Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การควบคุมป้องกันสัตว์และแมลงนำโรค - Coggle Diagram
การควบคุมป้องกันสัตว์และแมลงนำโรค
หนู (Rodent, Rat, Mouse)
2. การจำแนกชนิดของหนู
2.3 หนูจี๊ด (Rattus Ex
ultans)
ขนาดเล็ก จมูกแหลม ตาโต
มีขนอ่อนนุ่ม มีขนแข็ง แซมบ้างเล็กน้อย
ขนด้านหลังสีน้ำตาล ด้านท้องสีเทา หางยาวเรียบสีดำ
2.2 หนูท้องขาว (Rattus Rattus)
ขนาดกลาง จมูกแหลม
หูใหญ่ หางยาว ขนด้านหลังโคนสีเทาปลายสีน้ำตาล ด้านท้องมีขนสีขาวเทา หางสีดำ มีเกล็ดละเอียด
2.4 หนูบ้าน (House Mouse)
ขนาดเล็กที่สุด
หน้าแหลม ขนหลังสีเทาปนน้ำตาล
ขนด้านท้องสีขาวอ่อนนุ่ม หางด้านบนสีดำ ด้านล่างสีจางกว่า
2.1 หนูนอร์เวย์ (Rattus Norvegicus)
ขนาดใหญ่ ขนหยาบ สีน้ำตาลปนเทา ตาเล็ก ในหูเล็ก จมูกทู่ หางสั้นกว่าลำตัว โคนหางมีเกล็ดหยาบๆ
1.ก่อให้เกิดอันตราย และความเสียหาย
1.1 หนูเป็นสัตว์รังโรค
กาฬโรค (Plaque)
ไข้ไทฟัส (Murine typhus fever)
ไข้หนูกัด โรคซัล
โมเนลโลซีส
ไข้ฉี่หนู
อโรคแลปโตสไปโรซีส
โรคบิด
โรคพยาธิตืดหน
โรคทริคิโนซิส
โรคอาหารเป็นพิษ
1.2 หนูเป็นสัตว์กัดแทะ
ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย
นำโรคติดต่ออันตรายมาสู่คน
และสัตว์เลี้ยง
5. การควบคุมและป้องกันหนู
5.1 การป้องกันหนูเข้ามาภายในอาคาร
ขอบประตู หน้าต่าง ช่องว่าง
รอยแยกตามฝาผนัง ท่อระบายน้ำเสีย
ช่องระบายอากาศต่าง ๆ
ควรใช้ลวดตาข่าย วัสดุที่ทนต่อ การกัดแทะของหนูได้ ปิดช่องทาง ทำให้หนูไม่มีช่องเข้า ออก
5.2 การกำจัดแหล่งอาหารและ
ที่พักของหนู
เก็บรวบรวมและกำจัดมูลฝอยให้ถูกสุขลักษณะ
จัดบ้านเรือนและบริเวณบ้านให้สะอาด
เก็บอาหารแห้งไว้ในภาชนะที่ป้องกันการกัดแทะของหนูได้
5.3 การกำจัดหนู
การใช้สารเคมี
สารเคมีกำจัดหนูเฉียบพลัน
สารเคมีกำจัดหนูชนิดออกฤทธิ์ช้า
การใช้กับดัก โดยใช้เหยื่อล่อ
ที่นิยมกับดักแบบตีตาย กับดักแบบกรง
กับดักแบบกาว
3. พฤติกรรมของหนู
3.1 หนูมีภาษาสัมผัสที่ดีมาก
3.2 หนูมีจมูกไว
3.3 หนูมีความเฉลียวฉลาด
3.4 หนูสามารถส่งเสียง
ความถี่สูงถึง 45 กิโลเฮิรตซ์
ระยะได้ยิน 6 นิ้ว
3.5 หนูเป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำ
และดำน้ำได้เก่ง
3.6 หนูเป็นสัตว์ที่ปีนป่ายเก่ง
4. การสำรวจร่องรอยของหนู
4.3 โพรง
4.4 เสียง
4.2 รอยทางเดิน
4.5 รอยกัดแทะ
4.1 มูลและปัสสาวะ
6. หนูเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (Order Rodentia) เป็นสัตว์กัดแทะ 4 เท้า มีฟันแหลมคม 2 คู่ อายุสั้น 1-2 ปี แพร่พันธุ์เมื่ออายุ 3-4 เดือน
