Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
วิธีการประเมินและวัดบุคลิกภาพ และเครื่องมือวัดบุคลิกภาพ - Coggle Diagram
วิธีการประเมินและวัดบุคลิกภาพ
และเครื่องมือวัดบุคลิกภาพ
ความหมายของการวัดและการประเมินบุคลิกภาพ
กระบวนการที่ใช้เครื่องมือหรือวิธีการต่างๆ ในการเก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์และวัดลักษณะหรือคุณสมบัติทางบุคลิกภาพของบุคคล ซึ่งรวมถึงการศึกษาพฤติกรรม ความคิด ความรู้สึก และทัศนคติของบุคคลในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน การประเมินบุคลิกภาพมักใช้ในการศึกษาความสามารถทางจิตใจ และการทำนายพฤติกรรมของบุคคลในสถานการณ์ต่างๆ
เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินและวัดบุคลิกภาพ
การสัมภาษณ์ – การสัมภาษณ์บุคคลเพื่อให้เข้าใจลักษณ์บุคลิกภาพ
แบบทดสอบบุคลิกภาพ - เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อวัดลักษณะเฉพาะ ของบุคลิกภาพเช่น แบบทดสอบ MBTI หรือ Big Five Personality Test
การสังเกตพฤติกรรม – การวิเคราะห์พฤติกรรมของบุคคลในสถานการณ์ จริงหรือจำลอง
ความสำคัญของการประเมิน
และการวัดบุคลิกภาพ
เพื่อคัดเลือกคนให้
เหมาะกับกิจกรรม
ต่าง ๆ
เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้น
ฐานของบุคคลและ
นำข้อมูลนั้นๆมา
ประกอบคำพิจารณา
ในการวินิจฉัย
เพื่อใช้วัดความ
เจริญก้าวหน้าหรือ
การเปลี่ยนแปลง
ของบุคคล
เพื่อการวางแผน
และแนะแนวทาง
เพื่อช่วยในการ
จำแนกบุคคล
เพื่อใช้ทำนายหรือ
พยากรณ์
พฤติกรรมใน
อนาคต
วิธีการวัดบุคลิกภาพ
การสังเกต (Observation)
เป็นวิธีการประเมินบุคลิกภาพที่กระทำโดยผู้สังเกต
ที่ได้รับการฝึกหัดมาโดยตรง ซึ่งจะต้องมีหลักเกณฑ์
รูปแบบ และวิธีการแปลความหมายที่แน่นอน
วิธีการสังเกตมี 2 ประเภท
การสังเกตทางตรง (Director Observaton) เป็นการสังเกตที่ผู้สังเกตต้องเฝ้าดูเหตุการณ์หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง
1.1 การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant
observation) เป็นการสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์หรือกิจกรรมนั้นๆ
1.2 การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Nonparticipant
observation) เป็นการสังเกตอยู่นอกวง กระทำตนเป็นผู้ดูอย่างเดียวผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัวว่ามีคนคอยสังเกตอยู่
2 การสังเกตทางอ้อม (Indirect Observaton)
เป็นการสังเกตที่ผู้สังเกตไม่ได้เห็นเหตุการณ์หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง แต่อาศัยการถ่ายทอดด้วยเครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่ง
การสัมภาษณ์ (Interview)
เป็นวิธีการประเมินประเภทที่เป็นการสนทนา
ซึ่งมีจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยใช้การพูดคุยโต้ตอบระหว่างผู้สัมภาษณ์กับผู้ถูกสัมภาษณ์เป็นหลัก
นอกจากนี้อาจใช้วิธีการสังเกตสอดแทรก
การสัมภาษณ์แบ่งเป็น 2 วิธี
1 การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ
(Formal Interview)
เป็นการสัมภาษณ์ที่มีการเจาะจงและวางแผนไว้แล้วล่วงหน้าตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้
เพื่อให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้เข้าไปอยู่ใสถานการณ์หรือแสดงทักษะประสบการณ์ ความรู้ ความคิดเห็น ต่อสถานการณ์หรือคำถาม
2 การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ
(Informal Interview)
