใจผ่านทางแผ่น electrode ที่แปะที่ผิวหนัง เพื่อให้มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ
- รักษาโดยการใส่ Pacemaker Electrocardiography
-
-
-
- Adenosine ขนาด 6-12 มก. โดยเลือกให้ทางหลอดเลือดดำขนาดใหญ่ เช่น brachial vein เป็นต้น และให้ด้วยเทคนิค double syringe ในการฉีดยา
- Verapamil 2-5 มก. ฉีดใน 2 นาที ให้ซ้ำได้อีก 5-10 มก. โดยให้ห่างจากครั้งแรก 15-30 นาที ขนาดรวมไม่เกิน 30 มก. ผลข้างเคียงที่พบคือความดันโลหิตต่ำ
-
- ประเมินและบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่องรวมทั้งสังเกตสัญญาณชีพอื่นๆ
- ค้นหาและแก้ไขสาเหตุ เช่น ดูแลให้ได้รับการพักผ่อน (bed rest) เพื่อลดความต้องการออกซิเจนของ ร่างกาย การเช็ดตัวเพื่อลดไข้ ให้ยากล่อมประสาทหรือยาระงับประสาทในรายที่วิตกกังวล เป็นต้น
- ดูแลให้ได้รับยาตามการรักษา รวมทั้งสังเกตภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากผลข้างเคียงของยา เช่น digitalis, beta-adrenergic blocking agents, calcium channel blockers
- Atropine ขนาด 0.5 มก.ให้ซ้ำได้ทุก 3-5 นาที ไม่เกิน 3 มก.
- Dopamine ขนาด 2-20 ไมโครกรัม/กก./นาที
- Epinephrine ขนาด 2-10 ไมโครกรัม/นาที
- กระตุ้นหัวใจผ่านทางผิวหนัง (Transcutaneous pacing) เป็นวิธีการรักษาโดยการใช้กระแสไฟฟ้าจากภายนอกกระตุ้นหัวใจผ่านทางแผ่น electrode ที่แปะที่ผิวหนัง เพื่อให้มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ
-
- ประเมินและติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่องรวมทั้งสังเกตสัญญาณชีพอื่นๆ
- ค้นหาและแก้ไขสาเหตุ
- ดูแลให้ได้รับยาตามการรักษารวมทั้งสังเกตภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากผลข้างเคียงของยา เช่น Atropine, Dopamine, Epinephrine
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีผลทำให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง เช่น digitalis, morphine, beta-blockers และรายงาน แพทย์ทราบ
- กรณีผู้ป่วยหัวใจเต้นช้ามากและมีปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจใน 1 นาทีลดลง เตรียมผู้ป่วยและ อุปกรณ์ เช่น Transcutaneous Pacing, Transvenous pacing ให้พร้อมใช้งาน
- amiodarone 150 mg bolus ทางหลอดเลือดดำ และตามด้วย 1 mg/minute ใน 6 ชม.ถัดมา และต่อเนื่องด้วยขนาด 0.5 mg/minute ใน 18 ซม.
- การใช้กระแสไฟฟ้ากระตุกหัวใจ (defibrillation) เป็นการรักษาเพื่อทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจกลับมาเป็นปกติ (normal sinus rhythm) ให้เร็วที่สุดเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นและกลับมามีคุณภาพชีวิตปกติ
-
-
ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา แต่อาจต้องใช้ยาเพื่อควบคุมอาการอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง, หัวใจล้มเหลว
-
-
-
-
-
- Carotid sinus massage การนวดหลอดเลือดแดงคอที่ตำแหน่ง Carotid body เป็นเวลา 3-5 วินาที โดยก่อนทำการนวดจะต้องฟังว่าไม่มีเสียงฟู่ที่บริเวณนวด และไม่ทำการนวดพร้อมกัน 2 ข้าง
- Valsalva maneuver การให้ผู้ป่วยออกแรงเบ่งลงท้อง
-
- amiodarone 150 mg bolus ทางหลอดเลือดดำ และตามด้วย 1 mg/minute ใน 6 ชม.ถัดมา และต่อเนื่องด้วยขนาด 0.5 mg/minute ใน 18 ซม.