ยุง (Mosquitoes)
ยุง จัดอยู่ในไฟลัมอาร์โทรโพดา (Phylum Arthropoda)
ยุงลาย (Aedes)
วางไข่ใบเดี่ยว ๆตามขอบ
เหนือระดับน้ำ
ยุงรำคาญ (Culex)
วางไข่เป็นแพลอยอยู่บนผิวน้ำ
ยุงก้นปล่อง (Anopheles)
วางไข่ใบเดี่ยว ๆที่มีทุ่นช่วยให้ลอยบนผิวน้ำ
ยุงเสือ (Mansonia)
วางไข่เป็นกลุ่มติดกับใบพืชน้ำ
1. ระยะการเจริญเติบโตของยุงและความสำคัญต่องานอนามัยสิ่งแวดล้อม
1.2 ความสำคัญต่องานอนามัยสิ่งแวดล้อม
1.2.2 โรคไข้เลือดออก
(Dengue Fever)
เชื้อไวรัส
Dengue Virus
ยุงลาย
พบในเด็ก ไข้สูง มีจุดเลือดออก
ผิวหนัง ไรฟัน อาจชักได้
1.2.3 โรคเท้าช้างชนิดวูเชอ
เรอเรียแบงครอฟตี้
(Wuchereria bacrofti)
เชื้อหนอนพยาธิ
W. bacrofti
ยุงรำคาญ
ยุงลาย
ยุงก้นปล่องบางชนิด
ระบาดตามชายแดนพม่า
1.2.4 โรคเท้าช้างชนิดบรูเกีย
มาลาไย (Brugia malayai)
เชื้อหนอนพยาธิ
Brugia malayai
ยุงเสือ ยุงก้นปล่อง
ระบาดอยู่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ชุมพรลงไป
1.2.1 โรคไข้จับสั่นหรือโรคมาลาเรีย
(Malaria)
เชื้อโปรโตซัว
Plasmodium spp.
ยุงก้นปล่อง
ไข้ หนาวสั่น วัน/เว้นวัน
มีอาการทางสมอง ตับ ร่วมด้วย
1.2.5 โรคไข้สมองอักเสบ(Encephalitis)
เชื้อไวรัส Japanese
encephalitis
ยุงรำคาญ
มีสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยงเป็นรังโรค โดยเฉพาะหนูซึ่งเป็นตัวแร่การจายโรคได้ดี
1.1 ระยะการเจริญเติบโตของยุง
2.ระยะลูกน้ำ
ลอกคราบ 4 ครั้ง ครั้งที่ 4 จะกลายเป็นระยะตัวโม่ง
ลูกน้ำ กลายเป็นตัวโม่ง 1-3 สัปดาห์
3.ระยะตัวโม่ง
ไม่กินอาหาร ลอยนิ่งที่ผิวน้ำ
ตัวโม่งไปเป็นตัวเต็มวัย 1-3 วัน
1.ระยะไข่ ยุงชอบวางไข่บนพื้นผิวน้ำ
ไข่จะใช้เวลาในการเจริญเป็นลูกน้ำภายใน 2-3 วัน
ระยะตัวเต็มวัย
ยุงตัวเต็มวัยจะผสมพันธุ ์
หลังออกจากดักแด้ไม่นาน
ยุงตัวเมียจะดูดเลือดจากคนหรือสัตว์
เพื่อสร้างการเจริญของไข่ในท้อง วางไข่ครั้งละ 50-150 ฟอง
2. การจำแนกชนิดของยุง
2.1 ยุงก้นปล่อง (Anopheles)
2.2 ยุงลาย (Aedes)
2.3 ยุงรำคาญ (Culex)
2.4 ยุงเสือ (Mansonia)
3. การสำรวจและประเมินความชุกชุมของยุง
3.2 แหล่งเพาะพันธุ ์ของยุงลาย
3.3 จำนวนบ้านที่สำรวจ
3.1 การจำแนกชนิดของลูกน้ำยุง
3.4 การคำนวณดัชนีความชุกชุมของลูกน้ำยุงลาย
4. การควบคุมและป้องกันยุง
4.1 การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์
4.1.2 การปิดฝาภาชนะเก็บกักน้ำ
4.1.3 การถมที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง
4.1.1 การควบคุมระดับความเร็วของกระแสน้ำชลประทาน คลองส่งน้ำ