เป็นการสัมภาษณ์ที่จะใช้การตั้งคำถามอย่างกว้างๆ ซึ่งเป็นเรื่องทั่วๆ ไป ไม่มีการเจาะจงเฉพาะ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกสัมภาษณ์มีอิสระในการตอบอย่างเต็มที่
ข้อดีตรงที่เปิดโอกาสให้ผู้สัมภาษณ์ได้สนทนาพูดคุยโต้ตอบซึ่งกันและกันทำให้สามารถประเมินบุคลิกภาพของบุคคลนั้นได้ใกล้เคียงพอสมควร
ข้อเสียอยู่ที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ มักจะพยายามตอบคำถามให้ดีที่สุดที่คิดว่าจะทำให้ผู้สัมภาษณ์พอใจ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงก็ได้
การใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา
(Psychological Tests)
เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมาก แบบทดสอบจะประกอบด้วยข้อความต่างๆ ที่ผู้ทดสอบสร้างขึ้น โดยถือเอาปกติวิสัยของคนทั่วไปเป็นมาตรฐาน
ประเภทแบบทดสอบทางจิตวิทยา
1 แบบรายงานตนเอง
(Self-report Inventories)
เป็นการให้ผู้ถูกทดสอบตอบคำถามเกี่ยวกับลักษณะนิสัยส่วนตัวเจตคติ ความเชื่อ หรือพฤติกรรมต่างๆ
2 แบบทดสอบฉายภาพ
(Projective test)
เป็นการให้ตอบแบบสอบถามภายใต้สถานการณ์ที่คลุมเครือ เพื่อสะท้อนความรู้สึกภายในของบุคคล
วิธีการศึกษาจากความเห็นของคนอื่น
เป็นวิธีการที่ผู้วัดสร้างแบบสอบถามขึ้น
เพื่อถามบุคคลอื่นว่ามีความรู้สึกเกี่ยวกับบุคคลนั้นอย่างไร
เช่น ผู้ปกครอง ครู เพื่อน เป็นต้น
ประเภทของแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพ
แบบทดสอบให้รายงานตัว (Self Report Test Question)
แบบสำรววจรายการ (Checklists)
เป็นชุดของข้อความที่เป็นบัญชีรายการเกี่ยวกับบุคลิกภาพหรือการกระทำของบุคคล เรียงเอาไว้ให้ผู้ตอบตรวจสอบตนเองดูว่าลักษณะตรงกับข้อใดในรายการนั้นบ้าง
แบบสำรวจ (Inventory)
เป็นชุดของข้อความที่มีคำตอบให้เลือกตอบได้ 2 ตัวเลือก เช่น จริง-ไม่จริง ใช่-ไม่ใช่ อาจจะมี 3 ตัวเลือกบ้าง เช่น เพิ่มคำว่า ตัดสินใจใม่ได้ ในบางแบบสำรวจสร้างในรูป
ของบังคับให้ตอบ (Forced Choice) โดยจัดข้อความไว้เป็นคู่ๆ
มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)
เป็นแบบที่ตัดแปลงมาจากแบบตรวจสอบรายการ โดยดัดแปลงรูปแบบคำตอบที่ให้ตอบเพียง ใช่-ไม่ใช่, ชอบ-ไม่ชอบ, จริง-ไม่จริง, มาเป็นคำตอบที่มีน้ำหนักของการตอบ โดยมีการจำแนกความมากน้อยในการแสดงพฤติกรรมของตนได้
MBTI หรือ MYERS-BRIGGS TYPE INDICATOR
เปิดเผยตัว แสดงตัว Extraversion (E)
เก็บตัว Introversion (I)
Extroversion จะมีทิศทางการใช้พลังงานไปกับสิ่งภายนอก และรู้สึกได้รับพลังเมื่อให้ความสนใจไปที่สิ่งภายนอก
Introversion จะมีทิศทางการใช้พลังงานไปกับสิ่งภายใน และรู้สึกได้รับพลังเมื่อได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน
ใช้ประสาทสัมผัส Sensing (S) – หยั่งรู้ Intuition (N)
Sensing (S) จะถนัดในการรับข้อมูลที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงและสิ่งที่จับต้องได้ โดยมากเกิดขึ้นโดยตรงจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น การมอง การได้ยิน การสัมผัส เป็นต้น
Intuition (N) จะถนัดในการรับรู้ข้อมูลในภาพรวม ซึ่งรวมถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ความหมายที่ซ่อนอยู่ หรือรูปแบบที่เกิดขึ้น
ใช้ความคิดThinking (T) – ใช้ความรู้สึก Feeling (F)
hinking (T) หมายถึง การตัดสินใจที่มาจากกระบวนการให้เหตุและผล (logic) การมองแบบเป็น กลาง คนที่เป็น Thinking มักจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับข้อเท็จจริง และข้อมูลที่ได้รับ