- การทำการกระตุกหัวใจแบบประสานเวลา (synchronized cardioversion) นั้นเป็นการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติให้กลับมาเป็นจังหวะการเต้นของหัวใจที่ปกติ
-
- แก้ไขสาเหตุ
- ประเมินและบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ รายงานแพทย์ทราบถ้าเกิดบ่อย
- หลีกเลี่ยงการให้ยาที่มีผลทำให้การเต้นของหัวใจช้าลง เช่น digitalis, beta-blockers, calcium channel blockers แล้วรายงานแพทย์ทราบ
- ในรายที่มีอาการ เช่น หัวใจเต้นช้า ดูแลให้ได้รับยา atropine ตามการรักษาหรือเตรียมผู้ป่วยในการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ
- ดูแลให้ได้รับยาตามการรักษารวมทั้งสังเกตภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากผลข้างเคียงของยา เช่น Atropine, Dopamine, Epinephrine
-
- ประเมินและติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการวัด P-R interval
- รายงานแพทย์ ถ้าพบว่า P-R interval มีช่วงยาวเพิ่มขึ้น หรือเปลี่ยนไปเป็น second-degree หรือ third-degree AV block
- ถ้าผู้ปุวยอยู่ระหว่างการได้รับการรักษาด้วยยา digitalis หรือยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะควรหยุดยาและ รายงานแพทย์ทราบ
- ให้ยาตามการรักษา เช่น atropine ในรายที่หัวใจเต้นช้ามาก
- เตรียมผู้ปุวยเพื่อใส่ Temporary pacemaker ตามการรักษากรณีผู้ปุวยมีภาวะ Low cardiac output
-
- ประเมินและติดตามอาการและอาการแสดง ที่เกิดจากปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจใน 1 นาทีลดลง (low cardiac output)
- ประเมินและติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่องเพราะอาจเกิด Complete heart block ทันทีทันใดโดยไม่ มีสัญญาณเตือนหรืออาจเกิด cardiac standstill ได้
- ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยา digitalis หรือยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ งดยาไว้ก่อนแล้วรายงานแพทย์
- เตรียมยาและอุปกรณ์พร้อมใช้ได้ทันที เช่น adrenergic agent; isoproterenol, epinephrine, temporary pacemaker
-
- ประเมินและติดตามอาการ และอาการแสดงที่เกิดจากปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจใน 1 นาทีลดลง (low cardiac output)
- ประเมินและติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่อง เพราะอาจนำไปสู่การเกิด third degree AV block ได้
- ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยา เช่น digitalis, quinidine งดยาไว้ก่อนแล้วรายงานแพทย์ทราบ
- เตรียมยาและอุปกรณ์พร้อมใช้ เช่น atropine, isoproterenol, epinephrine, dobutamine , temporary pacemaker ถ้าอัตราการเต้นของหัวใจช้ามากจนเกิดความผิดปกติของการไหลเวียนเลือด
-
- ประเมินและติดตามประเมินคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือ หัวใจหยุดเต้น
- วัดและบันทึกสัญญาณชีพ
- บันทึกปริมาณน้ำเข้าออก
- ป้องกันภาวะโพแทสเซียมเพิ่มขึ้น ให้หยุดยาที่เป็นสาเหตุของภาวะโพแทสเซียมสูง เช่น หยุดให้ยา Potassium, ACE-I, และ ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Potassium-sparing (Spironolactone, amiloride)
- อาหารที่มี Potassium สูง เช่น งดรับประทานผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง (กล้วย ส้ม)
- ดูแลให้ได้รับยาลดระดับโพแทสเซียมในเลือดตามแผนการรักษา เช่น 10% calcium gluconate, 7.5%NaHCO3 ยาขับปัสสาวะ
- ติดตามระดับโพแทสเซี่ยม
- เตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต โดยเฉพาะ defibrillation ที่มี function transthoracic pacemaker
- ดูแลให้ได้รับยาตามแผนการรักษาของแพทย์
-
- ประเมินและติดตามประเมินคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หัวใจเต้นผิดปกติ หรือ หัวใจหยุดเต้น
- วัดและบันทึกสัญญาณชีพ
- บันทึกปริมาณน้ำเข้าออก
- ให้โพแทสเซี่ยมทดแทนทางปาก หรือทางหลอดเลือดำ
- แนะนำอาหารที่มี Potassium เช่น ประทานผลไม้ที่มีโพแทสเซี่ยมสูง (กล้วย ส้ม)
- ติดตามระดับโพแทสเซี่ยมในเลือด
- ดูแลให้ได้รับยาตามแผนการรักษาของแพทย์
-