4.1.4 การถางวัชพืชริมลำธาร และกำจัดพืชน้ำ
4.1.5 การทำความสะอาดบ้านพักอาศัย
4.2 การกำจัดลูกน้ำและยุงตัวเต็มวัย
4.2.1 การใช้สารเคม
การใช้สารเคมีกำจัดลูกน้ำ (Larvicides)
การพ่นสารเคมีกำจัดยุงตัวเต็มวัยแบบมีฤทธิ์ตกค้าง (Residual spray)
การพ่นสารเคมีกำจัดยุงตัวเต็มวัยแบบฟุ้งกระจายในอากาศ (Space Spray Application)
4.2.2 การใช้วิธีทางชีวภาพ
ใช้ตัวห้ำซึ่งเป็นศัตรูตามธรรมชาติที่สามารถควบคุมประชากรของยุงได
การปล่อยปลาที่กินลูกน้ำลงในแหล่งเพาะพันธุ์หรือแหล่งที่มีลูกน้ำมาก ๆ
การใช้ไส้เดือนฝอยบางชนิดเข้าไปทำลายลูกน้ำยุง
การใช้เชื ้อโรคทำให้ยุงตาย เช่น แบคทีเรีย
4.3 ลดการสัมผัสระหว่างคนกับยุงพาหะ
4.3.3 การใช้สารทาป้องกันยุง
4.3.4 การใช้ยาจุดกันยุง
4.3.2 การสวมเสื้อป้องกันร่างกายให้มิดชิด
4.3.5 การใช้ตาข่ายป้องกันยุงกัด
4.3.1 การใช้มุ้ง
แมลงวัน (Flies)
3. วงจรชีวิตของแมลงวัน
มี 4 ระยะได้แก่ ระยะไข่ ระยะตัวหนอน ระยะดักแด้ และระยะตัวเต็มวัย
แมลงวัน ป็นสัตว์ขาข้อ ลำตัวเป็นปล้อง จัดอยู่ในไฟลัมอาร์โทรโพดา (Phylum Arthropoda)
1. การจำแนกชนิดของแมลงวัน
2.2 แมลงหัวเขียว
Chrysomyia spp.
:
ตัวแก ขนาด 6-8 มม.
ระยะไข่ 70-80 ฟอง/ครั้ง
ระยะหนอน
สีขาวปนชมพู
ขนาด 3-5 มม.
สีรูปร่างเหมือนดักแด้
แมลงวันบ้าน แต่ใหญ่กว่า
2.3 แมลงหัวเขียว
Calliphora spp.
ขนาด 6-8 มม.
ระยะไข่ 60 ฟอง/ครั้ง
ระยะหนอน
สีขาวปนชมพู
ขนาด 3-5 มม.
สีรูปร่างเหมือนดักแด้
แมลงวันบ้าน แต่ใหญ่กว่า
2.1 แมลงวันบ้าน
Musca Domestica
ตัวแก่ ขนาด 6-8 มม.
ระยะไข่ 100-150 ฟอง/ครั้ง
ระยะหนอน
สีขาวนวล
ขนาด 2-3 มม.
ระยะดักแด้
สีน้ำตาล
รูปร่างคล้ายถังเบียร์
4. ความสำคัญต่องานอนามัยสิ่งแวดล้อม
วิธีสำรอกใส่อาหาร (Propagating transmission)
เช่น โรคทางเดินอาหาร โรคอาหารเป็นพิษ
วิธีที่เป็นโฮสต์กึ่งกลาง (Intermediate Host)
เช่น โรคพยาธิไส้เดือน พยาธิปากขอ
วิธีเชิงกล (Mechanical transmission) ขาหน้าถูกัน เชื้อโรคร่วงลงไปในอาหาร
เช่น โรคทางเดินอาหาร บิด พยาธิ
วิธีวางไข่หรือแพร่พันธุ์
ส่วนใหญ่แมลงวันมักวางไข่ได้ตามแผล หนอง ฝี ในระยะตัวหนอน
แมลงวันทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า โรคไมเอซีส (Myiasis)
2. การควบคุมและป้องกันแมลงวัน มีแนวทางหลัก
2 แนวทาง คือ
3.1 การปรับปรุงการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม
3.1.2 เก็บรวบรวมและกำจัดขยะมูลฝอยให้ถูกหลักสุขาภิบาล
ถังรองรับขยะควรมีความแข็งแรง ไม่รั่วซึม มีฝาปิดมิดชิด
3.1.3 ฟาร์มเลี้ยงสัตว์