Feeling (F) หมายถึง กระบวนการตัดสินใจหรือนำมาสู่ข้อสรุปนั้น มาจากคุณค่าที่คุณให้ความสำคัญหรือคุณค่าที่สังคม วัฒนธรรมให้ความสำคัญ
ตัดสิน Judging (J) – รับรู้ Perceiving (P)
Judging (J) หมายถึง ถนัดในการรับมือกับโลกภายนอกโดยอาศัยการวางแผน ความแม่นยำ โดยจะอาศัยระเบียบแบบแผนในการรับมือกับโลกภายนอก เช่น การวางแผน การจัดตารางเวลา
Perceiving (P) หมายถึง การรับมือกับโลกภายนอกด้วยความยืดหยุ่น ซึ่งจะมีแนวโน้มที่จะชอบความเปิดกว้าง การตอบสนองโดยฉับพลัน และการเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ
แบบทดสอบประเภทฉายภาพหรือกลวิธีให้บุคคลระบายความในใจ (Projective Technique)
เป็นกลวิธีทดสอบเพื่อหารายละเอียดเกี่ยวกับ
บุคลิกภาพของบุคคลโดยการใช้เครื่องกระตุ้น
หรือเร้า ทำให้บุคคคลระบายความรู้สึกที่แท้จริง
ออกมาแล้วแปลความหมายจากคำตอบ
ประเภทที่ใช้รูปภาพ (Pictorial Technique)
การให้คะแนนคำตอบ มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน โดยคำนึงถึงลักษณะ 4 ประการ
ภาพที่ผู้รับการทดสอบเห็นเป็นส่วนย่อยๆ หรือทุกๆ ส่วนรวมกัน
ใช้ลักษณะอะไรในการรับรู้ภาพ เช่น ใช้รูปร่าง สีพื้น หรือสีสันของภาพ
เนื้อเรื่องของภาพเกี่ยวข้องกับคน สัตว์ หรือสิ่งไม่มีชีวิต
ภาพที่รับรู้มีความแปลกใหม่หรือไม่
แบบทดสอบภาพหยดหมึกของรอร์ชาช (The Rorschach Ink Blot Test) ซึ่งเป็นกลุ่มรูปหยดหมึก ซึ่งผู้ทำแบบทดสอบจะอธิบายรูปที่มองเห็นเหล่านั้นได้หลายอย่าง ผู้ทำแบบทดสอบจะดูรูปเหล่านั้น และให้คำอธิบายว่าเขาเห็นอะไร เขาคิด และรู้สึกอย่างไรจากการดูรูปภาพ
ประเภทที่ใช้ภาษา (Verbal Technique)
ชนิดของคำสัมพันธ์ (Free Association) คือการให้คำมา 1 คำ และให้ผู้ตอบคำถามหาคำมาสัมพันธ์กับคำๆ นั้น เช่น ต้นไม้ เพื่อน โต๊ะ เกลียด
ชนิดเติมประโยคให้สมบูรณ์ (Sentence Completion) เป็นการเขียนประโยคที่ยังไม่ครบข้อความให้ได้ใจความสมบูรณ์
ประเภทที่ใช้การแสดงออก (Expression Technique) คือการให้ผู้ถูกทดสอบแสดงออกมาในรูปของการวาดรูปการเล่น หรือการแสดงละคร
แบบทดสอบประเภทให้พิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ
(Situaion Test)
แบบทดสอบวัดจากสถานการณ์ต่างๆ เป็นการกำหนดสถานการณ์และตัวละครให้ผู้ถูกทดสอบอ่าน แล้วให้เขาแสดงความรู้สึกออกมา ว่าภายใต้สถานการณ์นั้นเขามี
ความรู้สึกอย่างไร โดยให้ตอบในฐานะที่เป็นบุคคลที่ปรากฏในเรื่อง
สถานการณ์แบบรูปภาพ เป็นการกำหนดตัวละครในรูปภาพ อาจมีคำพูดหรือการบรรยายภาพประกอบบ้างเล็กน้อย แต่จะไม่เล่าเรื่องหรือบรรยายภาพทั้งหมด
สถานการณ์แบบข้อความ เป็นการกำหนดตัวละครโดยการเขียนบรรยายหรือเล่าเรื่องอย่างสั้นๆ เป็นการใช้ภาษาเขียนหรือตัวหนังสือ
คุณภาพของแบบวัด
บุคลิกภาพ
มีความเที่ยงตรง (Validity)
แบบสอบนั้นต้องวัดในสิ่งที่
ต้องการวัดหรือวัดตรงตาม
จุดประสงค์ได้ครบถ้วน
มีความเชื่อมั่น (Reliability)
สามารถให้ผลการวัดที่
สม่ำเสมอแม้จะทดสอบกี่ครั้ง
หรือในที่ต่างกันก็ตาม
มีความเป็นปรนัย (Objectivity)
ผู้ตรวจแบบสอบถามสามารถ
ให้คะแนนตรงตามสภาพ
ความเป็นจริง
คำตอบไม่กำกวม ไม่มีอคติ
มีความสามารถจำแนกได้
สามารถจำแนกให้เห็นความ
แตกต่างของสิ่งที่ต้องการจะ
วัด
สามารถใช้ได้ดี (Usabilty)
ง่ายต่อการทดสอบไม่ยุ่งยากซับซ้อน
มีคำชี้แจงในการทำแบบทดสอบที่ง่ายและชัดเจน
ใช้เวลาในการทำแบบทดสอบไม่มากหรือน้อยเกินไป
มีหลักเกณฑ์ในการให้คะแนนอย่างชัดเจน
สามารถนำผลการทดสอบที่แปลความหมายได้ถูกต้องไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
จัดทำโดย นายจิระวัฒน์ ปานวัฒน์ รหัสนิสิต 651031182