เช่น เป็ด ไก่ สุกร โค ม้า มีการจัดการที่ถูกหลักสุขาภิบาล
3.1.1 การให้มีและใช้ส้วมที่ถูกสุขลักษณะทุกหลังคาเรือน
เช่น ค่ายอพยพ ชุมชนก่อสร้าง ที่พักแรมของกลุ่มผู้ประสบภัยธรรมชาติ
3.1.4 ทุกครัวเรือนควรมีตู้เก็บอาหารและฝาชี
เพื่อป้องกันมิให้แมลงวันตอมอาหารและภาชนะ
3.2 การทำลายตัวอ่อนและตัวแก่ของแมลงวัน
3.2.1 การทำลายตัวอ่อนของแมลงวัน
วิธีที่นิยม คือ ใช้สารเคมีพ่นลงบนแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน
3.2.2 การทำลายตัวแก่ของแมลงวัน
แบ่งเป็น 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ
วิธีทางกล
ใช้กรงดัก ไม้พันกาว ใช้
ไม้ตี กับดักไฟฟ้า
วิธีการใช้สารเคมี
ใช้การฉีดพ่นหรือใช้การวางเหยื่อพิษในการกำจัด
การพ่นสารเคมีแบบมีฤทธิ์ตกค้าง
การวางเหยื่อพิษ
การพ่นสารเคมีแบบฟุ้งกระจายในอากาศ
การวางแถบกาว
แมลงสาบ (Cockroaches)
1. ชีววิทยาและนิเวศวิทยาของแมลงสาบ
ไข่จำนวน 10 - 40 ฟอง
ชนิดของแมลงสาบ
2.1 แมลงสาบอเมริกัน (American Cockroaches)
ไข่ในแคปซูล
16-28 ฟอง
สีน้ำตาลออกแดง
2.2 แมลงสาบออสเตรเลีย (Australian Cockroaches)
22-24 ฟอง
สีน้ำตาลออกแดงเข้ม
2.3 แมลงสาบตะวันออก (Oriental Cockroaches)
16-18 ฟอง
สีดำหรือน้ำตาลดำ
2.4 แมลงสาบเยอรมัน (German Cockroaches)
37-44 ฟอง
สีน้ำตาลอ่อน
2.5 แมลงสาบลายน้ำตาล (Brown Banded Cockroaches)
16 ฟอง
สีน้ำตาลอ่อน
3. การสำรวจและประเมินความชุกชุมของแมลงสาบ
3.1 ทดสอบหาเหยื่อที่แมลงสาบชอบมากที่สุด
พื้นที่ทดสอบ 10 จุด
วางเหยื่อทุกชนิดๆละ 50 กรัม
วางทิ้งใว้ 1 คืน
นำเหยื่อที่เหลือมาชั่ง
หาร้อยละที่หมดไป
การกำจัดแมลงสาบจะใช้เหยื่อชนิดที่แมลงสาบชอบมากที่สุด
3.2 วางกับดักแมลงสาบ
กับดักแมลงสาบ
1 อัน : พื้นที่ 10 ตร.ม.
เลือกวางแหล่งที่พบแมลงสาบ 3 วัน
พร้อมกับเปลี่ยนหยื่อ บันทึกแต่ละชนิดทุกวัน
นำข้อมูลมาคำนวนหาความชุก
ของแมลงสาบพื้นที่ที่ทำการสำรวจ
4. การควบคุมและป้องกันแมลงสาบ
4.1 การปรับปรุงสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม
ติดตะแกรงถี่ ๆ ปากท่อ
เก็บอาหารที่มิดชิด
รซ่อมแซมรอยแตก รอยแยกต่างๆ
รเก็บรวบรวม กำจัดขยะให้ถูกหลักสุขาภิบาล
จัดระเบียบรักษาความสะอาด
ในพักอาศัย
4.2 การกำจัดไข่และตัวแมลงสาบ
การใช้กับดัก โดยใช้เหยื่อที่แมลงสาบชอบ
ควรหมั่นตรวจตรามุมต่าง ๆ
ใช้สารเคมีฉีดพ่น
รใช้เจลสารเคมีกำจัดแมลงสาบ ในพื้นที่แคบๆ
ใช้ไซเปอร์เมทริน (Cypermethrin) 1% ไดอะซินอน (Diazinon) 2%
ผสมน้ำมันชัก เงาแลคเกอร์ทาด้านหลังเครื่องเรือน